advertisement

ความสำคัญของ AEC

โดย นิติภูมิ นวรัตน์ 12 พ.ย. 2553 05:00

ศาสตราจารย์ ดร.บุญทัน ดอกไธสง ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต/มหาบัณฑิต ชวนนิติภูมิพูด "ภาวะผู้นำโลกยุคโลกาภิวัตน์" รับใช้นักศึกษาปริญญาเอก ที่ มรภ.วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จ.ปทุมธานี เวลา 10.00-16.00 น. เสาร์ 13 พฤศจิกายน 2553 พรุ่งนี้

นิติภูมิเปิดอีเมล์ nitipoom@gmail.com ปรากฏว่ามีจดหมายต้าน AEC หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กันมากพอสมควร ขอเรียนว่า ท่านต่อต้านมาที่นิติภูมิมิได้ดอก เพราะผมมิใช่เป็นผู้ต้นคิด AEC หรือแม้ว่าท่านจะต่อต้านการเปิดเสรีในตอนนี้ ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะทุกอย่างลงนามกันไปหมดแล้ว

บางท่านถามว่า AEC จะดีกับประเทศของเราไหม?

ขอตอบว่า "ดีแท้แน่นอนครับ" หากคนไทยรู้รายละเอียดของ AEC โดยถี่ถ้วน ทว่าปัญหาของเราก็คือ เกษตรกรไม่รู้ นักธุรกิจไม่รู้ ราชการไม่รู้ นักการเมืองไม่รู้ ฯลฯ ในขณะที่นักการเมืองและราชการของสิงคโปร์กับมาเลเซียโผล่หน้าออกมาอธิบายขยายความกันถี่ยิบ เล่าทั้งเรื่องข้อตกลงและข้อกำหนดที่ภาคเอกชนต้องทราบ ทั้งข้อตกลงระบบสิทธิพิเศษทางภาษีที่เท่ากันของอาเซียนเพื่อเขตการค้าเสรีอาเซียน ทั้งสินค้าอ่อนไหว และอ่อนไหวสูง ทั้งประเด็นปัญหาข้อตกลงด้านการลงทุน ฯลฯ

นอกจากท่านจะต่อต้านไม่สำเร็จแล้ว เขตเสรีการค้ายังจะขยายกลายไปเป็นอาเซียน+3 อาเซียน+6 ผมเชื่อว่าต่อไปในอนาคต อาจจะมีอาเซียน+8 นั่นหมายความว่า สหรัฐฯ และรัสเซียจะกระโจนเข้ามาร่วมวงการค้าเสรีกะเราด้วย

ท่านผลิตและค้าขายในประเทศไทยก็มีประชากรแค่ 65 ล้าน แต่พอเป็นกลุ่มอาเซียน ลูกค้าของท่านเพิ่มเป็น 600 ล้านคน หรือ 9% ของประชากรโลก เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย คือมากถึง 22% ของการส่งออกของไทยทั้งหมด

เมื่อการเจรจาอาเซียน+3 สำเร็จ อ้าว คราวนี้จีน เกาหลี และญี่ปุ่น เข้ามาด้วย โอย ผู้อ่านท่านครับ คนไทยไม่ต้องไปค้าอะไรกับใครที่นรกสวรรค์ไหนอีกแล้ว แค่อาเซียน+3 นี่ก็มีประชากรมากถึง 2,068 ล้านคน 31% ของประชากรโลกทีเดียว มีขนาดจีดีพีใหญ่โตถึง 9.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบไปแล้วก็คือ 18% ของจีดีพีโลก สัดส่วนการส่งออกมากถึง 44% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย

ผู้อ่านท่านลองนึกไปถึงอาเซียน+6 ซึ่งกลุ่มอาเซียนของเราบวกกับจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย คราวนี้ท่านสามารถใช้อาเซียนเป็นฐานในการส่งออกไปยังสถานที่ที่มีประชากรมากถึง 3,284 ล้าน ซึ่งหมายถึง 50% ของประชากรโลก มีขนาดจีดีพีใหญ่โตมโหฬารถึง 12.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 22% ของจีดีพีโลก สัดส่วนการส่งออกก็ 52% ของการส่งออกของไทย

อีกท่านหนึ่งซึ่งอธิบายเรื่องนี้ได้ดีก็คือ ผศ.ดร.อัทธิ์ พิศาลวานิช

ผมถูกชวนให้ไปอธิบายขยายความหลายครั้งกับพี่น้องเกษตรกรไทยที่ขายผลผลิตการเกษตรของตนไม่ได้ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2553 โรงงานผลิตกาแฟในไทยไปซื้อเม็ดกาแฟจากกลุ่มประเทศอาเซียนที่ราคาถูกกว่ามาใช้ ไม่ซื้อกาแฟไทยที่ขายในราคาแพงกว่า เพราะต้นทุนการผลิตสูงกว่า ทว่าเกษตรกรไทยไม่เคยได้รับข่าวสารอันใดจากทางราชการมาก่อนเลยว่าภาษีกาแฟจะต่ำลง จึงแก้ไขอะไรไม่ถูก ทุกท่านรู้แต่เพียงว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นมา ตนขายเม็ดกาแฟไม่ได้เท่านั้น

สำหรับกลุ่มอาเซียนเดิม 6 ประเทศ (ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน และสิงคโปร์) สินค้าทั้งหมดใน IL ซึ่งหมายถึงสินค้าลดภาษีปกตินั้น ตั้งแต่ 1 มกราคม 2553 จะมีภาษีเป็น 0

ส่วนกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ต้องลดภาษีให้เหลือ 0-5%

สินค้าที่ภาษีไม่เป็น 0 นั้น เราเรียกว่าเป็นสินค้าอ่อนไหวและอ่อนไหวสูง เช่น อินโดนีเซียบอกว่า เธอส่งสินค้าอะไรมาขายในประเทศฉัน ฉันยอมให้ภาษีเป็น 0 แต่ที่ฉันไม่ยอม ฉันต้องเก็บภาษีเพื่อปกป้องคนของฉันคือ ข้าว กับน้ำตาล

สินค้าอ่อนไหวสูงของอินโดนีเซีย ก็คือ ข้าว และน้ำตาล

พ่อค้าข้าวจาก 9 ประเทศในกลุ่มอาเซียนจะส่งข้าวมาขายในอินโดนีเซียของฉัน ท่านต้องเสียภาษี 30% แต่ใน พ.ศ.2558 ฉันจะลดให้เหลือ 25%

ตอนนี้ใครส่งน้ำตาลมาขายในอินโดนีเซีย ต้องเสียภาษีให้ฉัน 30-40% แต่ต่อไปใน พ.ศ.2558 ฉันจะลดภาษีน้ำตาลให้เหลือ 5-10% เพราะฉันต้องปกป้องชาวนา และเกษตรกรทำไร่อ้อยของฉัน

มาเลเซียบอกว่า อ้า พ่อค้าจาก 9 ประเทศส่งสินค้าอื่นเข้ามาขายในประเทศของฉันได้เลย ฉันไม่เก็บภาษี แต่ฉันเห็นใจชาวนา ฉันจึงสงวนไว้เฉพาะสินค้าข้าว ก่อนหน้านี้ ฉันเก็บภาษี 40% แต่ตั้งแต่ พ.ศ.2553 เป็นต้นไป ฉันขอเก็บ 20%

นิติภูมิยังไม่ขอเล่ารับใช้ละครับว่า ขณะที่ประเทศอื่นเก็บภาษีข้าว แต่ไทยบอกว่า อ้า ส่งข้าวเข้ามาขายได้เลย เราเก็บภาษีข้าวท่านเป็น 0 เชิญๆๆๆ สินค้าทุกอย่างภาษีเป็น 0 หมด แฮ่ๆ แต่เราขอสงวนสินค้า 4 อย่างนะ เพราะมันสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยของไอเหลือเกิน เอ้อ แหม ไอไม่อยากบอกเลยว่า อ้า สินค้าอ่อนไหวของไทย 4 อย่างที่ว่าเนี่ยคือ ไม้ตัดดอก มันฝรั่ง กาแฟ และเนื้อมะพร้าว

คนที่ไปเจรจาเรื่องนี้ก็ยังพอมีสมองอยู่บ้างนะครับ ที่ไม่บรรจุยานอวกาศ ถุงยางอนามัย ไม้จิ้มฟัน และเม็ดกวยจี๊ ให้เป็นสินค้าอ่อนไหวของไทย.

นิติภูมิ นวรัตน์

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement