advertisement

เมืองกระเป๋าฉีก!! ค่าครองชีพแพงสุดในโลก

โดย มิสแซฟไฟร์ 9 ก.พ. 2556 05:00

บ่นกันระงมเรื่องข้าวของเมืองไทยราคาแพงหูฉี่ และยิ่งแพงลิ่วขึ้นไปอีกจนแทบหยิบจับอะไรไม่ได้ หลังรัฐบาลนายกฯปู-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บังคับใช้นโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท พร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา

งานนี้ เสียงสวดยับอาจแผ่วลงไปบ้าง เพราะ ผลการสำรวจเมืองที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดในโลก ประจำปี 2013 จาก 140 เมืองใหญ่ทั่วโลก จัดทำโดย สถาบันอีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนส์ ยูนิต (EIU) บ่งชี้ว่า “กรุงเทพมหานคร” ยังเป็นเมืองที่ข้าวของราคาถูกมากๆ คนละเรื่องกับเพื่อนบ้านของเราคือ “สิงคโปร์” ซึ่งขึ้นแท่นเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงสุดเป็นอันดับ 6 ของโลก...มิน่าคนสิงคโปร์ถึงชอบหนีมาเที่ยวมาลงทุนในเมืองไทย!!

ข้อมูลดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อช่วยให้บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ นำไปใช้คำนวณค่าจ้างสำหรับผู้บริหารและครอบครัว ที่จะถูกส่งตัวไปทำงานในต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการสะท้อนความน่าอยู่ของเมืองใหญ่ๆทั่วทุกมุมโลกได้อย่างน่าสนใจ

ก็เพราะค่าเงินเยนที่แข็งโป๊กต่อเนื่องยาวนาน (ก่อนที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะพิมพ์เงินเยนก้อนใหญ่ อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเมื่อเร็วๆนี้ เพื่อแก้ปัญหาเงินฝืด) จึงส่งผลให้โตเกียว และโอซากา เมืองใหญ่อันดับต้นๆของประเทศญี่ปุ่น กลายเป็นสองเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลกประจำปีนี้ โดยในกรุงโตเกียว ขนมปังหนึ่งแถว ราคา 9.06 ดอลลาร์สหรัฐฯ นมหนึ่งลิตร ราคา 2.93 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไวน์ หนึ่งขวด ราคา 15.95 ดอลลาร์สหรัฐฯ และถ้าอยากกินดินเนอร์หรูๆสักมื้อพร้อมจิบไวน์ ก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายมื้อละ 1,266.30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนที่เมืองโอซากา ค่ากินค่าอยู่ไล่ตามมาติดๆ โดยขนมปังหนึ่งแถว ราคา 7.94 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไวน์ขวดหนึ่งต้องจ่าย 17.55 ดอลลาร์สหรัฐฯ และดินเนอร์ใต้แสงเทียนในโรงแรมหรูอยู่ที่ 915.32 ดอลลาร์สหรัฐฯ


สมัยก่อนคนไทยที่มีฐานะปานกลาง มักส่งลูกหลานไปเรียนที่ออสเตรเลีย แทนที่จะเป็นอังกฤษ หรืออเมริกา เพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่ากันเท่าตัว แต่ยุคนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากค่าเงินที่แข็งขึ้นของออสซี่ ทำให้ข้าวของ ต่างๆในออสเตรเลียมีราคาแพงขึ้นผิดหูผิดตา โดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ เช่น นครซิดนีย์ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงสุดเป็นอันดับสามของโลกเลยทีเดียว ขนมปังหนึ่งแถว ราคา 5.03 ดอลลาร์สหรัฐฯ บุหรี่ซองละ 15.48 ดอลลาร์สหรัฐฯ และดินเนอร์หนึ่งมื้อเสิร์ฟพร้อมไวน์ สนนราคา 731.96 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่เมืองเมลเบิร์น ครองแชมป์อันดับสี่เมืองแพงที่สุดในโลก จะซื้อขนมปัง หนึ่งแถว ต้องจ่ายเงิน 4.87 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนนมหนึ่งลิตร ราคา 2 ดอลลาร์สหรัฐฯ และดินเนอร์หรูมื้อละ 794.85 ดอลลาร์สหรัฐฯ

แชมป์เก่าที่ขึ้นชื่อว่ากินอยู่ยากเพราะค่าครองชีพสูง เช่น ประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย และยุโรป ต้องเสียแชมป์ เพราะโดนวิกฤติหนี้ยุโรปพ่นพิษใส่ไม่เลิก มีเพียงแค่กรุงออสโล เมืองหลวงของนอร์เวย์ ที่สามารถรักษาอันดับท็อปเทนเมืองที่มีค่าครองชีพสูงสุดในโลกไว้ได้ โดยรั้งอันดับที่ห้าของโพลสำรวจ เช่นเดียวกับสวิตเซอร์แลนด์ สถานที่ท่องเที่ยวในฝันอันดับต้นๆของนักท่องเที่ยวทั้งโลก ก็ได้ซูริก และเจนีวา ช่วยกู้หน้าเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงสุดเป็นอันดับเจ็ดและสิบของโลกตามลำดับ ส่วนกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส น่าไปเที่ยวไปช็อปมากกว่าเก่า เพราะค่าเงินยูโรที่อ่อนค่าต่อเนื่อง ทำให้ค่าครองชีพในเมืองหลวงแห่งโลกแฟชั่นหล่นไปอยู่อันดับแปด

ด้วยค่าเงินที่อ่อนยวบยาบของดอลลาร์สหรัฐฯ พลอยส่งผลให้การกินอยู่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ๆของอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นมหานครนิวยอร์ก หรือลอสแอนเจลิส ถูกลงกว่าเดิมเยอะทีเดียว โดยทั้งสองเมืองสำคัญติดอันดับที่ 27 ในลิสต์เมืองที่มีค่าครองชีพสูงสุดในโลก ส่วนเมืองที่ค่าครองชีพต่ำเตี้ยติดดินที่สุดในโลกคือ การาจี ประเทศปากีสถาน และมุมไบ ประเทศอินเดีย

ค่าครองชีพสูงขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะหาได้มากก็ใช้มากสมดุลกันดี แต่สำหรับบางประเทศ ที่ข้าวของแพงเอาๆ ดัชนีราคาปากท้องพุ่งขึ้นต่อเนื่อง แต่เงินเดือนไม่ขยับรายได้ หดหาย อันนี้เป็นปัญหาปากท้องใหญ่ของประชาชนที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขก่อนลุกฮือ!!

มิสแซฟไฟร์

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement