advertisement

พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสเมื่อคนแก่กำลังจะล้นโลก

โดย มิสแซฟไฟร์ 28 ก.ค. 2555 05:00

ภายใน 10 ปีข้างหน้า โลกของเราต้องเผชิญกับวิกฤติผู้สูงอายุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากชาวเบบี้ บูมเมอร์ ซึ่งแย่งกันเกิดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่ปี 1946-1964 (อายุ 48–66 ปี) และเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กำลังทยอยเข้าสู่วัยเกษียณ โดยประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีจำนวนถึง 40% ของประชากรทั้งโลกในปัจจุบัน

แทนที่จะมัวแต่เก๊กซิม กลัวว่าขาดแคลนแรงงานสำคัญ ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ หรือง่วนกดเครื่องคิดเลขบวกลบคูณหารว่าจะต้องแบกภาระหนักอึ้งขนาดไหน เพื่อรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ ทางที่ดีรัฐบาลไทยน่าจะเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆจากวิกฤติเบบี้ บูมเมอร์

ตลาดผู้สูงอายุที่น่าสนใจคงหนีไม่พ้น “ญี่ปุ่น” เพราะเป็นประเทศที่มีอัตราส่วนของผู้สูงอายุสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยในปี 2011 มีประชากรเกษียณอายุมากถึง 29.47 ล้านคน คิดเป็น 23.1% ของประชากรทั้งประเทศ และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 25.6% ภายในปี 2030 กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง อีกทั้งยังมีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก ที่สำคัญคนญี่ปุ่นมีทัศนคติที่ดีต่อคนไทยชนิดไม่ต้องบิลท์์

ส่วนผู้สูงวัยชาวมะกัน ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ซึ่งในปี 2011 มีอยู่ราว 1 ใน 8 ของประชากรทั้งประเทศ และคาดว่าจะพุ่งขึ้นเป็น 1 ใน 5 ภายในปี 2030 ก็น่าจับตามองไม่น้อย หลังเกิดวิกฤติการเงินครั้งใหญ่ ทำให้คุณลุงคุณป้าเมืองลุงแซมกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะกลัวว่าเงินออมเพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณจะร่อยหรอตามพิษเศรษฐกิจ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ คนมะกันจำนวนไม่น้อยตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายในต่างแดนเพื่อยืดอายุเงินในกระเป๋า โดยเลือกประเทศที่มีค่าครองชีพต่ำเป็นหลัก ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีอากาศอุ่นสบาย และคุณภาพชีวิตไม่เลวร้ายนัก

สำหรับดินแดนในฝันของคนเกษียณอายุมีอยู่หลายแห่ง จากการสำรวจของหนังสือพิมพ์ฮัฟฟิงตัน โพสต์ ระบุว่าแดนสวรรค์อันดับ 1 ของคนแก่คือ “เอกวาดอร์” มีความได้เปรียบในแง่ภูมิอากาศ เพราะตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้ และอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร ทำให้ได้รับแสงแดดเต็มๆวันละ 12 ชั่วโมง เมืองหลวงของเอกวาดอร์ยังอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเกือบ 3,000 เมตร เป็นเมืองหลวงสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก จึงมีสภาพอากาศเหมือนฤดูใบไม้ผลิตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ย 24 องศาเซลเซียสช่วงกลางวัน และ 10 องศาเซลเซียสในช่วงกลางคืน ที่สำคัญประเทศนี้มีค่า ครองชีพต่ำมาก เพียงเดือนละ 600 ดอลลาร์สหรัฐฯเท่านั้น เทียบกับรายได้จากบำนาญเดือนละเบาะๆ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก็สามารถอยู่ได้สบายๆ

“เบลีซ” และ “คอสตาริกา” คือดินแดนในฝันของคนเกษียณอายุ ที่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่เข็ดขยาดกับภาษีที่สูงลิ่วในอเมริกา ดินแดนทั้งสองตั้งอยู่ในอเมริกากลาง สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเป็นหลัก และมีนโยบายสำคัญคือ ไม่เก็บภาษีเงินได้บุคคลต่างชาติหลังเกษียณ และงดเว้นภาษีที่ดิน ส่วนผู้สูงอายุที่มีรสนิยมหรูหราไฮโซ ก็น่าจะเหมาะกับการใช้ชีวิตบั้นปลายแถวๆเมืองไวน์แถบตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส หรือไม่ก็ดื่มด่ำกับศิลปวัฒนธรรมชั้นเลิศของประเทศอิตาลี

สำหรับเมืองไทยมีจุดขายไม่แพ้ใครเลย เพราะตอบโจทย์ได้ครบถ้วนหลายอย่าง นอกจากค่าครองชีพจะถูกแสนถูก และอากาศอุ่นสบายตลอดทั้งปี ยังขึ้นชื่อว่ามีบริการทางการแพทย์ทันสมัย ราคาถูก และได้มาตรฐานระดับอินเตอร์ จนถึงขณะนี้มีเพียง “สิงคโปร์” เป็นคู่แข่งสำคัญในภูมิภาคนี้ ถ้าเราเร่งมือพัฒนาตัวเองอย่างจริงจังและบรรจุให้เป็นวาระแห่งชาติแล้วล่ะก็ รับรองได้ว่าใครก็ตามไม่ทันเมืองไทย!!

อย่างไรก็ดี การจะเข้าถึงหัวใจคนแก่อย่างแท้จริง ต้องศึกษาให้ถ่องแท้ว่าชอบ ไม่ชอบอะไร โดยผลการสำรวจของสถาบันเคิร์ท ซัลมอน ที่ปรึกษาด้านการ วางกลยุทธ์และบริหารงานระดับโลก เปรียบเทียบทัศนคติของคนเกษียณ อายุชาวมะกันกับชาวญี่ปุ่นว่าคนอเมริกันเป็นนักบริโภคตัวยง จะควักกระเป๋า ซื้อของที่อยากได้ก่อนคิดเรื่องออมเงิน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อรถใหม่, ซื้อบ้าน หลังที่สอง, ซื้อเฟอร์นิเจอร์, ซื้อของเล่นให้หลาน และช็อปสินค้าไฮเทค ตรงกันข้ามกับเบบี้ บูมเมอร์ชาวญี่ปุ่นยับยั้งชั่งใจเก่งกว่า มีนิสัยมัธยัสถ์ และมักจะใช้จ่ายเงินไปกับการท่องเที่ยว, พักผ่อน หรือซ่อมแซมบ้านหลังเก่า เวลาซื้อของก็จะเลือกของดีมีคุณภาพ ที่สามารถใช้ได้ยืนยาวที่สุด.


มิสแซฟไฟร์

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement