advertisement

ยอดนักขายบันลือโลก "เอสเต้ ลอเดอร์"

โดย มิสแซฟไฟร์ 19 พ.ย. 2554 05:00

เครื่องสำอางแบรนด์ดังระดับโลก “เอสเต้ ลอเดอร์” เพิ่งสูญเสียบุคคลสำคัญไปหมาดๆ เธอคือ “เอเวอร์ลิน ลอเดอร์” สะใภ้ใหญ่ของ “มาดามเอสเต้ ลอเดอร์” นางสิงห์เหล็กผู้ก่อตั้งคอสเมติกยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่ง เธอเป็นเจ้าแม่สนับสนุนการวิจัยโรคมะเร็งเต้านม และเจ้าของไอเดียริบบิ้นสีชมพู สัญลักษณ์ของการรณรงค์ต่อต้านมะเร็งเต้านม

การเสียชีวิตของเธอจากภาวะแทรกซ้อนของโรคมะเร็งรังไข่ ขณะอายุได้ 75 ปี ทำให้นึกย้อนไปถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรความงามเอสเต้ ลอเดอร์ ที่นางสิงห์เหล็ก “มาดามเอสเต้ ลอเดอร์” ได้วางรากฐานไว้ตลอดเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา จนได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์ เมื่อปี 1998 ให้เป็น 1 ใน 20 นักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกในยุคศตวรรษที่ 20 มาดามเสียชีวิตไปแล้วเมื่อ 7 ปีก่อน ขณะอายุ 97 ปี แต่ยังคงทิ้งตำนานความเป็นนักขายบันลือโลกไว้ให้กล่าวขวัญถึง

ความสำเร็จของ “มาดามเอสเต้” ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน เธอคือนักขาย บันลือโลก ผู้ถือคติตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก!! มาดามยอมรับว่าฉันไม่เคยหยุดขาย แม้แต่วินาทีเดียว ถ้าฉันเชื่อมั่นในอะไรสักอย่าง ฉันก็จะตั้งหน้าตั้งตาขายมันไม่

หยุดยั้ง งัดกลยุทธ์การขายออกมาทุกทาง จนกว่าลูกค้าจะซื้อ ซึ่งความคิดแบบนี้

ฉันได้นำมาปรับใช้กับเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามทุกตัวของเอสเต้ ลอเดอร์ด้วย ซึ่งก็ได้ผลอย่างมหัศจรรย์ และทำให้เอสเต้ ลอเดอร์กลายเป็นเครื่องสำอางระดับอินเตอร์ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงใน 120 ประเทศทั่วโลก

คำว่าบอร์นทูบี...เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ น่าจะใช้ได้ดีกับ “มาดามเอสเต้” เพราะครอบครัวอเมริกันเชื้อสายยิวของเธอไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องสวยๆ งามๆแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เธอเติบโตมาในร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้าง ย่านควีนส์ ถิ่นสลัมของนิวยอร์ก ซึ่งเนื้อตัวมอมแมมทั้งวัน เพราะต้องช่วยเฝ้าร้านและขายเครื่องมือช่างตามคำสั่งของพ่อ โดยสลับเวรกับพี่น้องทั้ง 9 คน หากจะว่าไปแล้ว การนั่งเฝ้าร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างก็ไม่ได้เลวร้ายซะทีเดียว เพราะอย่างน้อยก็ช่วยปลูกฝังให้ “สาวน้อยเอสเต้” มีหัวเซ็งลี้มาตั้งแต่เด็ก

กระนั้น ความฝันของเธอไม่ได้หยุดแค่การเปิดร้านขายของชำ แต่ “เอสเต้” ฝันเฟื่องไปไกลถึงขั้นอยากเป็นดาราฮอลลีวูด และทำมาหากินในแวดวงความสวยความงาม เมื่อโตเป็นสาวสะพรั่ง และเรียนจบมัธยมปลายจากนิวทาวน์ ไฮสกูล เธอรบเร้าขอพ่อแม่ไปช่วยคุณลุงขายยาและเวชภัณฑ์ ด้วยความหวังลึกๆว่าสักวันต้องมีอะไรดีๆเกิดขึ้นกับชีวิต!!

ภายในร้านขายยาไม่ได้มีแต่เฉพาะยาเท่านั้น แต่ยังมีครีมบำรุงผิว และผลิตภัณฑ์ ความงามวางจำหน่ายอยู่ด้วย โดยครีมทุกตัวคิดค้นสูตรโดยคุณลุงแท้ๆของเธอ “เอสเต้” มีความสุขสุดๆที่ได้คลุกคลีอยู่กับเรื่องสวยๆงามๆ และเฝ้ามองคุณลุงสร้างสรรค์ครีมบำรุง, โลชั่น, น้ำหอมด้วยความหลงใหล เธอยังได้เรียนรู้เทคนิคหลายอย่างจากคุณลุง รวมถึงวิธีทำความสะอาดผิวหน้าอย่างล้ำลึก และการนวดหน้า

“เอสเต้” เริ่มต้นอาชีพในแวดวงธุรกิจความงามด้วยการเป็นเซลส์หอบหิ้ว ครีมบำรุงสูตรพิเศษของคุณลุงไปขายตามบ้านเพื่อน เธอตั้งชื่อครีมตัวแรกว่า “ซุปเปอร์รีช ออล-เพอร์โพส ครีม” จากนั้น ก็ค่อยๆขยายตลาดนำผลิตภัณฑ์ไปฝากขายตามซาลอน และร้านขายเครื่องสำอาง โชคดีที่ “เอสเต้” เป็นคนสวยและ ผิวพรรณดี จึงไม่ยากที่จะโน้มน้าวใจให้ลูกค้าเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ของเธอนั้นเจ๋งจริง

ทักษะการขายขั้นเทพ ทำให้ “เอสเต้” ประสบความสำเร็จในเวลารวดเร็ว ทว่า ก้าวกระโดดสำคัญในอาชีพมาถึงจนได้ เมื่อเธอสามารถเกลี้ยกล่อมเจ้าของศูนย์การค้าหรูแซ็คส์ ฟิฟธ์ อเวนิว ใจกลางนิวยอร์ก จนได้พื้นที่ตั้งเคาน์เตอร์ขายเครื่องสำอางและน้ำหอมแห่งแรกในชีวิต เธอเป็นคนแรกๆในวงการบิวตี้ด้วยซ้ำ ที่ริเริ่มทำตัวอย่างผลิตภัณฑ์ไว้แจกลูกค้าให้ทดลองใช้ ซึ่งนับเป็นกลยุทธ์การขายที่ได้ผลยอดเยี่ยม และยังคงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญจนถึงปัจจุบัน เธอยังเป็นคนแรกที่คิดค้นเพอร์ฟูม บาธออยล์ ที่หอมฟุ้ง ไปทั้งอ่างอาบน้ำด้วยน้ำมันหอมระเหยเพียงหยดเดียว ทำให้สาวๆยุคนั้นตื่นเต้นกันมาก หลังจากทุ่มเงินซื้อน้ำหอมแพงๆจากฝรั่งเศสมานาน

ตลอดเวลา 4 ทศวรรษที่ “เอสเต้ ลอเดอร์” คร่ำหวอดอยู่ในวงการความงาม ไม่เคยมีแม้แต่วันเดียวที่มาดามจะหยุดฝัน เธอจุดประกายให้คนรุ่นหลังได้ฉุกคิดว่า ถ้าคุณมีเป้าหมาย และอยากประสบความสำเร็จในชีวิต ถ้าคุณอยากทำอะไรสักอย่างจริงๆ และอยากประสบความสำเร็จเหมือน“เอสเต้ ลอเดอร์” คุณจะต้องทำงานหนัก มุ่งมั่นจริงจังกับสิ่งที่ทำ และที่สำคัญคือ คุณจะต้องศรัทธากับสิ่งที่ทำจริงๆ...ความงามเป็นเรื่องของทัศนคติ ไม่มีปริศนาซ่อนเร้น ก็เพราะอย่างนี้เจ้าสาวทุกคนจึงสวยที่สุดในวันแต่งงาน เพราะเป็นวันที่พวกเธอมีความสุขที่สุด เชื่อเถอะว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนขี้เหร่หรอก มีก็แต่ผู้หญิงที่ไม่สนใจดูแลตัวเอง และไม่เชื่อมั่นในความงามของตัวเอง.

มิสแซฟไฟร์

โหวตข่าวนี้