advertisement

รู้เขา รู้เรา ก้าวไปด้วยกัน สู่ฝันประชาคมอาเซียน (1)

โดย บวร โทศรีแก้ว 26 พ.ค. 2556 05:00

ลุ้นอนาคต-กรรมกรแบกกระสอบข้าวสารที่ท่าเรือนครย่างกุ้ง ขณะที่เศรษฐกิจพม่าเติบโตถึง 6.5% เมื่อปีที่แล้ว หลังเริ่มปฏิรูปประเทศ ก่อนเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558.

วินาทีนี้ ใครไม่รู้จัก “ประชาคมอาเซียน” (AC-หรือเอซี) คงเชย ระเบิด...วงการ “สื่อมวลชน” ก็ตื่นตัวเรื่องนี้กันมาก แต่มีน้อยคนที่จะรู้ข้อมูลถูกต้องและลึกซึ้งจริงๆ

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (ทีเจเอ) ตระหนักในความจริงข้อนี้ จึงจัดอบรมเรื่องเอซีอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งหลักสูตรเข้มข้นที่ผมได้รับเกียรติเข้าร่วม โดยมีบริษัท “ไทยเบฟ” ช่วยสนับสนุนอีกแรง

จบหลักสูตร 6 สัปดาห์ คณะผู้บริหารสื่อมวลชน 24 คน ก็ถูกส่งไปดูงานในชาติเพื่อนบ้านอาเซียน แบ่งเป็น 4 สาย คือ 1. ฟิลิปปินส์ 2. พม่า 3. มาเลเซีย-สิงคโปร์ 4. กัมพูชา-เวียดนาม หวังให้ “รู้เขา รู้เรา” มากที่สุด

ดังที่รู้กัน เดิมทีอาเซียนตั้งเป้าก้าวไปสู่การเป็น “ประชาคมอาเซียน” หรือเอซี ในปี 2560 แต่เมื่อเห็นยักษ์ใหญ่จีนและอินเดียมาเร็วมาแรงสุดๆ จึงร่นเวลาเอซีให้เร็วขึ้น 2 ปี ให้บรรลุผลในปี 2558 หรือ 2 ปีข้างหน้านี้

เอซีประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ 1. การเมืองและความมั่นคง (APSC) 2. สังคมและวัฒนธรรม (ASCC) และ 3. เศรษฐกิจ (AEC) ซึ่งเสา “เออีซี” นี้โดดเด่นที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับปากท้องของเราโดยตรง

แต่คนไทยยังมี “มายาคติ” หรือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อเออีซีไม่น้อยครับ ส่วนใหญ่เข้าใจว่าในปี 2558 ไทยเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวงเพราะการเข้าสู่เออีซี เนื่องจากจะทำให้มีตลาดและฐานการผลิตร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้า การบริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานอย่างเสรีไร้ขีดจำกัด

แต่ในความเป็นจริง การเข้าสู่เออีซีในปี 2558 จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่โตมโหฬารต่อไทย เพราะการเปิดเสรีการค้าสินค้า ด้วยการลดภาษีศุลกากรนั้น เขาทยอยทำกันมานานแล้ว ตามกรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA-CEPT) เริ่มตั้งแต่ปี 2536 โน่น และเกือบเสร็จสิ้นสมบูรณ์อยู่แล้วครับ ส่วนการเปิดเสรีภาคบริการและการลงทุน จนถึงบัดนี้ยังไม่มีความคืบหน้านัก เพราะแต่ละประเทศตั้งการ์ดรัดกุมกลัวเสียเปรียบ
ขณะที่การเคลื่อนย้ายแรงงานวิชาชีพ ก็มีเพียง 8 วิชาชีพเท่านั้นที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงเออีซี คือแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี นักสำรวจ ท่องเที่ยว ซึ่งก็ยังไม่มีความคืบหน้านักเช่นกัน

นั่นเป็นเพราะว่า การเคลื่อนย้ายแรงงานวิชาชีพเหล่านี้สู่ประเทศอื่นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะแต่ละประเทศต่างมีกฎหมายของตัวเองคอยสกัดไว้ปานกำแพงเหล็ก

อาทิไทยเรา แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล จากต่างชาติ กฎหมายไทยกำหนดว่าต้องสอบความรู้โดยใช้ข้อสอบและเขียนคำตอบเป็น “ภาษาไทย” เท่านั้น! ส่วนวิศวกรและสถาปนิก คนต่างชาติต้องร่วมงานกับนักวิชาชีพไทยที่มีใบอนุญาตเท่านั้น หากประกอบอาชีพลำพัง ต้องได้รับการประเมินโดย “สภาวิชาชีพ” ว่าสามารถเข้าใจมาตรฐานการปฏิบัติวิชาชีพ ซึ่งเป็น “ภาษาไทย” รวมถึงข้อบังคับต่างๆ

ขณะที่ “นักบัญชี” ผู้ทำบัญชีชาวต่างชาติ ต้องสามารถทำบัญชีเป็นภาษาไทย และมีความรู้ได้มาตรฐานการบัญชีและกฎหมายภาษีอากรของไทย ส่วน “ผู้สอบบัญชี” ต้องมีความรู้ภาษาไทยดีพอที่สามารถสอบบัญชีและจัดทำรายงานเป็นภาษาไทย

กฎหมายไทยยังกำหนด “อาชีพสงวน” ไว้สำหรับคนไทยถึง 39 อาชีพ รวมทั้งอาชีพกรรมกร กสิกร ประมง ก่ออิฐ ช่างไม้ เจียระไนเพชรพลอย ขับขี่ยานยนต์ ตัดผม เสริมสวย เครื่องเขิน ทอเสื่อ ทำเครื่องดนตรีไทย เครื่องถม เครื่องทอง นาก เงิน ทำบาตร พระพุทธรูป ทำมีด ทำร่ม รองเท้า ฯลฯ เรียกว่าครอบคลุมเกือบหมด!

ดังนั้น การจะเปิดให้คนต่างด้าวเข้ามาทำงานเหล่านี้ได้เสรีจริงๆ จะต้องแก้กฎหมายไทยบานเบอะเยอะแยะ! แต่จนถึงขณะนี้ ก็แทบไม่มีการแก้ไขอะไรเลย ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า ! คิดดูก็แล้วกันว่าจะมีคนต่างด้าวท้าวต่างแดนซักกี่คนที่จะผ่านด่านหินเข้ามาทำงานในไทยแลนด์ได้!

อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศ ก็มีดีกรีการปิดกั้นก็ไม่เท่ากัน โดยกฎหมายไทยเราค่อนข้างปิดกั้นสูง ส่วนสิงคโปร์ มาเลเซีย ปิดกั้นน้อยที่สุด เพราะเขาขาดแคลนแรงงานวิชาชีพทักษะฝีมือสูงอยู่มาก

ดังนั้น ไม่ต้องไปกลัวว่าพวกต่างชาติจะเข้ามาแย่งงานคนไทย มีแต่จะเกิด “สมองไหล” คนไทยที่เก่งๆ หนีไปทำงานประเทศอื่นที่ปิดกั้นน้อยกว่าและให้ค่าจ้างดีกว่า!

ที่สำคัญ คนต่างด้าวชาวเขมร พม่า เวียดนาม ลาว ก็เข้ามาทำงานบ้านเราเต็มไปหมดตั้งแต่ไหนแต่ไร และคงไม่หนีกลับง่ายๆ แม้จะมีเออีซีแล้วก็เถอะ ! เพราะเศรษฐกิจบ้านเขาคงตามเราไม่ทันภายใน 10 ปีนี้

สรุปแล้ว เศรษฐกิจไทยได้ผนวกเข้ากับเศรษฐกิจอาเซียนนานแล้ว โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าเรา ซึ่งเรียกว่ากลุ่ม “CLMV” (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) และการรวมกลุ่มเป็นเออีซีนี้ ทำให้เกิดตลาดขนาดมหึมา มีประชากรรวมเกือบ 600 ล้านคน สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ประชาคมอาเซียนยังเป็น “ฐาน” นำไปสู่การรวมกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น เช่น อาเซียน+3 ( อาเซียน+จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น) หรือ อาเซียน+6 ( อาเซียน+จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) ซึ่งจะทำให้มีอำนาจอิทธิพลในเวทีโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง มากขึ้น

ส่วนไทยก็จะได้ประโยชน์มากที่สุดประเทศหนึ่งในการรวมตัวนี้ เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของการเชื่อมต่อในภูมิภาค รวมทั้งการคมนาคม โลจิสติกส์ ท่องเที่ยว การรักษาพยาบาล ฯลฯ แม้เราจะมีจุดอ่อนหลายด้าน เช่น อ่อนภาษาอังกฤษ และรู้จักเพื่อนบ้านน้อยกว่าที่เขารู้จักเรา

ไทยเราจะสามารถบริหารจัดการ “ความได้เปรียบ” และ “เสียเปรียบ” นี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง!!!

วันนี้ “รู้เรา” พอสมควรแล้ว ตอนต่อไป มา “รู้เขา” กันบ้างครับ!

 

บวร โทศรีแก้ว

โหวตข่าวนี้