advertisement

ตำนานพระนเรศวร (ภาค 4) ศึกนันทบุเรง

โดย ซูม 14 ส.ค. 2554 05:00

ไปดูมาเรียบร้อยโรงเรียนท่านมุ้ยแล้วครับ สำหรับภาพยนตร์ยิ่งใหญ่ลงทุนทั้งเรื่อง 940 ล้านบาท “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหา-ราช” ภาคที่ 4 ที่ตั้งชื่อภาคไว้ว่า “ศึกนันทบุเรง”

ขออนุญาตเขียนถึงอย่างทันฟืนทันไฟเสียเลยสัปดาห์นี้ เพราะก่อนออกจากโรงพิมพ์ น้องๆหลายคนที่รู้ว่าจะไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในรอบสื่อมวลชน เดินมากำชับว่าดูแล้วช่วยกระซิบบอกพวกผมหน่อยนะครับ...ว่าหนังสนุกหรือไม่สนุกอย่างไร?

เหตุที่น้องๆถามก็เพราะน้องๆทราบว่า

ตอนนี้ยังไม่ใช่ตอนจบ...ถ้าเผื่อไม่สนุกจะได้เก็บเงินไว้ดูภาคหน้า ซึ่งเป็นภาคสุดท้าย ที่ตั้งชื่อเอาไว้ว่า “ยุทธหัตถี” ตอนเดียวเลยผมดูจบกลับมาบอกน้องๆว่า “สนุกแฮะ...สนุกกว่าตอนที่แล้วเยอะ...ยังไงๆก็รีบหาโอกาสไปดูซะเหอะ...รับรองจะทำให้ดูภาค 5 ซึ่งเป็นภาคสุดท้ายได้อย่างสมบูรณ์และครบวงจรโดยไม่ขาดตอน”

หลังจากบอกน้องๆแล้วก็รีบเขียนกราบเรียนท่านผู้อ่านต่อทันทีด้วยความรวดเร็วเหมือนหน่วยม้าเร็วของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในภาพยนตร์ด้วยประการฉะนี้

ผมไปถึงโรงภาพยนตร์ที่เขาจัดฉายรอบพิเศษ สื่อมวลชน ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ก่อนหนังฉาย จึงมีโอกาสได้ฟังคำบรรยายจาก ดร.สุเนตร ชุติน-ธรานนท์ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ไทย ท่านสรุปให้ฟังว่า การศึกครั้งนี้ได้มีการบันทึกไว้ใน ประวัติศาสตร์ไทยของเราด้วย

แต่ตอนเรียนหนังสือ คุณครูท่านไม่ค่อยเน้น เด็กไทยจึงมักจะลืมกันเสียหมดว่ามีศึกครั้งนี้ด้วย...ไปจำได้แต่ว่าสมเด็จพระนเรศวรทรงปีนค่ายพม่าข้าศึกพร้อมกับทรงคาบดาบขึ้นไปด้วย จนกลายเป็น “พระแสงดาบคาบค่าย” อันเลื่องชื่อลือชา

บางคนก็อาจจำได้ว่า พระองค์ท่านทรงม้าออกปะทะกับขุนทัพฝ่ายพม่านามว่า ลักไวทำมู และทรงสังหารทหารเอกพม่ารายนี้ลงได้

ซึ่งในภาพใหญ่ของประวัติศาสตร์ก็คือ พระเจ้า หงสาวดีนันทบุเรง ได้กรีธาทัพหลวง หวังเข้ามา ทำศึกใหญ่กับกรุงศรีอยุธยาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยทรงมีพระเจตนารมณ์ที่จะทำลายกรุงศรีอยุธยาให้ราบเป็นหน้ากลอง เนื่องด้วยการประกาศแข็งเมืองของพระนเรศวรมหาราชไม่ขึ้นต่อหงสาวดี

อีกทั้งเมื่อส่งพระยาพะสิมและพระเจ้าเชียงใหม่นรธาเมงสอให้คุมทัพมาโจมตีไทย ก็พ่ายแพ้ต่อสมเด็จ พระนเรศวรไปอย่างราบคาบ

จึงได้ตัดสินพระทัยประกาศทำศึกครั้งใหญ่ ทั้งเพื่อเป็นการแก้มือและเพื่อรักษาพระเกียรติยศมิให้เป็นที่ดูหมิ่นดูแคลนของเจ้าประเทศราชในขอบขัณฑสีมาหงสาวดีใหญ่น้อย อีกทั้งยังเพื่อเป็นการตัดไม้ข่มนามแก่ประเทศราชนั้นด้วย

ทัพพระเจ้านันทบุเรงครั้งนี้ประกอบด้วยช้าง 3,200 ม้า 12,000 และไพร่ราบถึง 252,000 นาย จัดเป็นกองทัพที่ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์พม่า

ฟังอาจารย์ ดร.สุเนตรเล่ามาถึงตอนนี้ ผมก็ร้องอ๋อ นึกภาพนึกเรื่องออกทันทีถึงการศึกครั้งใหญ่ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2127 เป็นต้นมา ทำให้เข้าไปนั่งดูหนังสนุกขึ้นอีกหลายเท่า
โดยเฉพาะฉากการเคลื่อนทัพและการจัดขบวนทัพของพระเจ้านันทบุเรงนั้นต้องบอกว่า เกรียงไกรและอลังการชนิดยังนึกไม่ออกว่า หากมิใช่ “ท่านมุ้ย” ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล เป็นผู้สร้างและกำกับแล้ว...ใครที่ไหนในประเทศไทยอีกหนอที่จะเนรมิตฉากอันยิ่งใหญ่นี้ออกมาให้ดูได้

ทุกฉากสมจริง โดยเฉพาะฉากรบดุเดือดจนเกิดเป็นตำนาน “พระแสงดาบคาบค่าย” ที่เป็นจุดเด่นจุดหนึ่งของภาคนี้...ไปจนถึงฉากดวลบนหลังม้ากับ ลักไวทำมู ขุนศึกพม่า ภายใต้การตั้งค่ายกลราวกับภาพยนตร์จีนของเหล่าทหารหลายร้อยคน ที่รายล้อมนั้น ต้องขออนุญาตใช้คำพูดแบบธรรมดาสามัญกราบเรียนท่านมุ้ยว่า “สุดยอด” จริงๆ

เมื่อฉากยิ่งใหญ่ เนื้อหามีเกร็ดย่อยมาทำให้สนุกสนานตื่นเต้น และดาราทุกๆคนต่างก็รับบทบาทได้อย่างยอดเยี่ยม นับตั้งแต่ พันโทวันชนะ สวัสดี หรือ เสธ.เบิร์ด ในบทบาท พระนเรศวรมหาราช, ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ หรือแอฟ ในบทบาทของ มณีจันทร์ ที่สมมติว่าเติบโตมาด้วยกันและได้เป็นคู่พระทัยของพระนเรศ ไปจนถึง นพชัย ชัยนาม

ในบทพระราชมนู ขุนศึกคู่พระทัยพระนเรศวร หรือ “ไอ้ทิ้ง” พระสหายที่เติบโตมาด้วยกัน และ อินทิรา เจริญปุระ หรือทราย ในบท เลอขิ่น และ ฯลฯ ล้วนตีบทกันแตกกระจุย ไม่มีคนไหนเคอะเขินเลย

ที่ผมชอบเป็นพิเศษก็คือ สมชาติ ประชาไทย ที่รับบทขุนพลพม่า ลักไวทำมู ที่วางสีหน้าสีตาได้อย่างกวนมือกวนเท้าแบบตัวโกงรุ่นเก่า

มีตัวละครอยู่ตัวหนึ่งชื่อ “ไอ้ขาม” แสดงโดย ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ หรือเจ้าบ้าใบ้ไม่เต็มเต็งแต่ปรารถนาจะเป็นทหารรับใช้สมเด็จพระนเรศวร ซึ่งปรากฏตัวมาตั้งแต่ภาคที่แล้ว
ภาคนี้ก็ปรากฏอีก และแสดงเยอะเสียด้วย ชวนให้สงสัยว่า “ท่านมุ้ย” จะปูพื้นให้ไอ้ขามเป็นใครกันหนอ?

ไอ้ขามบ้าใบ้มันพูดกับสํ่าสัตว์ทั้งหลาย

รู้เรื่อง...หรือว่าจะปูให้มันเป็น ควาญช้าง ของสมเด็จพระนเรศวรในตอน “ยุทธหัตถี” ซึ่งเป็นตอนหน้าและจะเป็นตอนจบด้วย...ก็คงต้องตามต่อไป?

รวมทั้งช้างทรงของพระนเรศวรด้วย จะเป็นช้าง “ก้านกล้วย” หรือไม่ ก็คงต้องติดตามเช่นกัน

กล่าวโดยสรุป ผมชอบตอนนี้มากกว่าตอนที่แล้ว และมีความเห็นว่าหากในช่วงนี้เครียดกับเหตุการณ์โลก หรือเหตุการณ์ในประเทศ จะถือโอกาสพักผ่อนแบบได้ความรู้และได้ความคิดคือเกิดความรักชาติรักแผ่นดินก็ลองแวะไปดูกันได้

ถ้าจะไม่ชอบใจอยู่บ้างก็ตรงที่ท่านมุ้ยท่านให้ตัวละครเอกตัวหนึ่งต้องตายในตอนนี้ ทำให้คนดูซึมไปตามๆกัน...เขาคนนั้นจะเป็นใคร? คงต้องไปดูกันเองครับ?
ดูเพื่อรอภาค 5 ว่างั้นเถอะ เพราะไม่งั้นจะรอนานเกินไป เนื่องจากในแผ่นปลิวที่เขาแจกให้ ระบุว่า...ภาคหน้าตอน “ยุทธหัตถี” จะลงโรงเดือนธันวาคม 2554 อีกตั้ง 4-5 เดือนโน่นเชียว

อะไรไม่อะไร หนังชุดนี้ลงทุนทั้งสิ้น 940 ล้านบาท ได้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลมา 376 ล้าน บาท ที่เหลืออีก 564 ล้านบาท คงเป็นของพร้อม-มิตรภาพยนตร์จ่ายเองเป็นส่วนใหญ่...ยังไงๆก็ขอให้ได้ทุนคืนนะครับ หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา.

 

“ซูม”

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement