advertisement

"เวียนนา-มิวนิก" เดอะโรแมนติก...โรด

โดย 3 ส.ค. 2556 05:15

ปราสาทนอยวานสไตน์ บนยอดเขาสูงห่างจากเมืองมิวนิกประมาณ 80 กิโลเมตร.

คณะผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและคณะสื่อมวลชน ที่นำโดยผู้ว่าการ ททท. สุรพล เศวตเศรนี  และรองผู้ว่าการ ททท. ประกิตติ์  พิริยะเกียรติ  เดินทางถึงสนามบินแฟรงค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ประมาณหกโมงเช้าตามเวลาในประเทศเยอรมนี หลังนั่งเครื่องบินจากเมืองไทยมานานกว่า 10 กว่าชั่วโมง

เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้อยู่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งจะต้องนั่งเครื่องบินต่อไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมง

ซึ่งก็ไม่น่าเป็นกังวล เพราะการเข้าออกประเทศแถบนี้ ผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินแฟรงค์เฟิร์ตแค่ครั้งเดียว จากนั้นจะไป ออสเตรีย ฮังการี ปราก เช็ก เบลเยียม ก็สะดวกสบายเหมือนเดินทางอยู่ในประเทศเดียวกัน วาดภาพในอนาคตหากประเทศในกลุ่มอาเซียนร่วมมือกันให้บริการอาเซียนวีซ่าบ้าง จะจูงใจนักท่องเที่ยวกว่านี้เยอะ

ภารกิจการเดินทางมาเวียนนาของคณะในครั้งนี้เพื่อร่วมงาน  เทศกาลอาหารและวัฒนธรรมไทย  (Thai Festival 2013) ซึ่งจัดขึ้นที่สนาม Kaiserwiese สวนสาธารณะ Prater กรุงเวียนนา ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเวียนนา โดยงานนี้เป็นตัวอย่างของความร่วมมือในนามทีมไทยแลนด์ ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม การบินไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ก่อนพูดถึงงานที่อลังการงานสร้าง เราขอพาคุณผู้อ่านลัดเลาะไปเที่ยวชมความสวยงามของเดอะโรแมนติก โรด ในเวียนนาและออสเตรียกันก่อน

กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม เสียงดนตรีที่ไม่เคยหลับใหล จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมจึงมีผู้หลงใหลเสน่ห์เมืองแห่งนี้กันแทบทั้งโลก

นอกจากกรุงเวียนนาแล้ว ออสเตรียยังมีเมืองน่ารักๆอีกหลายเมือง อย่างเช่น เมืองไวน์ ที่ประทับของกษัตริย์ในราชวงศ์ฮับส์บูร์ก พระราชวังฮอฟบวร์ก ที่เป็นทั้งพระราชวังฤดูหนาว และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลปะ พิพิธภัณฑ์ภาพศิลปะ Belvedere สถานที่รวบรวมภาพเขียน ของศิลปินชื่อดัง Gustav Klimt โดยเฉพาะภาพ The Kiss ถือเป็นภาพที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากที่สุด

3 วัน เป็นเวลาที่คณะใช้ดื่มด่ำความงดงามในกรุงเวียนนา ก่อนจะเดินทางต่อไปยังซาลซ์บูร์ก เมืองแห่งเกลือ ที่มีสวนมิลาเบล ฉากรักยิ่งใหญ่ในภาพยนตร์ก้องโลกอย่าง เดอะ ซาวด์ ออฟ มิวสิก

นอกจากความสวยงามแล้ว ซาลซ์บูร์กยังเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านดนตรีและสถาปัตยกรรมบาโรก เมืองนี้จึงเต็มไปด้วยศิลปะเก่าๆ หรืออัลท์สตาดท์ รวมถึงปราสาทซาลซ์บูร์ก และตึกสีเหลืองตระหง่าน อันเป็นบ้านเกิดของนักแต่งเพลงระดับตำนานอย่างโวล์ฟ กังอะมาเดอุสโมซาร์ท อีกด้วย

จากซาลซ์บูร์ก เราเดินทางต่อไปยังอินส์บรุค ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระราชวังสถาปัตยกรรมบาโรก พระราชวัง Eggenberg หรือจะเรียกว่าปราสาทในเทพนิยายก็ไม่ผิดนัก จะว่าไปแล้ว เมืองซาลซ์บูร์ก กับเมืองอินส์บรุคอยู่ห่างกันไม่มากนัก แต่เพราะภูมิประเทศที่มีเมืองมิวนิกของประเทศเยอรมนีมาคั่นกลางระหว่างทั้งสองเมือง จึงทำให้ต้องนั่งรถอ้อมเป็นตัวยู ทำให้ต้องใช้เวลาในการเดินทางมากขึ้น แต่ก็ไม่ผิดหวัง เพราะถนนหนทางสวยงามชวนให้เพลิดเพลินจนรู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปเร็วมาก

ระหว่างทางจากซาลซ์บูร์กไปอินส์บรุคนั้น เราจะพบเห็นธรรมชาติสีเขียวของทุ่งหญ้าไกลสุดลูกหูลูกตา บ้านเรือนหลังเล็กๆที่มีสีสันและขนาดใกล้เคียงกัน ปลูกเรียงรายอยู่ใกล้กับทะเลสาบ ภูเขาสีเขียวที่เป็นฉากอยู่ด้านหลัง

นั่งรถเพลินๆ พลขับแจ้งให้ทราบว่า พวกเรากำลังเข้าเขตเมืองมิวนิกหรือมุนเชน ประเทศเยอรมนีแล้วอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ลืมบอกไปว่า คนยุโรปจะชอบ ธรรมชาติมาก โรงแรมที่พักแต่ละแห่ง ด้านหลังจะเป็นสวนสาธารณะมีทั้งขนาดใหญ่และขนาดย่อม เปิดหน้าต่างออกไปก็เห็นแต่สีเขียวของธรรมชาติ โรงแรมชื่อดังห้าดาวก็อยู่ติดกับธรรมชาติ สวนสาธารณะ มีจำนวนมากกว่าห้างสรรพสินค้า มีขนาดใหญ่ ต้นไม้ใหญ่ ลำธารขนาดเล็ก ใหญ่ มีน้ำไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา ต้องยอมรับเรื่องการบริหารจัดการธรรมชาติของประเทศเหล่านี้ที่รัฐบาลคำนึงถึงคุณภาพชีวิตประชาชนมากกว่ากำไรหรือขาดทุน จึงไม่เห็นป่าคอนกรีตที่แข่งขันกันปลูกขึ้นสูงเสียดฟ้า มากมายเหมือนในบ้านเรา

ที่มิวนิกนี่มีไฮไลต์สำคัญคือ ปราสาท Schloss Neuschwanstein หรือที่คนไทยมักจะเรียกว่าปราสาทเทพนิยาย เป็น 1 ใน 3 ปราสาทที่พระเจ้าลุดวิกทรงสร้างขึ้น ถ้านึกภาพปราสาทไม่ออก ก็นึกถึงโลโก้ของบริษัทภาพยนตร์ วอลท์ดิสนี่ย์ที่โชว์อยู่ในการ์ตูนเกือบทุกเรื่องที่ผลิตโดยวอลท์ดิสนี่ย์ ซึ่งพอมาเห็นของจริงที่ปราสาทตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางขุนเขาแล้วก็ชวนให้นึกถึงการ์ตูนอมตะอย่าง สโนไวน์กับคนแคระทั้ง 7 หรือลาพันเซลขึ้นมาทันที

เอาละ...คราวนี้กลับมาที่งาน เทศกาลอาหาร และวัฒนธรรมไทย (Thai Festival 2013) ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักของการเดินทางครั้งนี้กันเสียที ความพิเศษของงานนี้ คือการขนเอาอาหารไทย ทั้ง ส้มตำ ผัดไทย ต้มยำ ลูกชิ้น ยำประเภทต่างๆ แกงเขียวหวาน ก๋วยเตี๋ยวต้มจืด ต้มยำ รวมถึงผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน มาให้ทั้งโชว์และทั้งชิมกันแบบเต็มอิ่ม แถมด้วยนวดแผนไทยคลายเมื่อยล้าให้ฝรั่งอีกต่างหาก

งานปิดฉากลงด้วยดี คนเข้าชมกันแน่นขนัด....

แต่บทสรุปของการเดินทางครั้งนี้ น่าจะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงส่วนลึกในหัวใจของมนุษย์ ธรรมชาติคือสิ่งที่มนุษย์ต้องการและโหยหามากที่สุด

เพราะให้ความสุขแบบที่...ลืมได้ยากเสียจริงๆ.

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement