advertisement

เปิดประตู...คุกบางขวาง เรื่อง(ไม่)ลับ...หลัง "แดนประหาร"

โดย 18 พ.ค. 2556 05:00

เรือนจำกลางบางขวาง

“บางขวาง” เป็นตำบลเล็กๆในเขตอำเภอเมืองนนทบุรี แต่ดูเหมือนคนจะรู้จักที่นี่ในฐานะที่ตั้งของเรือนจำนักโทษเดนตายในคดีอุกฉกรรจ์ของนักโทษที่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป จนถึงโทษประหารชีวิต

แม้ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เรื่องราวหลังรั้วลวดหนาม และแดนประหารในเรือนจำบางขวางก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย  โดยเฉพาะเมื่อบริษัท บัตรเครดิตกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซีจัดกิจกรรมนำสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมแดนประหาร ...แบบเจาะลึก เป็นอีกโปรแกรมที่ไม่ควรพลาด เพราะไม่ใช่ว่าจะเข้าไปได้ง่ายๆ ถ้าไม่ฆ่าคนตาย หรือขายยาบ้าแบบชนิดเป็นแสนเป็นล้านเม็ด

อีกอย่างที่อยากเขียนเรื่องบางขวางก็เพราะเมื่อไม่กี่วันมานี้ นายกรัฐมนตรีเพิ่งไปนำร่องถอดตรวนนักโทษประหารที่มีพฤติกรรมดีภายในเรือนจำกลางบางขวาง 500 คน จากนักโทษประหารเด็ดขาด ทั้งหมดกว่า 800 คน

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยเสียด้วย...!!

ว่าแล้วก็ไปรู้จัก “คุกบางขวาง” กันเลยดีกว่า

รถบัสปรับอากาศ 2 ชั้น พร้อมประดาพีอาร์สาวสวยของเคทีซีนำสื่อมวลชนมาถึงหน้าคุกในช่วงสายๆ ก่อนที่ทุกคนจะถ่ายรูปร่วมกัน และเดินถอยหลังเข้าประตูเรือนจำเป็นการแก้เคล็ด

ผ่านด่านเอกซเรย์และการลูบคลำจากผู้คุมชายหญิงแยกกันตามเพศ เพื่อตรวจสอบว่ามีการนำสิ่งของแปลกปลอมติดตัวเข้าไปหรือเปล่า เพราะที่นี่จะห้ามนำทุกอย่างติดตัวเข้าไป แม้แต่เศษสตางค์

เรือนจำกลางบางขวางก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2476 บนเนื้อที่ 136 ไร่ ล้อมกำแพงสูง 6 เมตร มีรั้วไฟฟ้าแรงสูง มีหอคอยพร้อมพลแม่นปืนคอยเป็นเวรยามตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อเข้าไปถึงนอกจากกิจกรรมมอบหนังสือให้ห้องสมุดพร้อมปัญญาในเรือนจำแล้ว ก็ต้องไปสักการะ เจ้าพ่อเจตคุปต์ เทพารักษ์ที่เป็นบริวารของพระยม มีหน้าที่จดบันทึกความชั่วร้ายของมนุษย์ที่ตายไปแล้วนำเสนอต่อพระยม บรรยากาศดูเข้มขลังไปอีกแบบ

จากนั้นจึงเดินทางเข้าสู่แดนประหารเป็นเรือนหลังเล็กๆ ค่อนข้างเก่า ฝ้าเพดานเริ่มผุพัง ถามผู้คุมว่า ทำไมไม่มีการปรับปรุงซ่อมแซม เขาบอกว่าให้ดูขลัง เป็นประวัติศาสตร์ พอเดินเข้าไปภายในห้องของโรงเรือนหลังเล็ก จะเจอกับแท่นปืน 2 แท่น เล็งตรงไปยังหลักประหาร 2 หลัก ที่มีฉากกั้นสีน้ำเงินเข้มมีเสาไม้ขัดเป็นรูปเหมือนไม้กางเขน ด้านล่างเป็นช่องสลักสำหรับเสียบไม้เล็กๆเข้าไป

เจ้าหน้าที่อธิบายว่า เอาไว้สำหรับปรับเป็นที่นั่งของนักโทษ ซึ่งมีขนาดของสรีระร่างกายไม่เท่ากันให้พอดีกับจุดเล็ง หรือจุดที่จะยิงเป้า เพื่อทำการประหาร ส่วนด้านหลังฉากกั้นเป็นกระสอบทรายบังไม่ให้กระสุนปืนทะลุผนังออกไปด้านนอก

ด้านข้างแท่นปืนมีธงสีแดงเสียบไว้ เป็นธงสำหรับให้สัญญาณการประหาร เมื่อเจ้าหน้าที่สลัดธงลง เพชฌ-ฆาตก็จะลงมือเหนี่ยวไกทันที...

แต่นั่นเป็นเรื่องในอดีต เพราะห้องนี้ปลดระวางการใช้งานมานาน 10 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2546 ที่มีการยกเลิกการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า หลังจากที่ทำหน้าที่ปลิดชีพนักโทษประหารมามากกว่า 200 ศพ กับอีก 100 ศพ ที่มีการยิงเป้าด้านนอกไม่ได้นำเข้ามาประหารในห้อง

นั่นเป็นข้อมูลจากปากของผู้คุม แต่ตัวเลขที่มีการบันทึกไว้ ระบุว่า นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนโทษการประหารชีวิตจากการตัดคอเป็นการยิงเป้าเมื่อ พ.ศ.2478 มีนักโทษเด็ดขาดถูกประหารชีวิตไปแล้ว 319 ราย เป็นนักโทษชาย 316 ราย และนักโทษหญิง 3 ราย

นักโทษแต่ละคนจะถูกยิงด้วยจำนวนกระสุนไม่เท่ากัน แต่ละชุดของกระสุนจะมี 8 นัด บางคนยิงแค่ชุดแรกก็สิ้นใจแล้ว แต่บางคนต้องยิงถึง 20 กว่านัดกว่าจะตาย

นักโทษประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าคนสุดท้ายคือ น.ช.พันธ์ สายทอง ต้องโทษในคดีฆ่าข่มขืนเด็กหญิงวัย 4 ขวบ น.ช.เดชา สุวรรณสุก ต้องโทษคดีฆ่าข่มขืนลูกเลี้ยงวัย 4 ขวบ และ น.ช.สุดใจ ชนะ ต้องโทษคดียาเสพติด

ห้องประหารจริงๆในปัจจุบัน คือ อาคารประหารชีวิตแบบฉีดสารพิษ  เป็นอาคารที่อยู่ตรงข้ามกับอาคารยิงเป้าที่เพิ่งผ่านมาเมื่อสักครู่

ภายในนอกจากห้องที่ใช้สำหรับฉีดสารพิษแล้ว ยังมีห้องรอประหาร ห้องส้วม ห้องประกอบพิธีทางศาสนา ที่มีทั้งศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม และรวมถึงห้องเก็บศพด้วย

อาคารประหารด้วยสารพิษนี้ มีประตูทางเข้าออกคนละประตู ตอนนำนักโทษเข้าสู่เตียงประหารจะเข้าประตูหนึ่ง แต่ตอนลำเลียงศพจะออกอีกประตูหนึ่ง เรียกว่า “ประตูผี” คือประตูที่นำนักโทษที่ตายแล้วออก

ในห้องฉีดสารพิษมีเตียงสำหรับฉีดสารพิษอยู่ 2 เตียง ถามผู้คุมว่า ได้ใช้งานห้องนี้บ่อยแค่ไหน เขาบอกว่าตั้งแต่มีกฎหมายให้ประหารชีวิตด้วยสารพิษมา 10 ปี เพิ่งมีการประหารนักโทษไปแค่ 6 คนเท่านั้น

3 ราย เป็นคดียาเสพติด อีก 1 ราย เป็นคดีฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และ 2 รายล่าสุด เป็นคดียาบ้ากว่า 114,000 เม็ด...

นักโทษที่ไม่ถูกประหารส่วนหนึ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษ จากโทษประหารเป็นจำคุกตลอดชีวิต อีกส่วนหนึ่งอยู่ระหว่างการรอการตัดสิน และยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ

ปัจจุบันเรือนจำบางขวางมีผู้ต้องขังรวมทั้งสิ้น 6,338 คน แยกเป็นผู้ต้องขังที่ต้องโทษประหารชีวิตจำนวน 870 คน อยู่ระหว่างอุทธรณ์จำนวน 546 คน อยู่ระหว่างฎีกาจำนวน 220 คน และนักโทษเด็ดขาดรอประหารชีวิตจำนวน 104 คน

ห้องขังในเรือนจำบางขวางค่อนข้างเล็กแค่ 6×8 เมตร หรือ 48 ตารางเมตร แต่จุคนถึง 43 คน เฉลี่ย 1 คน มีพื้นที่แค่ตารางเมตรกว่าๆ เวลานอนนักโทษจะนอนในเรือนนอน แต่ละคนมีที่ของตนเองแค่ 0.7–0.8 ตารางเมตร มีหมอน ผ้าห่มให้ เวลานอนจะนอน 2 ฝั่ง หันเท้าเข้าหากัน ไฟฟ้าจะเปิดตลอดเวลา ไม่มีการดับไฟเพื่อความปลอดภัย

ก่อนกลับ KTC จัดให้สื่อมวลชนมีโอกาสพูดคุยกับ คุณหมอวิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ และ ลาวจ้าง  นักเขียนคนดังของบางขวาง ได้อรรถรสกันไปคนละแบบ

ขากลับออกต้องผ่านการ ตรวจสอบร่างกายอีกครั้ง มองไปทางซ้ายเห็นห้องเป็นทางเดินยาวมีกระจกและลูกกรงกั้น น่าจะเป็นห้องสำหรับเยี่ยมญาติ นักโทษประหารชีวิตในคุกบางขวางสามารถมีญาติมาเยี่ยมได้สัปดาห์ละ 2 วัน ระยะเวลาในการเยี่ยมแต่ละครั้ง 45 นาที การเยี่ยมต้องใช้โทรศัพท์ในการพูดคุยและเยี่ยมได้เฉพาะญาติเท่านั้น

วันนั้นเราเดินออกจากเรือนจำบางขวางด้วยความรู้สึกบางอย่าง

ความรู้สึกที่บอกว่า อิสรภาพ คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตมนุษย์.....!!

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement