advertisement

"เปอรานากัน" ประวัติศาสตร์แห่ง...ช่องแคบมะละกา

โดย 15 ก.ย. 2555 05:15

จัตุรัสแดง...จุดรวมตัวของนักท่องเที่ยว.

เอ่ยถึงเปอรานากัน คนที่พอคุ้นเคยคงจะนึกถึงคำเรียกขาน “บ้าบ๋า-ย่าหยา” จากซีรีส์ฮิตทางจอแก้ว ที่เป็นคำเรียกขานชายหญิงในกลุ่มคน ที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมแบบผสมผสานจีน-มลายู ในยุคที่ชาวจีนโพ้น ทะเลล่องเรือมาค้าขายกับชาวต่างถิ่นอย่างเป็นล่ำเป็นสัน  กระทั่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานบนด้ามขวานทองไปจดปลายแหลมมลายู

คำถามที่ต้องตอบให้ชัดก็คือ เปอรานากัน เป็นใคร อยู่ที่ไหนกันบ้าง

“ลูกครึ่งจีน–มลายู” คือคำจำกัดความที่สั้น ง่าย และขยายต่อได้ว่า เปอรานากันที่แท้ต้องสืบเชื้อสายมาจากพ่อจีนและแม่เป็นคนของปลายแหลมมลายูเท่านั้น  ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งก่อเกิดวัฒนธรรมผสมผสานที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

ภูเก็ตของไทยเป็นหนึ่งในชุมชนใหญ่ของชาวเปอรานากันในแดนสยาม...

เช่นเดียวกับมะละกา ดินแดนเก่าแก่ในคาบสมุทรมลายู

เพราะทันทีที่สายการบินบางกอกแอร์เวย์สพาลัดฟ้าข้ามจากเกาะสมุยทางฝั่งทะเลอ่าวไทยไปกรุงกัวลาลัมเปอร์ แล้วมุ่งไปยังมะละกา เมืองชายฝั่งอีกด้านหนึ่งของด้ามขวาน พลันที่ก้าวเท้าเข้าไปสัมผัสเมืองเก่า ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ที่ขอเรียกตัวเองอย่างเต็มปากว่าเป็นคนเปอรานากันเหมือนกัน ก็จะรู้ได้ว่าผู้คนบนผืนแผ่นดินร่วมด้ามขวานทองนี้หาใช่คนอื่นไกล...ต่างก็สืบสายมาจากรากเหง้าวัฒนธรรมเดียวกันทั้งนั้น

มะละกา เมืองท่าสำคัญของมาเลเซีย ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 600 ปี ในฐานะเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าระหว่างตะวันออกและตะวันตกบนช่องแคบมะละกา  จึงเป็นที่รวมของพ่อค้าจากหลากหลายเชื้อชาติ

และการอยู่ใต้อิทธิพลของโปรตุเกส ดัตช์ และอังกฤษนานกว่าครึ่งศตวรรษ  ทำให้สิ่งที่หลงเหลือจากอดีต ที่พอจะทำให้ หวนนึกถึงความรุ่งโรจน์แห่งยุคสมัยยังคงมีอยู่มาก

ไม่ว่าจะเป็นอาคารเก่าที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมตะวันตกกับตะวันออก โปรตุเกส ดัตช์ และมาเลย์ ซึ่งอาคารเหล่านี้ได้รับการยกย่องให้เป็น นครประวัติศาสตร์บนช่องแคบมะละกา จากองค์การยูเนสโก

ปัจจุบันอาคารหลายแห่งกลายเป็นสถานที่ดึงดูดผู้มาเยือน ไม่ว่าจะเป็นอาคารรอบจัตุรัสแดง บนถนน Laksamana ทั้งโบสถ์คริสต์ หอนาฬิกา พิพิธภัณฑ์เยาวชน มะละกา อาร์ต แกลเลอรี่ ฯลฯ หรือหากเดินขึ้นไปบนเนินก็จะพบกับ เอ ฟาโมซา ป้อมปราการเก่า และโบสถ์เซนต์-ปอล ที่หากมองลงมาก็จะเห็นวิวรอบเมืองได้ไม่ยาก กับเสน่ห์ใหม่ของรถสามล้อที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ทั้งสีสัน การตกแต่งด้วยสารพัดดอกไม้และเสียงเพลงที่เปิดดังลั่นถนนยามพานักท่องเที่ยวชมเมือง

ความโดดเด่นที่เป็นตัวบ่งบอกถึงความเป็นคนเปอรานากัน ของมะละกาอีกประการ หนีไม่พ้นเร่ืองการแต่งกายที่ผสานความเป็นจีนและมลายูได้อย่างลงตัว รวมถึงอาหารที่มีความต่างจากของไทยค่อนข้างมาก ตามประสาเป็นทางผ่านของสินค้าจำพวกเครื่องเทศ ทำให้อาหารเปอรานากันแห่งมะละกา จะเข้มข้นกว่าที่คนไทยเคยคุ้น

เมื่อมีโอกาสมาเดินชมย่านชาวจีนของมะละกา จะพบว่าเสน่ห์ของเมืองเก่าแก่แห่งนี้ไม่ใช่อยู่ที่อาภรณ์ที่สวมใส่หรืออาหารหลากหลาย

หากแต่อยู่ที่การอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติของผู้คนต่างความเชื่อ ต่างความศรัทธา...

เพราะนอกจากวัดในพุทธศาสนาแล้ว ไม่ไกลกันก็คือที่ตั้งของมัสยิดและศาสนสถานของชาวฮินดูที่ตั้งอยู่บนถนนสายเดียวกันได้อย่างน่าทึ่ง รวมถึงโบสถ์ของชาวคริสต์ ที่แม้จะอยู่ห่างออกมา แต่ก็สมัครสมานอยู่ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน ไม่นับรวมถึงความร่วมใจในการอนุรักษ์อาคารบ้านเรือนดั้งเดิมให้คงอยู่มากกว่าพังของเก่า เอาแต่สร้างใหม่ เมื่อมองในภาพกว้าง การ ที่มาเลเซียเตรียมพร้อมกับแนวคิดการท่องเที่ยวในปีหน้าว่า “1 มาเลเซีย” ถือเป็นการชูจุดแข็งที่ว่ากันไม่ได้ เพราะหมายถึงการรวมเป็นหนึ่งเดียวของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งจีน อินเดีย และมุสลิม ที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย

ต่างจากบางบ้านบางเมือง อย่าว่าแต่ต่างเชื้อชาติ ต่างความเชื่อเลย แค่คิดต่างก็ต้องห้ำหั่นกันให้พินาศ...ดังนั้น โอกาสดีๆในการสร้างความเจริญมั่งคั่ง จึงมักตกเป็นของคนพร้อมกว่าเสมอ...

 

โหวตข่าวนี้