advertisement

ตะลุยไร่ใบยา "เวอร์จิเนีย" กับโรงบ่ม 100 ปีที่....เมืองแพร่

โดย 25 ส.ค. 2555 05:00

ต้นยาสูบพันธุ์เวอร์จิเนีย

จากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 เรามุ่งหน้าเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 11 ที่ อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ ผ่านพิจิตร พิษณุโลก และอุตรดิตถ์

ใช่แล้ว! จุดหมายปลายทางของเราคือ จังหวัดแพร่

แพร่ เป็นจังหวัดเล็กๆที่เงียบสงบ ไม่เกินสามทุ่มร้านรวงก็พากันปิดไฟเข้านอน ปล่อยให้หรีดหริ่งเรไรบรรเลงเพลงป่าขับกล่อม ก่อนจะตื่นนอนในตอนย่ำรุ่งของอีกวัน

นอกจากจะเป็นเมืองเก่าแก่ทางภาคเหนือ ที่ไม่มีประวัติจารึกการสร้างเมือง นอกจากหลักฐานที่มีการบันทึกไว้ใน พงศาวดารโยนก บ้าง ตำนานเมืองเหนือ บ้าง รวมถึงตำนานการสร้าง พระธาตุลำปางหลวง ตำนานพระธาตุช่อแฮ  บ้าง ว่า เป็นเมืองที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เดิมชื่อเมืองพลนคร ที่พ่อขุนหลวงพล ราชนัดดาแห่งกษัตริย์เจ้าน่าน อพยพคนไทย ทั้งไทยลื้อ ไทยเขิน จากเมืองเชียง แสน ไชยบุรี และเวียงพางคำ มาตั้งรกรากบนที่ราบริมฝั่งแม่น้ำยม ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งไม้สักแล้ว ที่นี่ยังเป็นที่ที่มีการปลูกยาสูบพันธุ์ดี อย่างเวอร์จิเนีย ที่มีกลิ่นหอมเหมือนน้ำผึ้งด้วย

ไร่ใบยาเขียวชอุ่มสุดลูกหูลูกตา  ประเทศไทยมีการปลูกใบยาใน 16 จังหวัด แหล่งที่ปลูกแยกตามสายพันธุ์ เพราะกลัวว่าจะข้ามสายพันธุ์กัน อย่างที่ร้อยเอ็ด จะปลูกพันธุ์เตอร์กิช ที่เพชรบูรณ์ ปลูกพันธุ์เบอร์เลย์ ส่วนเวอร์จิเนีย จะปลูกในพื้นที่ตอนเหนือตั้งแต่เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ น่าน พะเยา

เราเดินลัดเลาะตัดไร่ใบยาสูบเข้าไป ข้างหน้า เป็นอาคารเก่าก่อด้วยอิฐมอญสีแดง ดูเผินๆเหมือนกำลังเดินอยู่ในไร่แถวยุโรปยังไงยังงั้น  แต่จริงๆแล้ว อาคารเหล่านี้คือโรงบ่มใบยาที่ใช้ไอร้อนจากฟืนหรือ ถ่านลิกไนต์ ที่มีมานานกว่า 100 ปี

คุณต่อศักดิ์ โชติมงคล ผู้อำนวยการยาสูบ อธิบายให้ฟังว่า ใบยาสูบที่ปลูกกันในจังหวัดแพร่เป็น ใบยาเวอร์จิเนีย สายพันธุ์ค็อกเกอร์ 347 มาจากอเมริกา ลักษณะเฉพาะของใบยาชนิดนี้ คือ มีกลิ่นเหมือนกับน้ำผึ้ง สามารถผสมข้ามสายพันธุ์ได้

การบ่มใบยาสูบเวอร์จิเนียใช้วิธี บ่มด้วยไอร้อน  โดยการสร้างโรงบ่มที่ ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นได้ โรงบ่ม แบบเก่าใช้อิฐมอญฉาบปูน ซึ่งใช้อยู่ทั่วไปและถือเป็นแบบมาตรฐาน หรือใช้ ผนังซีเมนต์บล็อก ส่วนหลังคาใช้สังกะสี และมีราวไม้ซึ่งทำด้วยไม้เนื้อแข็ง มีช่องระบายอากาศเป็นจั่วบนยอดหลังคาและเป็นช่องหน้าต่างที่ฐานของโรงบ่มมี 2 ประตู หน้าและหลัง บางโรงบ่มทำประตู 2 ชั้น สำหรับดูปรอทและมีหน้าต่างอยู่ประมาณกึ่งกลางของความสูงของโรงบ่มทั้ง 2 ข้าง สำหรับดูสีและความแห้งของใบ

การปลูกใบยาสูบ ต้องอาศัยเทคนิคและความชำนาญ เริ่มตั้งแต่การเก็บเกี่ยว ที่ชาวไร่ยาสูบที่นี่บอกว่า การปลูกใบยาสูบแบบนี้จะเริ่มจากการเพาะต้นกล้า ประมาณ 40 วัน แล้วปลูกในไร่ 60 วัน จึงเริ่มเก็บใบยาใบแรก

จากนั้นก็จะเริ่มเก็บไปเรื่อยๆจน หมดต้น โดยต้องเก็บทุก 5-7 วัน ครั้งละ 3-4 ใบ แต่ละต้นเก็บใบได้ 7-8 ครั้ง 1 ไร่ จะปลูกใบยาได้ประมาณ 2,200-2,500 ต้น

การเก็บใบยาต้องดูว่าปลายและขอบใบเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นเหลือง โดยใบยาจะเริ่มสุกแก่จากส่วนโคนต้นไปยอด เส้นกลางใบมีสีขาว ผิวใบหยาบ ขรุขระ มีจุดตกกระบางๆ ริมใบบางส่วนมีรอยย่น ปลายใบตก เนื้อใบยืดหยุ่น ไม่หักง่าย มียางน้อย ก้านใบเปราะและหักจากลำต้นได้ง่าย ลักษณะใบจะอ่อนโค้งลงพื้น

เวลาที่เหมาะสมในการเก็บใบยาคือ เช้าตรู่ เพราะถ้าโดนแดดจัดๆ ใบยาจะสร้างสารเหนียวออกมา ทำให้เก็บยาก นอกจากนี้ แสงแดดยังหลอกตาให้เห็นใบยาเป็นสีเหลืองได้อีกด้วย

เขาบอกเคล็ดลับว่า ใบยาสูบเวอร์จิเนียที่ดีควรมีสีเหลืองอมส้ม  ซึ่งเมื่อเราดูใบยาที่ถูกเก็บมา ก็เห็นเป็นสีเหมือนสีทองอร่ามจริงๆ

จากการเก็บใบยาก็จะถึงขั้นตอนของการบ่ม ที่ต้องใช้ไม้ไผ่แบนยาว ประมาณ 45 ซม. เสียบก้านใบยาที่มีขนาดและการสุกแก่ใกล้เคียงกันเป็นคู่ โดยให้หลังใบชนกัน แต่ละคู่ห่างกัน 2-3 เซนติเมตร ถ้าเป็นการบ่มด้วยฟืน หรือถ่านลิกไนต์ จะมีเตาอยู่ด้านนอกส่วนหน้าของโรงบ่ม 2 เตา มีท่อเหล็กปลายยกระดับสำหรับส่งความร้อนไปทั่วโรงบ่ม

กลิ่นหอมของใบยาโชยฉุน ชาวไร่ยาสูบ บอกว่า การบ่มจะมีระยะ เช่น ระยะเริ่มบ่ม หรือระยะทำสี คือ เปลี่ยนสีใบยาจากสีเขียวเป็นสีเหลืองเทคนิคคือ ต้องเพิ่มอุณหภูมิทีละน้อยๆและรักษาความชื้นไว้ เพื่อไม่ให้ใบยาตายและมีสีตามต้องการ จากนั้นเป็นระยะตรึงสี คือ ให้ใบยามีสีเหลืองไม่เปลี่ยน เปิดช่องระบายอากาศ และเพิ่มอุณหภูมิให้สูง ตามด้วยการเพิ่มความร้อนระบายความชื้นออกทางช่องระบายด้านบน เปิดช่องระบายด้านล่างและบนทั้งหมด เพื่อทำให้ใบยาและก้านแห้ง ถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย

ทุกวันนี้ นอกจากใช้โรงบ่มไอร้อนแบบโบราณแล้ว โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ได้สนับสนุนงบประมาณให้มีการสร้างโรงบ่มแบบประหยัดพลังงานขึ้นมาใช้ โดยจะมีฉนวนกันความร้อนรอบผนังทั้ง 4 ด้าน และพัดลมดันไอร้อนภายในโรงบ่ม โรงบ่มแบบใหม่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในโรงบ่มได้ดี  จึงสามารถบรรจุใบยาได้มากกว่าโรงบ่มแบบเก่า

“โรงบ่มแบบเก่าบ่มใบยาสดได้ 3,000 กิโล  บ่มเสร็จจะได้ใบยาแห้ง 300 กิโล ส่วนโรงบ่มแบบใหม่ บ่มได้มากถึง 8,000 กิโล เมื่อบ่มเสร็จจะได้ใบยาแห้งถึง 800 กิโล” ชาวไร่บอก ทั้งยังบอกว่า โรงบ่มแบบใหม่นี้ พวกเขายังสามารถนำไปใช้สำหรับอบหรือบ่มพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ เช่น พริก ข้าวโพด ข้าว และลำไยได้อีก ถือเป็นผลพลอยได้ ที่ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีก

ใบยาที่บ่มเรียบร้อยได้ที่แล้ว ก็จะมีการนำมาคัดเป็นใบๆ เพื่อกำหนดชั้นมาตรฐานสำหรับการซื้อขาย นำมาอัดรวมเป็นห่อ ใช้เครื่องอัดใบยาซึ่งทำขึ้นโดยเฉพาะ ห่อหุ้มด้วยกระสอบป่านพร้อมขายต่อให้กับโรงงานยาสูบ เป็นรายได้หลักที่พวกเขาบอกว่า ได้มากกว่าการปลูกพืชชนิดอื่นๆ

หลายครั้งที่เคยตั้งคำถามกับบางเรื่องราว ใบยาอาจเป็นพืชมัจจุราชสำหรับคนที่สูบบุหรี่ แต่อีกด้านกลับเป็นเหมือนเทวดาใจดีที่ทำให้ผู้คนที่นี่ได้มีอยู่ มีกิน

นี่แหละ คือ “ชีวิต” ที่บางเรื่องก็ไม่มีคำตอบ ให้ต้องตั้งคำถาม...!

โหวตข่าวนี้