advertisement

มหาวิบัติปอมเปอี

โดย ลุงดำ ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน 16 ก.พ. 2557 00:03

ในช่วงที่ผ่านมาไม่นานนี้ มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นทั่วโลกในหลายรูปแบบ ทั้งอากาศที่ร้อนระอุดุเดือดเป็นประวัติการณ์ในบางประเทศอย่างอาร์เจนตินา หรือออสเตรเลีย ขณะเดียวกัน ในบางภูมิภาคก็หนาวจัดสุดขั้วจนแม้แต่น้ำเดือดยังกลายเป็นน้ำแข็งได้อย่างรวดเร็ว แบบที่สหรัฐอเมริกา และนอร์เวย์ ผู้คนมากมายเสียชีวิต และอีกมหาศาลต้องทุกข์ยากไปตามๆกัน ทำให้คิดถึงภัยพิบัติครั้งใหญ่ระดับตำนาน ชนิดที่ว่า ทำให้เมืองที่เคยรุ่งเรืองทั้งเมืองต้องพินาศไปเลย นั่นก็คือ เมืองปอมเปอี

เมื่อพูดถึงปอมเปอี คนไม่น้อยย่อมจำได้ว่าเป็นเมืองหนึ่งในยุคโรมันเรืองอำนาจ แต่เมื่อเกิดภูเขาไฟระเบิดทำให้เมืองนี้ถูกเถ้าจากภูเขาไฟพ่นออกมาท่วมทับจนหายไปทั้งเมือง โดยที่ผู้คนจำนวนนับหมื่นถูกฝังอยู่ใต้เถ้านั้น คนที่เคร่งศาสนาหลายคนเชื่อว่าหายนะครั้งนั้นเกิดจากการลงโทษของพระเจ้า วันนี้คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนจึงขอนำเรื่องราวของปอมเปอีมาเล่าสู่กันฟังครับ

ปอมเปอี (Pompeii) นั้นเดิมเป็นเมืองเล็กๆ มีมาตั้งแต่ 600-700 ปีก่อนคริสตกาล แต่มาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมันเมื่อราวปีที่ 80 ก่อนคริสตกาล ที่ตั้งของเมืองปอมเปอีโบราณอยู่แคว้นแคมพาเนียใกล้กับอำเภอปอมเปอี (เมือง Pompei ยุคปัจจุบันเขียนด้วย i ตัวเดียว) จังหวัดเนเปิลส์ของอิตาลี อยู่ห่างจากภูเขาวิซูเวียสราว 8 กิโลเมตร และในอดีตเมืองนี้อยู่ห่างจากชายทะเลเพียงครึ่งกิโลเมตร แต่หลังจากภูเขาไฟสงบลง ระยะทางจากตัวเมืองถึงชายทะเลเพิ่มเป็นสองกิโลเมตร

เมืองปอมเปอีในยุคก่อนจะประสบกับภัยธรรมชาติในปี ค.ศ.79 จัดว่าเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมากเมืองหนึ่ง มีประชากรราว 20,000 คน ตัวเมืองมีการวางผังเมืองอย่างดี มีระบบส่งน้ำที่ขึ้นชื่อตามแบบของโรมัน, น้ำพุสาธารณะจำนวนมาก, ที่อาบน้ำสาธารณะ, สนามกีฬาทรงรี (Arena) สำหรับให้ชาวเมืองชมกีฬาที่ใช้ชีวิตเป็นเดิมพันของพวก Gladiators, เวทีแสดงกลางแจ้ง (Amphitheatre), วิหารเทพจูปิเตอร์, ท่าเรือ ฯลฯ นอกจากนั้นยังมีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นต่างจากเมืองอื่นๆ ของโรมัน คือ ที่กักเก็บน้ำฝน ซึ่งไหลลงมาจากหลังคาเหนือห้องโถงที่ทำเป็นช่องเอาไว้ และออกแบบมุมเอียงของหลังคาให้น้ำฝนที่ตกลงบนหลังคานั้นไหลไปลงที่ช่องนั้น เมื่อน้ำไหลลงช่องก็จะไปรวมกันในอ่างกระเบื้องใต้ช่องแล้วจึงไหลลงไปสู่ถังเก็บอีกต่อหนึ่ง ปอมเปอีนั้นเป็นเมืองแห่งความหรูหราฟู่ฟ่า เป็นเมืองที่ชนชั้นสูงนิยมสร้างบ้านพักไว้ริมชายทะเลและเชิงเขาวิซูเวียส กับชาวบ้านธรรมดาที่มีฐานะยากจนและต้องทำงานหนัก แต่จากหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากที่ค่อนข้างอยู่ในสภาพดี บอกได้ว่าปอมเปอีเป็นเมืองแห่งการแสวงหาความสุขทางเนื้อหนัง ทั้งสุราและนารี เพราะเมืองนี้มีที่อาบน้ำสาธารณะมาตั้งแต่ 400 ปีก่อนคริสตกาล และในช่วงสุดท้ายก่อนเกิดภัยพิบัติในเมืองมีที่อาบน้ำสาธารณะขนาดใหญ่ไม่น้อยกว่า 6 แห่ง หลายแห่งมีความหรูหรามาก นอกจากนั้น ที่ต่างไปจากเมืองอื่นๆ ของชาวโรมัน คือ ที่ปอมเปอีและเมืองเฮอร์คิวเลเนียมซึ่งอยู่ใกล้กัน พบหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นว่าที่นี่เป็นเมืองที่ผู้คนต่างลุ่มหลงในการเสพสุขแสวงหาความสำราญ จากความบันเทิงเริงรมย์หลากรูปแบบ เรียกได้ว่าที่นี่คือลาสเวกัสของยุคนั้นเลยทีเดียว

วันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.79 เพียงวันเดียว หลังจาก Vulcanalia s หรือเทศกาลที่ชาวโรมันจะจัดงานเฉลิมฉลองเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งไฟ นั่นเป็นวันสุดท้ายของปอมเปอีและชาวเมืองจำนวนมาก (ประเด็นนี้มีข้อกังขาจากนักโบราณคดีจำนวนหนึ่งที่คิดว่าเหตุการณ์น่าเกิดขึ้นในวันที่ 23 พฤศจิกายน เนื่องจากอาศัยหลักฐานได้แก่ เสื้อผ้าที่ชาวเมืองซึ่งถูกฝังทั้งเป็นสวมใส่ และพืชผักผลไม้ที่มีอยู่ ณ เวลานั้น บอกให้ทราบว่าเป็นช่วงที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว) เมื่อภูเขาไฟวิซูเวียสเกิดระเบิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณบ่ายโมงครึ่ง ฝุ่นควันจากเศษดินเศษหินและก๊าซพิษจำนวนมหาศาลถูกพ่นออกมา ประกอบกับกระแสลมที่พัดพามันไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของวิซูเวียส ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองปอมเปอี และเมืองสตาเบีย ซึ่งอยู่ห่างออกไปอีก จึงได้รับผลกระทบน้อยกว่าปอมเปอี เพียงเวลาไม่กี่นาที ท้องฟ้าเหนือเมืองปอมเปอีก็ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควันจากภูเขาไฟจนแสงอาทิตย์ไม่อาจส่องลอดมาได้ ทุกหนแห่งตกอยู่ในความมืดคล้ายยามราตรี และหลังจากนั้นไม่นาน เศษดินและหินที่ลอยออกมากับฝุ่นควันก็เริ่มจับตัวกันแล้วเริ่มร่วงลงมาสู่เมืองปอมเปอี ชาวเมืองจำนวนหนึ่งพยายามหนีออกจากเมือง บางส่วนไปหลบในบ้านหรือในสถานที่ส่วนรวม แต่มีไม่มากนักที่รอดชีวิต เพราะบรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยก๊าซพิษ ฝุ่นควันและเศษหินที่ร่วงลงมาทับถมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเย็นหลังคาบ้านก็เริ่มถล่มลงมาเมื่อรับน้ำหนักจากเถ้าและเศษหินไม่ไหว

เช้าของวันที่ 25 วิซูเวียสระเบิดแรงขึ้น แรงสั่นสะเทือนทำให้ท้องทะเลปั่นป่วน คลื่นแรงมากและพัดเข้าใส่ชายฝั่งทำลายบ้านพักตากอากาศไปหลายหลัง ช่วงบ่าย กระแสลมเปลี่ยนทิศไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ไปพร้อมกับฝุ่นควันพัดเข้าสู่เมืองเฮอร์คิวเลเนียมและมิเซนัม แต่เมืองแรกอยู่ใกล้กว่ามาก จึงได้รับความเสียหายมากกว่า วันที่ 26 การระเบิดยังคงมีอยู่แต่เบาลงกว่าสองวันแรก แต่ก็เกิดฝนตกลงมาบริเวณลาดเขา ซึ่งเต็มไปด้วยเถ้าถ่านที่ร้อนจัด วันที่ 27 น้ำฝนละลายผสมกับเถ้าถ่านกลายเป็นโคลนเดือดไหลทะลักลงมากลบเมืองเฮอร์คิวเลเนียม ชาวเมืองหลายร้อยคนเสียชีวิต แต่เป็นเพียงส่วนน้อยเพราะส่วนใหญ่ได้อพยพออกไปก่อนแล้ว ไม่นานหลังจากนั้นธรณีพิโรธจึงสงบลง

มหันตภัยในครั้งนั้น ประมาณการกันว่า แรงระเบิดของวิซูเวียสเทียบเท่านิวเคลียร์ 40 ลูก ลาวาทั้งหมดที่ทะลักออกมามีอุณหภูมิสูงถึง 250 องศาเซลเซียส มีทั้ง ฝุ่นควัน หิน ก๊าซพิษกระจายออกมาราวกับห่าฝน กินพื้นที่ในอาณาเขตรัศมีกว้างกว่า 10 กิโลเมตร พุ่งขึ้นสูงกว่ายอดเขาเอเวอร์เรสถึง 3.5 เท่า ด้วยแรงพุ่งที่เทียบเป็นความเร็วได้ถึง 180 กม./ชม. และทิ้งร่องรอยแรงระเบิดไปไกลถึงทวีปแอฟริกา

ราวหนึ่งพันเจ็ดร้อยปีหลังจากนั้น สถาปนิกชื่อ โดมินิโก้ ฟอนทาน่า พบร่องรอยโบราณบางอย่างขณะที่มีการก่อสร้างอุโมงค์ในบริเวณที่เคยเป็นเมืองปอมเปอี จึงมีการขุดขยายพื้นที่โดยรอบดู ก็พบว่าเป็นโรงละครกลางแจ้งแต่ไม่มีความพยายามจะขยายการขุดออกไปอีก จนกระทั่งปี 1784 ตระกูลบูร์บง ซึ่งเป็นเชื้อสายกับราชวงศ์บูร์บงผู้ปกครองเนเปิลส์ในยุคนั้น เกิดสนใจที่จะค้นหาเมืองปอมเปอีต่อ พวกเขาจึงจ้างคนงานให้ขุดเป็นอุโมงค์ออกไปจนพบเมือง และนำสิ่งของมีค่าออกมาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของตระกูล ปี 1860 กุยเซปเป ฟีโอเรลลี เป็นหัวหน้าคณะนักโบราณคดีได้คิดวิธีอันน่าทึ่งในการขุดปอมเปอี จนเห็นลักษณะของชาวเมืองจำนวนมากที่เสียชีวิตภายใต้เศษเถ้าจากภูเขาไฟท่วมทับศพเหล่านั้น หลังจากถูกความร้อนและผ่านกาลเวลา มานานจึงกลายเป็นโพลงกลวง  เขาเจาะรูลงไปเป็นรูเล็กๆ  และเทปูนปลาสเตอร์ลงไปในพื้นซึ่งเคยมีซากศพอยู่ด้านใน  รอให้แห้งแล้วจึงขุดขึ้นมา ทำให้เห็นถึงท่า ทางสุดท้ายของชาวเมืองจำนวนมากขณะตาย

ไม่ว่าปอมเปอีจะล่มสลายเพราะเป็นเมืองคนบาปหรือไม่ก็ตาม ด้วยเทคโนโลยียุคใหม่กับข้อมูลทางประวัติศาสตร์สามารถถ่ายทอดให้เราได้เห็นอย่างสมจริงสมจังที่สุด ท่านผู้อ่านสามารถไปสัมผัสกับชีวิตของชาวโรมันยุคปอมเปอี และดูว่าภัยพิบัติ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และคลื่นยักษ์ที่ปอมเปอีนั้นระทึกขวัญขนาดไหน ในภาพยนตร์เรื่อง Pompeii ที่จะเข้าฉายในเร็วๆนี้ ซึ่งทีมงานสร้างภาพยนตร์ได้สร้างฉากและรายละเอียดต่างๆ ออกมาจริงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยใช้เทคนิคพิเศษแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับอิทธิพลต้นแบบจากหนังดังระดับตำนานอย่าง Gladiator และ Titanic ทั้งในแง่ของการมหากาพย์ต่อสู้ ภัยพิบัติจากธรรมชาติ และความรักต้องห้ามของหนุ่มสาวต่างชนชั้นครับ.

 

โดย : ลุงดำ
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement