advertisement

ไท้เก๊ก ยอดยุทธ์แดนมังกร

โดย โดย คนเหนือ ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน 9 ธ.ค. 2555 00:03

กังฟู วิชาการต่อสู้ ที่ยิ่งใหญ่ของจีน.

คำว่ากังฟู หรือถ้าออกเสียงตามจีนกลางคือ กงฟู มาจากอักษรจีนว่า 功夫 คำนี้คนทั่วโลกรู้จักดี ว่าเป็นศิลปะการต่อสู้ของชาวจีน ซึ่งประกอบไปด้วยทักษะทางด้านต่างๆมากมาย ทั้งแบบใช้อาวุธและมือเปล่า เนื่องจากจีนเป็นแผ่นดินที่มีอารยธรรมมานานหลายพันปี กังฟูจึงมีมากมายหลายรูปแบบ หลายสำนัก แต่ละสำนักก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป และเรียกชื่อตามสำนักนั้นๆ อย่างเช่น วัดเส้าหลิน ซึ่งเป็นวัดในศาสนาพุทธที่สอนกังฟูแบบเส้าหลิน เน้นความแข็งแกร่งของร่างกายและเลียนแบบท่าทางการเคลื่อนไหวของสัตว์หลายชนิด สำนักอู่ตัง (บู๊ตึ๊ง) ซึ่งเป็นพวกนักพรตนิกายเต๋าเจ้าตำรับมวยไท้เก็กเน้นการใช้กำลังจากภายใน สำนักคุนลุ้นแห่งซานตง ซึ่งเชื่อกันว่าแตกแขนงมาจากบู๊ตึ๊งก็มีวิชาหมัดคุนลุ้นที่ไม่น้อยหน้าใครในยุทธจักร เอ๋อเหม่ยพ่าย (สำนักง้อไบ๊) ซึ่งเป็นเต๋าเช่นกัน ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวนก็ขึ้นชื่อในเพลงกระบี่ นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีกังฟูแบบอื่นๆอีกมากมาย แต่ส่วนมากจะแตกแขนงออกไปจากสำนักหลักๆที่กล่าวมาแล้ว

ในปี พ.ศ.2441 ครั้งที่ประเทศจีนปกครองโดยพระนางซูสีไทเฮา ชาวตะวันตกเข้าไปมีอำนาจในประเทศจีนมาก จนทำให้ชาวจีนส่วนมากเกิดความไม่พอใจ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการฝึกกังฟู พวกเขาเชื่อว่ากังฟูของพวกเขาสามารถต่อต้านกับชาติตะวันตกได้ ประกอบกับได้รับการสนับสนุนอย่าง
ลับๆจากในวัง  ทำให้เกิดเป็นกบฏที่เรียกว่า  กบฏนักมวย ขึ้น พวกกบฏทำการต่อต้านชาติตะวันตกขึ้น โดยการลอบฆ่ามิชชันนารีและทำลายทรัพย์สินต่างๆ รวมทั้งเผาโบสถ์ของชาวคริสต์ไปหลายแห่ง จนกระทั่งอีก 2 ปีต่อมา ชาติตะวันตก 8 ชาติได้ร่วมกันจัดตั้งกองกำลังผสมขึ้นมาต่อสู้กับพวกกบฏ และสามารถปราบกบฏลงได้อย่างราบคาบ แต่ก็สูญเสียกำลังกันไปเป็นจำนวนมากทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายนักมวยที่มีอาวุธด้อยประสิทธิภาพกว่ามาก

นับตั้งแต่ประเทศจีนได้เปิดประเทศให้ชาวโลกรับรู้วัฒนธรรมหลังม่านไม้ไผ่มากขึ้น  กังฟูก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทางการจีนใช้ในการเผยแพร่วัฒนธรรม โดยผลักดันให้เป็นกีฬาระดับนานาชาติ และเรียกชื่ออย่างเป็นทางการในภาษาจีนแมนดารินว่า  อู่ซู่  หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อวูซู ซึ่งมาจากคำว่า 武術  แปลว่า Martial Arts หรือศิลปะป้องกันตัวนั่นเอง การแข่งขันระดับนานาชาติครั้งแรกเกิดขึ้นที่กรุงปักกิ่งจัดโดย International WuSu Federation เมื่อ พ.ศ.2534 จากนั้นมาก็มีการจัดการแข่งขัน World Wusu Championship ขึ้นทุก 2 ปี แม้ว่าในระดับโอลิมปิกจะยังไม่บรรจุวูซูเป็นหนึ่งในกีฬาที่ใช้แข่งขัน  แต่ในระดับเอเชียนเกมส์และซีเกมส์ วูซูถูกบรรจุไปเรียบร้อยแล้ว ในการแข่งขันวูซูจะแยกออกเป็นประเภทยุทธลีลา 10 ชนิด และประเภทต่อสู้ที่แบ่งออกตามน้ำหนักได้ถึง 11 รุ่น ประเภทยุทธลีลานั้นประกอบไปด้วย 1. ฉางแฉวน (มวยยาว) “มวยทางเหนือ” 2. หนานแฉวน (มวยใต้) 3. ไท่จี๋แฉวน (มวยไท้เก็ก) 4. เตาซู่ (ดาบ) 5. เจี้ยนซู่ (กระบี่) 6. หนานเตา (ดาบใต้) 7. ไท่จี๋เจี้ยน (กระบี่ไท้เก็ก) 8. เชียงซู่ (ทวน) 9. กุ้นซู่ (ไม้พลอง) 10. หนานกุ้น(ไม้พลองใต้)

สำหรับคนไทยเรา กังฟูที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุดน่าจะเป็นมวยไท้เก็ก ซึ่งมาจากภาษาจีนคำว่า 太極拳 ถ้าออกเสียงจีนแต้จิ๋วตามตัวอักษรทั้งสามก็คือ ไท้เก็กคุ้ง หรือ ไท่จี๋แฉวน ในสำเนียงจีนกลาง ตัวที่สามนั้นมีความหมายว่า หมัด หรือ มวย ส่วนตัวแรกและตัวที่สองรวมกันนั้นแปลว่าสุดยอด หรือไร้เทียมทาน เมื่อนำรวมกันก็น่าจะแปลเป็นไทยได้ทำนองว่า มวยไร้เทียมทาน นั่นเอง

ประวัติในยุคเริ่มต้นของมวยไท้เก็กไม่ชัดเจนนัก แต่ที่มีบันทึกเป็นเรื่องเป็นราว และส่วนใหญ่ยอมรับกันนั้นเริ่มที่ปรมาจารย์จางซานฟง (เตียซำฮง ตามเสียงจีนแต้จิ๋ว) ผู้เป็นนักพรตนิกายเต๋าเจ้าสำนักบู๊ตึ๊งที่โด่งดังในนวนิยายกำลังภายในหลายต่อหลายเรื่องนั่นเอง จางซานฟงเกิดในยุคปลายราชวงศ์ซ้อง (ราว ค.ศ.960 ถึง 1279) ที่มณฑลเหลียวหนิง แต่มีชีวิตผ่านมาอีกถึง 2 ราชวงศ์คือ ราชวงศ์หยวนและราชวงศ์หมิง ท่านเป็นที่นับถือของชาวบ้าน เนื่องจากคอยช่วยเหลือผู้เจ็บไข้ได้ป่วยด้วยกำลังภายใน ตามประวัติไม่ปรากฏว่าท่านเสียชีวิตเมื่อใด แต่เชื่อกันว่าท่านมีอายุยืนยาวถึง 200 ปี จากยุคของจางซานฟง มวยไท้เก็กยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ยังคงเป็นวิชาที่ฝึกฝนกันอยู่ในกลุ่มนักบวชนิกายเต๋าเท่านั้น จนกระทั่งเมื่อเข้าถึงยุคของราชวงศ์ชิง วิชาดังกล่าวถ่ายทอดมาถึงหยางลู่ฉาน ผู้ปรับเปลี่ยนท่วงท่าต่างๆและเผยแพร่ออกไปจนเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น ไม่เพียงแต่ในประเทศจีน แต่กระจายออกไปทั่วโลกในฐานะของการบริหารร่างกายที่ดีต่อทั้งกายและจิตใจ ในประเทศไทยนั้น ไท้เก็กเป็นที่รู้จักตั้งแต่ พ.ศ.2498 โดยอาจารย์ต่งอิงเจี๋ย ซึ่งต่อมาบุตรชายของอาจารย์ผู้มีชื่อว่าต่งหูหลิง ก็เข้ามาเป็นผู้ฝึกสอนคนแรกของประเทศไทย  จากอดีตถึงปัจจุบันมวยไท้เก็กนั้นแตกแขนงออกเป็น 5 แบบตามชื่อของตระกูลผู้ปรับเป็นรูปแบบของตน ได้แก่ แบบหยาง แบบเฉิน แบบอู่ แบบอู๋ และแบบซุน ส่วนใหญ่ที่เล่นกันอยู่ในประเทศไทยนั้นเป็นแบบหยาง

แม้ว่าในรายละเอียดของท่วงท่าที่อาจแตกต่างกันไปบ้าง  แต่ในปัจจุบัน ไท้เก็กไม่ว่าจะเป็นแบบของตระกูลไหน ก็ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าไท้เก็กเป็นการบริหารร่างกายและทำสมาธิ เพื่อให้ “ชี่” หรือพลังลมปราณไปปรับดุลยภาพของหยินหยางในร่างกาย ทำให้อวัยวะและส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานเป็นธรรมชาติ

ท่วงท่าต่างๆของไท้เก็กนั้น นอกจากการยืดแขนขา การหมุนตัว ฯลฯ ตามลักษณะของการบริหารส่วนต่างๆของร่างกายโดยทั่วไปแล้ว ผู้ฝึกจะต้องใช้จินตนาการร่วมด้วย ตัวอย่างเช่น ในลีลา 24 กระบวนท่าของไท้เก็กแบบตระกูลหยางนั้น มีท่าที่มีชื่อว่า นกกระเรียนขาวขยับปีก ท่าดีดพิณ ท่าเทพีร้อยกระสวย ท่างมเข็มใต้สมุทร ฯลฯ โดยสรุปแล้ว มวยไท้เก็กนั้นมีคุณลักษณะที่โดดเด่นอยู่ 4 ประการด้วยกัน ซึ่งแต่ละประการก็ส่งผลในทางบวกต่อร่างกายและจิตใจแตกต่างกันไป 4 ประการที่ว่าคือ

1. ความช้า ช่วยให้ประสาทการรับรู้ต่างๆดีขึ้น  ฝึกจิตใจให้เยือกเย็น นิ่งและมีสติ

2. ความเบา ช่วยให้ความเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ทำให้บาดเจ็บอันเนื่องมาจากการบริหาร

3. ความสมดุล ช่วยคลายความตึงเครียดให้กับร่างกาย

4.ความสงบ ช่วยให้เกิดสมาธิและความผ่อนคลายของจิตใจ

การฝึกไท้เก็กควรจะฝึกก่อนหรือหลังอาหารอย่างน้อยสัก 1-2 ชั่วโมง ตอนเช้าจะเป็นเวลาดีที่สุด ในเวลาที่อารมณ์ไม่ดี โกรธ หงุดหงิด ก็ไม่ควรฝึก ถ้ากำลังมีความเครียดอยู่ ควรทำสมาธิปรับหายใจให้สม่ำเสมอ จนความเครียดลดลงสักระดับหนึ่งก่อน  สำหรับคนที่ป่วยด้วยโรคร้ายแรงมากๆ ต้องรักษาด้วยวิธีการปัจจุบัน ให้สภาพร่างกายแข็งแรงขึ้นก่อนฝึก

แม้ว่าปัจจุบันนี้ไท้เก็กจะนิยมสำหรับการบริหารร่างกาย ต่างจากในอดีตที่ใช้สำหรับการต่อสู้ป้องกันตัวเป็นหลัก แต่แนวโน้มของการฝึก เพื่อใช้เป็นศิลปะป้องกันตัวก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่บรู๊ซ ลี นำเอาจิดคุนโด (พัฒนามาจากมวยหย่งชุน)  เข้าไปเผยแพร่สู่โลกฮอลลีวูดเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ตามมาด้วยเฉินหลง เจ็ตลี ผนวกกับการเผยแพร่สู่ชาวโลกของวิทยายุทธ์จากวัดเส้าหลิน ทำให้กังฟูกลายเป็นการต่อสู้ที่ดูเหมือนเป็นของคู่กับภาพยนตร์แอ็กชั่นไปแล้ว สำหรับท่านที่ชอบศิลปะการต่อสู้แบบกังฟู หรือไม่ว่าท่านจะเป็นเพียงผู้ที่เล่นมวยไท้เก็กเพื่อบริหารร่างกายก็ตาม มีภาพยนตร์จากฮ่องกงเรื่องหนึ่งที่นำเอาศิลปะมวยไท้เก็กมาถ่ายทอดผ่านแผ่นฟิล์มออกมาได้อย่างน่าดู คือเรื่อง Tai Chi Hero (ไท้เก็ก หมัดเล็กเหล็กตัน) ท่านจะได้เห็นการปะทะฝีมือกันด้วยลีลาของมวยไท้เก็กที่นิ่มนวล แต่เปี่ยมไปด้วยพลัง ของระดับสุดยอดฝีมือจากทั้งเด็ก ผู้หญิง คนแก่ เป็นภาพยนตร์แอ็กชั่นย้อนยุคที่ถ่ายทอดเรื่องของมวยไท้เก็กออกมาได้น่าสนใจทีเดียวครับ.

 

โดย คนเหนือ
ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน

โหวตข่าวนี้