advertisement

ภัยร้ายของสตรีและสิ่งที่อาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์

โดย โดย เปรม เปรมเจริญ,ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน 12 ส.ค. 2555 00:03

ทุกครั้งที่นั่งฟังเพลงซึ้งอย่าง “ด้อนท์ คราย ฟอร์ มี อาร์เจนตินา” จากละครเพลงเอวิต้าจบลง ผมเป็นต้องนึกถึง “มะเร็ง” ขึ้นมาทุกทีไม่รู้เป็นอย่างไร เพลงเขาออกเพราะ ละครก็ออกซาบซึ้งดันไปนึกถึงมะเร็ง

เท่าที่นึกดูก็น่าจะเป็นเพราะเรื่องราวของละครเพลงเรื่องนี้สร้างมาจากเรื่องจริงที่ตัวเอกสำคัญเกี่ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บ

นั่นคือ “มะเร็งปากมดลูก” ครับ

เป็นมะเร็งพันธุ์ดุ! ที่คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนจะขอนำมาเล่าถึงในวันนี้ วันแม่แห่งชาติ อันเป็นวันสำคัญยิ่งสำหรับสตรีไทยเรา


มะเร็งปากมดลูก นอกจากความเป็นมะเร็งที่ร้ายพอดูอยู่แล้ว ยังมีสาเหตุที่เกิดจาก “เชื้อ” ด้วยครับ ดังที่นายแพทย์ วิสิทธิ์ สุภัครพงษ์กุล นายกสมาคมมะเร็งนรีเวชไทย ได้กล่าวไว้ว่า

“สาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อ HPV ชนิดก่อมะเร็งหรือชนิดความเสี่ยงสูงที่ปากมดลูก โดยพบ HPV สายพันธุ์ 16 เป็นสาเหตุมากที่สุดถึง 55-60% ของมะเร็งปากมดลูก พบ HPV สายพันธุ์ 18 รองลงมาประมาณ 10-15% และเป็นชนิดก่อมะเร็งอื่นๆ 25-35%”

น่ากลัวจริงจังนะครับนี่ ส่วนเชื้อชื่อฟังแปลกหูดูนุงนังนั้นจะขยายความให้ฟังต่อไป

แต่ตอนนี้อยากบอกว่า นอกจากมะเร็งมันจะคร่าชีวิตนางเอกในมิวสิคัลที่ผมชื่นชอบแล้ว ยังเป็นผู้ร้ายที่คร่าชีวิตสตรีทั่วโลกรวมถึงสตรีไทยเป็นอันดับต้น

สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของอาร์เจนตินานามว่า “เอวา เปรอง” ภริยาสาวสวยของท่านประธานาธิบดี ฮวน เปรอง เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษก่อนก็เสียชีวิตเพราะมะเร็งปากมดลูก ดังในละครเพลงเรื่อง “เอวิต้า” ได้ว่าไว้เป็นอมตวลีคือ “โปรดอย่าเสียน้ำตาให้ฉัน”

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้แล้วมีหยูกยาดีๆที่ฉีดป้องกันได้เหมือนในสมัยนี้ โลกอาจไม่ต้องเสียวีรสตรีคนเก่งและที่สำคัญ โฉมหน้าของโลกอาจต้องเปลี่ยนไปอย่างขนานใหญ่ก็เป็นได้

สตรีเพศโดยทั่วไปมีความเสี่ยงต่อมะเร็งพิเศษอยู่หลายชนิดครับ อาทิ มะเร็งเต้านม, มะเร็งรังไข่ รวมไปถึงมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นโรคคู่กับสตรีมานาน

เท่าที่มีการบันทึกไว้คือตั้งแต่สมัย 400 ปีก่อนคริสตกาลโน่น ปรมาจารย์แพทย์อย่างท่าน “ฮิปโปเครตีส (Hippocrates)” ได้พบผู้ป่วยด้วยโรคนี้และได้มีการรักษากันจริงจัง โดยมีความพยายามถึงขั้น

“ผ่าตัด” เลยทีเดียว

วิธีการที่ว่าค่อนข้างน่ากลัวอยู่บ้างคือ การตัดเอาปากมดลูกส่วนที่มีมะเร็งงอกงามออกเสีย แล้วเย็บต่อช่องคลอดกับมดลูกเสียโดยตรงเลย เรียกง่ายๆคือคว้านส่วนที่เสียออกยังกับปาดเนื้อมะม่วงส่วนที่ช้ำอย่างนั้น โดยเทคนิคนี้เรียกว่า “ทราคีเล็กโตมี่ (Trachelectomy)” ซึ่งวิธีนี้ใช้มาจนถึงช่วงทศวรรษ 1940 ที่ผ่านมานี้เองครับ

เมื่อพ้นสมัยของท่านฮิปโปเครตีสไปแล้ว การรักษามะเร็งปากมดลูกของสตรีก็ยังมีความมืดมนอยู่มาก จนมาถึงราวปี 1842 ที่เมืองฟลอเรนซ์ประเทศอิตาลี มีการสังเกตอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกว่า มะเร็งปากมดลูก

มักพบในสตรีที่ผ่านการสมรสแล้ว รวมถึงบรรดาหญิงงามเมือง ผิดกับในกลุ่ม “แม่ชี” ในคอนแวนต์ที่พบน้อยมาก (โดยปรากฏว่า ในแม่ชีพบมะเร็งเต้านมมากกว่า) แต่น่าเสียดายว่าการสังเกตนี้ถูกแปลผลอย่างเข้าใจผิดว่า น่าจะมาจาก “แฟชั่น” ในยุคนั้นนั่นคือการใส่ที่รัดเอวหรือ “คอเซ็ต (Corsette)” ครับ


โดยสุภาพสตรีชั้นสูงในยุควิคตอเรียที่นิยมกระโปรงบานครอบแบบสุ่มไก่จะต้องทำเอวให้ผอมบางที่สุดเพื่อให้ดูอรชรอ้อนแอ้นคล้ายตุ๊กตาพอร์ซเลน ดังนั้น จึงมีการคิดค้นตัวช่วยเป็นเครื่องรัดเอวคล้ายสเตย์มาช่วยรัดเอวให้คอดสมใจ เลยเชื่อกันไปว่าทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยถึงขั้นมะเร็ง

พอหาสมมติฐานไปผิดทาง การรักษาก็เลยยังไม่ประสบผลสำเร็จสักที แม้มาถึงสมัยศตวรรษที่ 20 ตอนกลางแล้ว การแพทย์ก็ยังไม่อาจยื้อชีวิตของ เอวา เปรอง ไว้ได้ และไม่ใช่แค่มาดามเปรองเท่านั้น ยังมีคนดังอีกหลายท่านที่ตกเป็นเหยื่อของมะเร็งปากมดลูกอีกมาก

อย่างคุณแองเจลิค เพ็ตตี้จอห์น (Angelique Pettyjohn) ดาราสาวจากภาพยนตร์เรื่อง “สตาร์เทร็ค” และเป็นนางแบบให้กับนิตยสารสุดเซ็กซี่อย่าง “เพลย์บอย” ซึ่งต่อมาเธอเป็นมะเร็งปากมดลูกแล้วเสียชีวิตไปในปี 1992

แต่มีเหตุการณ์สำคัญตอนหนึ่งซึ่งเปรียบเสมือนบันไดวิเศษที่มาพาดขวางอุปสรรคทำให้เกิดก้าวกระโดดใหญ่ที่ผ่าน “ยุคมืด” มาได้ นั่นคือมีนักวิทยาศาสตร์ช่างสงสัยนามว่า ดร.ริชาร์ด โช้พ จากมหาวิทยาลัยร็อก–กีเฟลเลอร์ ท่านได้ยินเรื่องเล่าลือกันระหว่างออกทริปล่าสัตว์ว่ามีคนพบกระต่ายมีเขา!

แล้วก็ไม่นานเกินรอครับ เพื่อนนักล่าสัตว์รายหนึ่งล่ากระต่ายประหลาดที่ว่าได้ จึงส่งตัวอย่างชิ้นเนื้อที่ว่ามาจากส่วน “เขา” เอามาให้เขาตรวจ ความจริงจึงถูกเปิดเผยว่าแท้จริง ส่วนที่ “คล้ายเขา” นั้น ข้างในมันเต็มไปด้วยเชื้อ “ไวรัส” เป็นไวรัสกลุ่มที่ทำให้เนื้อเยื่อผิวหนังงอกยาว

ขรุขระเป็นปุ่มปมคล้ายตุ่มเขาสัตว์เล็กๆ ซึ่งต่อมาด้วยคุณูปการแห่งการค้นพบว่าผู้ร้ายคือเชื้อไวรัส ทำให้เกิดการศึกษาต่อยอดไปจนทราบชนิดของไวรัสละเอียดขึ้น และมีการตั้งชื่อไวรัสนี้ว่า “แพพิลโลม่า ไวรัส” หรือ “ไวรัสดัชนี” ด้วยแพพิลโลม่าแปลว่าคล้ายนิ้วมือ

ต้องถือว่างานนี้มีกระต่ายเป็นนางเอก

ต่อมา ดร.โช้พได้พบกับคุณหมอฟรานซิส เพตัน รูส์ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคเนื้องอกที่เกิดจากไวรัส และได้ทำการทดลองต่อยอดไวรัสร้ายตัวนี้จนทำให้รู้ว่าไวรัสร้ายนี้ยังก่อให้เกิดมะเร็งบางชนิดได้ด้วย

ต่อมาก็มีการค้นพบเรื่องของ “ดีเอ็นเอ” ซึ่ง ดร.ฮาโรลด์ ซู เฮาเซ่น ได้ใช้เรื่องของดีเอ็นเอนี้ช่วยตรวจสอบไวรัสจนได้ผลว่าไวรัสที่เกี่ยวพันกับมะเร็งปากมดลูกคือ “ไวรัสดัชนี” หรือ “แพพิลโลม่าไวรัสในมนุษย์ (Human Papillomavirus, HPV)”

จำง่ายๆ มันคือ “ไวรัสมะเร็ง”

โดยกลไกการเกิดของมะเร็งก็คือ เชื้อไวรัสนี้เข้าไปติดในช่องคลอดแล้วไปกระตุ้นเนื้อเยื่ออ่อนๆบริเวณนั้นให้แบ่งตัววิปริตผิดไป ยังผลให้เกิดก้อนมะเร็งขรุขระที่ปากมดลูก

แล้วไวรัสเอชพีวีที่ว่าได้มาจากไหน?

คำตอบคือจาก “เพศสัมพันธ์” เป็นหลักครับ เพศสัมพันธ์แม้เพียงครั้งเดียวก็อาจทำให้ติดเชื้อไวรัสเอชพีวีได้ ดังนั้น ผู้หญิงทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้วจึงมีความเสี่ยงครับ ต้องระวังมากเป็นพิเศษ ไม่เกี่ยวกับอาชีพการงานหรือฐานะใดๆทั้งสิ้น ความเสี่ยงมีได้เท่าๆกัน

ในยุคที่การศึกษาเรื่องเชื้อไวรัสมะเร็งปากมดลูกยังอยู่ในช่วงตั้งไข่นั้น การรักษาทำได้เพียงแค่รักษาไปตามอาการและมีการรักษาด้วยการใช้แร่กัมมันตภาพรังสีใส่เข้าไปในกรณีที่เป็นมากแล้ว

คนไข้แสนจะทรมาน โดยวิธีการคือ คนไข้จะต้องนอนหงายอยู่บนขาหยั่งโดยมีแท่งรังสีนี้เหน็บเอาไว้นานหลายชั่วโมง ลำพังตัวโรคก็ทรมานอยู่แล้ว การรักษาก็ยังต้องทนกับผลข้างเคียงจากการใส่แร่อีก

ผิดกับยุคนี้ ที่มีนวัตกรรมทางการแพทย์ทันสมัยรู้ได้ก่อนว่าคนไข้จะมีเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งร้ายในปากมดลูกด้วยการตรวจภายในแล้วตรวจเชื้อไวรัสเอชพีวีที่ว่า ซึ่งมีสายพันธุ์จำเพาะอยู่ไม่มากครับ คือ 16 กับ 18 เป็นหลัก

ไม่ได้ใบ้หวยแต่เป็นตัวเลขที่จะช่วยชีวิตท่านได้ครับ

เพราะเมื่อรู้ถึงขนาดหมายเลขระบุตัวผู้ร้ายแล้วก็ไม่ยากแล้วครับที่จะหาทางป้องกันอีกชั้นหนึ่ง เพื่อปิดประตูตายให้กับเชื้อไวรัสมะเร็งนั่นคือ มีการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสมะเร็งปากมดลูกครับ

เมื่อไม่นานนี้ก็มีความสำเร็จอย่างใหม่เกิดขึ้นมาในโลก เมื่อนักวิทยาศาสตร์คิดค้นวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวีได้ เป็นนวัตกรรมที่สามารถนำมาเป็นทางเลือกในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่แก้ไม่ตกกันมานับแต่โบราณกาล

โดยทางแก้ที่ช่วยป้องกันได้นี้ได้มีการตีพิมพ์ลงในวารสารการแพทย์อังกฤษอย่าง Lancet oncology ที่เกี่ยวกับมะเร็งโดยเฉพาะ ได้กล่าวถึงวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกบางชนิดสามารถป้องกันได้ถึง 93% (Against CIN3+) ซึ่งเป็นการป้องกันรอยโรคจากเชื้อร้ายก่อนมะเร็งมาเยือน แต่ถึงอย่างไรก็ขอเตือนว่าไม่ใช่การรักษานะครับ ดังนั้น จึงขอให้ท่านที่รักยึดหลักสำคัญสุดไว้ว่าการป้องกันที่ดีที่สุดต้องร่วมกับการตรวจภายในอย่างสม่ำเสมอไม่ขาด เพราะจะได้สามารถปิดช่องโหว่ที่มะเร็งจะโผล่เข้ามาได้ในหลายๆทาง ด้วยหวังว่าต่อไปโลกจะไม่ต้องร้องไห้ให้กับการสูญเสียที่ไม่จำเป็นอีก

“Don't cry for HPV anymore”

โดย เปรม เปรมเจริญ
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

โหวตข่าวนี้