advertisement

โอลิมปิกจากทวยเทพสู่มวลมนุษยชาติ

โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช และนิตยสารต่วย'ตูน 22 ก.ค. 2555 00:03

ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนสัปดาห์นี้ หากจะไม่เล่าถึงมหกรรมกีฬาอันยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติก็คงจะเชยเต็มที ดังนั้นอย่าได้รอช้า  แฟนานุแฟนตามผมมาได้เลยครับ

นับแต่บารอนปิแยร์ เดอ กูแบแต็ง  ได้ริเริ่มกีฬาโอลิมปิกยุคใหม่ขึ้นมา ชาวประชาแห่งโลกก็ได้รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของมหกรรมระดับโลก โดยผู้ให้กำเนิดกีฬานี้ขึ้นมาจริงๆคืออารยธรรมกรีกยุคโบราณ

การแข่งขันที่จัดขึ้นครั้งแรกก็เพื่อเป็นเครื่องบูชาสังเวยแด่ทวยเทพผู้ทรงสถิตอยู่ ณ ยอดเขาโอลิมปุส

โอลิมปุสเปรียบดุจไกรลาสหิมาลัยแห่งชาวเฮลลาส วัฒนธรรมกรีกเรียกว่าเฮลเลนิกส์ ชาวเมืองนี้นับถือปวงเทพอย่างหมด

หัวจิตหัวใจเหมือนกับชาวอินเดียและพหุเทวะของพวกเขา เทพที่ชาวกรีกนับถืออย่างสูงสุดคือมหาเทพซุสครับ  ซุสเปรียบได้กับองค์ประธานาธิบดีแห่งผองเทพ ซุสเป็นเทพบดีในวงศ์โอลิมเปี้ยนที่เป็นใหญ่เหนือเทพพี่ๆน้องๆองค์อื่น

เทพกรีกก็มีอะไรที่คล้ายคนกรีกครับ

กล่าวคือชอบเรื่องรักๆใคร่ๆ โรแมนติก พิสมัยการกีฬา ชอบการแข่งขัน ดังจะเห็นได้จากประติมากรรมสำริดเทพโพไซดอนตั้งท่าจับหลาวหรือตรีศูล หรืออย่างเทพอธีน่าก็ถือเป็นเทพแห่งปัญญาและการกีฬาเช่นกัน

เมื่อครั้งผมได้มีโอกาสไปทำหน้าที่สื่อมวลชนครั้งล่าสุดที่นครโลซานน์  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็ได้มีโอกาสเห็นสนามกีฬาโอลิมปิกยุคใหม่ที่เขาสร้างขึ้นมาเป็นอนุสรณ์ว่าคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ได้ย้ายมาที่นี่ในปี 1915 พร้อมทั้งอนุสาวรีย์ท่านบารอนปิแยร์ เดอ กูแบแต็ง ที่ชาวเมืองเขาให้ความสำคัญยิ่ง

ยังจำได้ว่าไปกรุงเอเธนส์ครั้งแรกเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว ภาพที่จำติดตาประทับใจอยู่คือรูปสำริดเทพโพไซดอนเปลือยกายยืนทำท่าขว้างตรีศูลอยู่ดูงามสง่า รูปหล่อนี้เป็นหนึ่งในประติมากรรมชั้นมาสเตอร์พีซที่ชาวกรีกภาคภูมิใจ ดังนั้นในการแข่งขันโอลิมปิกยุคโบราณจึงต้องมีการสังเวยทวยเทพก่อน ประเพณีการจุดคบไฟศักดิ์สิทธิ์ถวายโดยสตรีที่แต่งกายด้วยชุดสาวิกาแห่งเทวีเฮสเธีย (Hestia) ก็ถือเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง

โดยต้นไฟนั้นต้อง “รวมแสง” มาจากพระ อาทิตย์โดยตรง ใช้เหล็กขัดมันโค้งรูปพาราโบล่ารับแสงมาแล้วเล็งเข้าที่ คบเพลิง (Olympic torch) ให้เผาไหม้จนติดไฟ (Sacred flame) ขึ้นมา ด้วยเหตุว่าองค์อพอลโลคือสุริยเทพผู้เกรียงไกร ถือเป็นหนึ่งในวงศ์เทพโอลิมปุสเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีพิธีการที่ศักดิ์สิทธิ์อีกมาก หากแต่ในวันนี้จะขอนำท่านเข้าสู่ตัวกีฬาโอลิมปิกแบบเน้นๆดีกว่า ที่เลือกมาเป็นประวัติศาสตร์โอลิมปิกที่น่าจดจำครับ

โอลิมปิกที่สุขเศร้าเคล้าน้ำตา

1) ปฐมโอลิมปิก การแข่งครั้งแรกของโลกจัดขึ้นเมื่อ 776 ปีก่อนคริสตกาล โดย “เฮอราคลีส (Heracles)” เป็นผู้เรียกขานนามโอลิมปิกขึ้นมาครั้งแรกสมัยนั้น ชนิดของการแข่งยังมีไม่มาก หลักๆคือ ปัญจกรีฑา (Pentathlon) อันประกอบด้วยวิ่งแข่ง, กระโดดไกล, พุ่งหลาว (Javelin) และมวยปล้ำกรีก โดยผู้แข่งขันต้องเป็นอิสรชนชาวกรีกผู้พูดภาษากรีกได้ นอก จากนั้นยังมีข้อแม้สำหรับผู้มาชมด้วยคือห้ามสตรีที่สมรสแล้วมาชมด้วยว่านักกีฬาหนุ่มๆที่ลงแข่งล้วนเปลือยกาย (กลัวเป็นตากุ้งยิงหรือห้ามใจไม่ได้ก็ไม่รู้) แต่ไม่ได้ระบุว่านอกจากสาวน้อยสาวใหญ่แล้ว “สาวแตก” ห้ามด้วยหรือไม่  ส่วนรางวัลสำหรับผู้ชนะคือ “มงกุฎช่อมะกอก” ที่สานคล้ายมงกุฎใบลอเรลของอพอลโลกับน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์บรรจุมาในไหแอมฟอร่าอย่างดี

2) โอลิมปิกยุคใหม่ของกูแบแต็ง หลังจากกรีกเสื่อมอำนาจและโรมันรุ่งโรจน์ขึ้นมา  กีฬาโอลิมปิกถวายเทพก็ค่อยเลือนหายไปจนเมื่อปี 1894 ที่บารอนปิแยร์ เดอ กูแบแต็ง เป็นตัวตั้งตัวตีให้มีคณะกรรมการโอลิมปิก (IOC) ขึ้นมาแล้วต่อมาจึงกลายเป็นมหกรรมกีฬาระดับโลกเรียก “โอลิมปิกสากล” ที่ 4 ปีมีครั้งโดยเริ่มครั้งแรกในปี 1896 มีจุดประสงค์เพื่อเชื่อมความสามัคคีระหว่างชนทุกหมู่เหล่า เริ่มจากเอาเมืองมาตุภูมิของโอลิมปิกประเดิมเป็นเจ้าภาพก่อนเลยครับนั่นคือ “กรุงเอเธนส์” ณ สนามพานาทิไนโค สเตเดียมครับ

3) โอลิมปิกนาซี หลังจากที่มีโอลิมปิกสากลแล้ว การแข่งช่วงแรกก็ยังจำกัดอยู่ในหมู่ชาวยุโรป นักกีฬาจากทวีปใหม่ๆอย่างอเมริกาเพิ่งเข้ามามากในช่วงหลัง ส่วนเอเชียนี่ยังไม่มีเลย การจัดแข่งช่วงแรกก็ลุ่มๆดอนๆเพราะมีช่วงสงครามโลกบ้าง เศรษฐกิจตกต่ำบ้าง จนมาถึงยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะระเบิดขึ้นไม่นาน การแข่งโอลิมปิก 4 ปีมาตกเข้าในปี 1936 พอดีที่ท่านผู้นำอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ต้องการโฆษณาชวนเชื่อถึงแสนยานุภาพของอาณาจักรไรช์ผ่านมหกรรมกีฬาระดับโลก แต่การณ์กลับเป็นว่า เจสซี โอเว่นส์ หนุ่มนักวิ่งผิวสีจากทวีปใหม่คว้าชัยจากชาวอารยันไปได้

4) โอลิมปิกสังหารหมู่ เป็นโศกนาฏกรรมถ่ายทอดทั่วโลกในปี 1972 ที่นครมิวนิกเป็นเจ้าภาพ แทนที่ไฮไลต์จะเป็นการถ่ายทอดสดมหกรรมกีฬา กลับกลายเป็นว่าชาวโลกต้องมาดูข่าวการสังหารหมู่ที่ผู้ก่อการร้ายบุกเข้าไปในหมู่บ้านนักกีฬาและสังหารนัก กีฬาชาวอิสราเอลอย่างโหดเหี้ยมกลางดึก จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 11 ราย ซึ่งหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้หน่วยมอสสาดของรัฐบาลอิสราเอลได้ออกกวาดล้างผู้ก่อการร้ายเหล่านี้อย่างลับๆภายใต้ปฏิบัติการที่สหประชาชาติคัดค้าน

5) ศตพรรษกาลแห่งโอลิมปิก เมื่อผ่านโอลิมปิกของกูแบแต็งมาได้ครบร้อยฝนร้อยหนาว ชาวโลกก็พร้อมใจกันฉลองให้กับคุณทวดโอลิมปิกยุคใหม่ที่นครแอตแลนตา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1996 แม้จะไม่เป็นทางการแต่ก็เป็นมหกรรมกีฬาที่มีทั้งพิธีเปิดและปิดที่ตระการตาน่าตื่นใจ ซึ่งประเทศเจ้าภาพได้ระดมคนและทุนทรัพย์จัดอย่างไม่อั้น

6) โอลิมปิกเอเชีย ครั้งแรกของการจัดโอลิมปิกที่เกิดขึ้นในทวีปไกลจากยุโรปอย่างเอเชีย ถือได้ว่าเป็นการหลอมรวมวัฒนธรรมกีฬาระดับโลกอย่างแท้จริงสมความตั้งใจของผู้ก่อตั้ง โดยประเทศแรกที่ได้เป็นเจ้าภาพคือ “ญี่ปุ่น” ครับ โดยจัดขึ้นที่กรุงโตเกียวในปี 1964 ถือเป็นการกรุยทางให้แก่การจัดโอลิมปิกครั้งต่อๆไปในโซนเอเชีย เช่นโอลิมปิกฤดูหนาวที่ซัปโปโรหรืออย่างโอลิมปิกปี 1988 ที่ “โซล” อันเป็นเมืองหลวงของเคป๊อป เอ๊ย...เกาหลีใต้ แล้วในปี 1998 ก็กลับมาที่ญี่ปุ่นอีก โดยจัดขึ้นที่นครนางาโนครับ ส่วนครั้งล่าสุดก็คือปี 2008 ที่ประเทศพี่เอื้อยใหญ่อย่างจีนที่ผ่านมาครับ

7) โอลิมปิกปีสิ้นโลก ในปีนี้เวียนเข้ามาครบ 4 ปีอีกครั้ง การกีฬาใหญ่ถูกจัดขึ้นที่มหานครลอนดอน ดูจะเป็นปีที่ดีสำหรับชาวอังกฤษและเครือจักรภพ เพราะสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ก็ทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา นับว่าเป็นมหามงคล และงานกีฬาใหญ่อันจะนำชื่อเสียง และแน่นอนคือเงินทองเข้าประเทศมหาศาลก็จะจัดขึ้นที่นี่ โดยโอลิมปิกในปีนี้ดูมีสีสันครึกครื้นโดยมิไยที่ใครจะว่า 2012 เป็นปีสิ้นโลกเลย

แม้ประวัติศาสตร์โอลิมปิกที่ผ่านมาจะมีสะดุดบ้างบางปีที่ไม่ได้จัด แต่ก็ถือเป็นเกียรติประวัติของชาวโลกร่วมกันครับ นอกจากโอลิมปิกสากลที่มีคนจากทุกชาติเข้ามาร่วมแข่งร่วมน้ำใจกันแล้ว โอลิมปิกยังมีแยกประเภทออกไปอีกเพื่อรวมน้ำใจคนกลุ่มพิเศษและวาระพิเศษต่างๆ อาทิ โอลิมปิกฤดูหนาวที่จัดคั่นระหว่างโอลิมปิกหลักช่วงฤดูร้อนหรือพาราลิมปิกเกมส์ (Paralympics games) สำหรับผู้พิการเป็นต้น ซึ่งกีฬาเหล่านี้ใช้ชื่อโอลิมปิกเพื่อเน้นให้เห็นว่าเป็นการร่วมแรงร่วมใจกันระดับโลกในการเข้าลงชิงชัยกันอย่างสร้างสรรค์ แข่งขันกันในสิ่งที่จรรโลงใจยังให้โลกมีสุขและศานติ ถือได้ว่าเป็นมรดกอันยืนยงของชาวกรีกมาจนทุกวันนี้
สมศักดิ์ศรีกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง.


โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช และนิตยสารต่วย'ตูน

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement