เรือยูเอสเอส มิสซูรี.
เรือประจัญบาน หรือแบทเทิลชิป (Battleship) คือเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ติดอาวุธหนักและอุปกรณ์สงครามครบครัน จัดว่าทรงอานุภาพ ที่สุดในบรรดาเรือสงครามด้วยกัน ซึ่งคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนหนนี้จะได้นำเอาเรื่องของเรือประจัญบานมาเสนอให้อ่านกันครับ
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง เรือประจัญบาน เป็นเรือที่ทรงอำนาจสูงสุดด้วยอำนาจการยิงที่รุนแรง ปืนใหญ่นานาขนาดถูกบรรจุลงไปในเรือจนแทบจะไม่มีที่ว่าง ปืนใหญ่หลักของเรือประจัญบานจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางสิบสี่นิ้วขึ้นไป ปืนใหญ่เรือที่ใหญ่ที่สุดเป็นของจักรพรรดินาวีญี่ปุ่น เส้นผ่าศูนย์กลางสิบแปดนิ้ว ปืนใหญ่รองมีขนาดลดหลั่นลงมานับสิบกระบอก เสริมด้วยปืนใหญ่ที่มีขนาดเล็กลงมาอีกจนถึงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสามนิ้ว ซึ่งถือว่าเป็นปืนใหญ่ที่สามารถยิงต่อสู้อากาศยานได้ด้วย ส่วนปืนที่มีขนาดเล็กกว่านี้ถือว่าเป็นปืนต่อสู้อากาศยานโดยตรง

ยุทธนาวีในระยะประชิด.
นอกจากเรือประจัญบานแล้ว ในกองเรือของชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ยังมีเรือที่ทรงอานุภาพอีกมาก ซึ่งจะขอยกตัวอย่างบางส่วนมาให้ทัศนากันพอได้ตื่นตาตื่นใจ
เรือลาดตระเวน (Cruiser) ขนาดเล็กกว่าเรือประจัญบานลงมาหน่อยหนึ่ง ทำหน้าที่ได้เหมือนเรือประจัญบานในราคาเพียงครึ่งเดียว มีปืนใหญ่พอที่จะทำลายเรือของฝ่ายตรงข้ามได้ทุกประเภท ยกเว้นแต่เรือประจัญบาน นักแปลไทยมักสับสนกับเรือตรวจการณ์ ( Patrol Boat) ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ามาก เรือประเภทหลังนี้ปฏิบัติงานไม่ห่างจากฝั่งมากนัก

การยิงปืนใหญ่บนเรือประจัญบาน.
เรือฟริเกต (Frigate) ขนาดย่อมลงมากว่าเรือพิฆาตเล็กน้อย ออกแบบมาเพื่อใช้งานเช่นเดียวกับเรือพิฆาต แต่ลำเล็กกว่า จึงลดต้นทุนในการรบได้มากกว่า
เรือปืน (Gun Ship หรือ Gun Boat) ขนาดอาจจะใหญ่กว่าหรือเล็กกว่าเรือฟริเกตเล็กน้อย มีปืนเป็นอาวุธหลัก ซึ่งเป็นอาวุธที่มีต้นทุนน้อยกว่าอาวุธชนิดอื่นๆ เหมาะสมในการระดมยิงชายฝั่ง
ในยุคสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง หน้าที่ของเรือประจัญบานคือทำลายเรือฝ่ายตรงข้ามทุกชนิด ข้าศึกที่ทัดเทียมมีแต่เรือประจัญบานด้วยกันเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นเจ้าทะเลแห่งยุคโดยแท้จริง

ปืนกลหนักบนเรือรบขนาดเล็ก.
ในการศึกครั้ง นั้น เรือรีพัลล์และปรินซ์ ออฟ เวลล์ของอังกฤษจมลงด้วยการโจมตีของเครื่องบินจากเรือบรรทุกเครื่องบิน ทางตอนใต้ของอ่าวไทยโดยที่ไม่มีทหารบนเรือคนใดเห็นเรือรบของญี่ปุ่นเลย
จากนั้นรูปแบบของสงครามทางเรือก็เปลี่ยนไป ทั้งสหรัฐฯและญี่ปุ่นต่างให้ความสำคัญกับเรือบรรทุกเครื่องบิน ชิงโจมตีฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่ระยะไกล ความสำคัญของเรือประจัญบานจึงลดลงไป แม้ว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะนำเรือประจัญบานออกมาปฏิบัติการรบ แต่ผู้ยิ่งใหญ่แห่งท้องทะเลก็กลายเป็นอดีตเมื่อไม่สามารถป้องกันตนเองจากเครื่องบินที่แห่แหนกันมารุมโจมตีได้

เรือรบถูกโจมตี.
อาวุธที่เพิ่มเข้ามามีทั้งขีปนาวุธระยะไกล ปืนต่อสู้อากาศยานที่มีความถี่ในการยิงสูงกว่าอาวุธต่อสู้อากาศยานแบบเก่าถึงร้อยเท่า แต่ดูเหมือนว่าภารกิจหลักของเรือประจัญบานจะเป็นเพียงอวดความน่าเกรงขามเก่าๆ เท่านั้น
เพราะสงครามในปัจจุบันแตกต่างไปจากสงครามโลกครั้งที่สองมากมาย เรือใหญ่เกราะหนักไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เรือที่ยิงแม่นและเอาตัวรอดจากการโดนยิงได้ดีต่างหากที่มีความเหมาะสมมากกว่า ดังนั้น เรือรบในปัจจุบันจึงไม่ใหญ่ไปกว่าเรือลาดตระเวนเบา (เรือลาดตระเวนที่ไม่ติดตั้งเกราะ)
เรือรบขนาดเรือพิฆาตกลายเป็นเรือที่มีความเหมาะสมทั้งด้านความทนทะเลและราคา แต่กระนั้นก็มีกองทัพเรือไม่กี่ชาติเท่านั้นที่มีเรือระดับนี้ใช้
อาวุธหลักของเรือพิฆาตในปัจจุบันมีจำนวนน้อยกว่าสมัยสงครามโลกหลายเท่า แต่กลับมีอัตราการยิงที่สูงกว่าและแม่นยำกว่าหลายเท่าเช่นกัน เช่น ระบบต่อสู้อากาศยานระยะไกล เอจีส สามารถยิงเครื่องบินข้าศึกที่ระยะมากกว่าสองร้อยไมล์ให้ร่วงลงมาก่อนที่นักบินจะเห็นเรือด้วยซ้ำ

ปืนใหญ่ของเรือประจัญบาน.
ปืนใหญ่เรือก็ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนก่อน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลำกล้องเพียง 5 นิ้ว แต่มีความแม่นยำชนิดนัดเดียวจอด และมีความเร็วในการยิงถึงสี่สิบนัดต่อนาที เพื่อต่อสู้กับเป้าหมายมากกว่าห้าเป้าพร้อมกันทั้งเป้าผิวน้ำและอากาศยาน โดยคอมพิวเตอร์จะเลือกยิงเป้าหมายที่เป็นอันตรายต่อเรือมากกว่าก่อนโดยอัตโนมัติ
เรื่องของเรือประจัญบานที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์นั้นก็มีอยู่หลายเรื่อง เรื่องแรกได้แก่ “เรือรบโปเต็มกิน (Potemkin Battleship)” เป็นหนังเงียบ โดยผู้กำกับและนักเขียนบทรัสเซีย สร้าง จากเรื่องราวการแข็งข้อของลูกเรือบนเรือประจัญบานโปเต็มกินในปี 1905 ผนวกกับเหตุการณ์สังหารหมู่ราษฎรรัสเซียที่เมืองโอเดสสา (Odessa)
ด้วยเหตุที่หนังเรื่องนี้มีเรื่องราวที่สนับสนุนการปฏิวัติ ก็เลยโดนห้ามฉายในยุโรปเกือบทุกประเทศนานหลายปี แม้แต่จะฉายดูกันเองในบ้านก็ต้องขออนุญาตทางการเสียก่อน กว่าจะเข้าฉายที่กรุงลอนดอนได้ก็โน่น...ปลายปี 1929

อานุภาพของปืนเรือ.
ฉากสำคัญของเรื่องนี้คือการปะทะระหว่างกองเรือเยอรมันกับอังกฤษ ซึ่งมีที่มาจากเรื่องจริง “บิสมาร์ค (Bismarck)” เรือประจัญบานลำใหญ่ที่สุดและทรงอานุภาพที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 2 ใช้ปืนเรือขนาดยักษ์ยิงเรือรบหลวงฮูด (HMS Hood) จมลงอย่างง่ายดายจนกองทัพเรืออังกฤษตกตะลึงพรึงเพริด จากนั้นบิสมาร์คก็แล่นอ้าวมุ่งไปยังชายฝั่งฝรั่งเศสที่เยอรมันยึดครอง อังกฤษส่งเรือบินรบโจมตีด้วยมุ่งหวังจะทำให้บิสมาร์คเสียหายและแล่นช้าลง ซึ่งก็สำเร็จ เมื่อตอร์ปิโดลูกหนึ่งพุ่งชนหางเสือบิสมาร์คจนไม่สามารถบังคับทิศทางได้ ทำให้เรือประจัญบานทางอานุภาพลำนี้พิการ ได้แต่แล่นเป็นวงกลมวนเวียนอยู่กับที่ จากนั้นหมู่เรือพิฆาตของอังกฤษก็รุม “กินโต๊ะ” บิส-มาร์คด้วยตอร์ปิโดท่ามกลางความมืดยามราตรี แต่บิส-มาร์คก็สู้แหลก และยิงเรือพิฆาตลำหนึ่งจมลง หากทว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ หลังถูกระดมยิงอย่างหนัก ในที่สุดบิสมาร์คก็ถึงกาลอวสาน
ในปี 1992 มีภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับประจัญบานอีกเรื่องหนึ่งชื่อ Under Siege ยุทธการยึดเรือนรก แสดงโดยนักหักกระดูก สตีเวน ซีกัล เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายยึดเรือประจัญบานมิสซูรีเพื่อนำไปใช้เป็นอาวุธก่อนที่จะทำลายทิ้ง ซึ่งก็แน่นอนว่าพระเอกกับนางเอกของเราได้ช่วยกันยึดเรือลำนี้คืนจากผู้ก่อการร้ายได้

เรือพิฆาตกำลังยิงมิสไซล์.
ปัจจุบันเรือมิสซูรีได้บริจาคให้กับสมาคมอนุสรณ์ ยูเอสเอส มิสซูรี และกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำอยู่ที่เพิร์ล ฮาร์เบอร์ ในฮาวาย
กระทั่งในปี 2012 นี้แหละครับที่เราจะได้เห็นเรือมิสซูรีได้แล่นทะยานอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง “Battleship” หนังไซไฟที่สร้างขึ้นจากเกมสงครามทางทะเล ฮัสโบร (Hasbro) เจ้าของเดียวกับทรานฟอร์มเมอร์ที่รู้จักกันดี โดยเปิดเรื่องในขณะที่กำลังมีการซ้อมรบของกองทัพเรือนานาชาติ ที่เพิร์ล ฮาเบอร์ ในหมู่เกาะฮาวาย ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกับที่เหล่าเอเลี่ยนบุกมาถล่มโลกเปิดศึกใหญ่กับมนุษย์ จัดเป็นอภิมหาโปรเจกต์ที่ผู้สร้างจัดฉากการยุทธ์เต็มรูปแบบที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา ทั้งฉากรบในทะเล กลางเวหา ตลอดจนบนพื้นดิน
เป็นการแสดงความยิ่งใหญ่ของเรือรบประจัญ-บานในโลกภาพยนตร์อีกครั้งหนึ่งครับผม.
โดย อุดร จารุรัตน์, พัฒนพงศ์ พ่วงลาภหลาย
และ ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน




















