advertisement

แกะรอย"เอนเทอโรไวรัส 71" เข้าสมอง...ถึง "ตาย"

โดย 1 ก.พ. 2557 05:00

ข่าวการเสียชีวิตจาก โรคมือ เท้า ปาก (Hand, Foot and Mouth Disease) ของเด็กอนุบาลโรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ แม้จะไม่เป็นข่าวใหญ่บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ แต่ก็เป็นข่าวที่ควรให้ความสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะหลายคำถามเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเด็กวัย 3 ขวบ 7 เดือน จากโรคธรรมดาๆที่ไม่น่าจะทำให้เสียชีวิตได้ ทำไมจึงเสียชีวิต

เรื่องนี้ นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยรายงานเบื้องต้นการสอบสวนโรคว่า เด็กที่เสียชีวิต เป็นเด็กอายุ 3 ขวบ 7 เดือน เข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบการติดเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 ซึ่งเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดโรคมือ เท้า ปาก ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่พบเฉพาะในคน และติดต่อจากคนสู่คน

“โดยทั่วไปเชื้อที่พบว่าทำให้เกิดโรคมือ เท้า ปาก คือ เอนเทอโรไวรัส (enterovirus) ที่พบบ่อย คือ คอกแซกกี้ เอ (coxsackie virus A) และ enterovirus 71 เป็นโรคที่พบได้ทั่วโลก พบบ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี อาการแสดงของโรคนี้ คือ มีไข้ มีจุดหรือผื่นแดงอักเสบในปาก มักพบที่ลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม และเกิดผื่นแดง ซึ่งจะกลายเป็นตุ่มพองใสรอบๆแดง ที่บริเวณฝ่ามือ นิ้วมือ และฝ่าเท้า แต่ก็มีบางรายที่ไม่พบอาการตุ่มพองในปาก ฝ่ามือ หรือฝ่าเท้า แต่มาพบแพทย์ด้วยภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดบวมน้ำ ภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตได้” นพ.โสภณบอก


ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ระบุว่า ประเทศไทยมีรายงานโรคมือ เท้า ปากอย่างต่อเนื่องทุกปี ปีละประมาณ 40,000-50,000 ราย เสียชีวิตประมาณปีละ 1-3 ราย ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 7 ม.ค.2557 พบผู้ป่วย 44,350 ราย เสียชีวิต 3 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อายุ 1-3 ปี

อธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า สำหรับการเสียชีวิตของเด็กอนุบาลรายนี้ แพทย์ให้การวินิจฉัยเป็นไข้สมองอักเสบจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 โดยการดำเนินของโรคเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก เด็กเริ่มป่วยเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2556 โดยมีไข้ต่ำๆ ตุ่มในปาก และจุดแดงที่เท้าขวา วันที่ 1 ม.ค. เด็กเริ่มมีอาการปวดต้นคอและหมดสติ ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และในวันที่ 2 ม.ค. เด็กก็เสียชีวิต เนื่องจากเชื้อเข้าสู่ก้านสมองอย่างรวดเร็ว

การระบาดของโรคมือ เท้า ปาก ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบการระบาดทั้งในประเทศไทยและประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โรคนี้ส่วนใหญ่ผู้ที่ได้รับเชื้อมักไม่แสดงอาการของโรค ผู้ป่วยมักมีอาการป่วยเล็กน้อย หายได้เองภายใน 7-10 วัน และแทบไม่มีผู้เสียชีวิตเลย กรณีที่มีอาการรุนแรง หรือเสียชีวิต มักพบเกี่ยวข้องกับโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส ซึ่งเกิดขึ้นน้อยมาก สำหรับรายนี้ ถือว่าเป็นอาการรุนแรงจากภาวะแทรกซ้อน คือ สมองอักเสบ จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตซึ่งอาการทางระบบประสาทส่วนกลางแทรกซ้อนนี้มีหลายแบบ ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับว่า เชื้อไวรัสจะไปทำลายสมองและระบบประสาทส่วนใด แต่โดยทั่วไปเกิดขึ้นน้อยมาก


อีกอย่าง โรคนี้ไม่มียาต้านไวรัสชนิดนี้โดยเฉพาะ รักษาได้ตามอาการ โดยทั่วไปใช้การรักษาเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ เช่น การใช้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด

ส่วนที่มีการกังวลว่า อาจเป็นเชื้อสายพันธุ์ใหม่นั้น อธิบดีกรมควบคุม โรค บอกว่า ข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ขณะนี้ยังไม่พบเชื้อไวรัสโรคมือ เท้า ปาก สายพันธุ์ใหม่ เป็นเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) ซึ่งไปทำให้เกิดอาการสมองอักเสบ

หลังการเสียชีวิต ได้มีการเข้าไปดำเนินการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ตั้งแต่การปิดโรงเรียน ทำความสะอาดห้องเรียน ห้องน้ำ และสิ่งของที่เด็กต้องใช้ร่วมกัน รวมไปถึงการดำเนินมาตรการ เฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค ตามแนวทางการดำเนินงานป้องกันควบคุมการระบาดของโรคมือ เท้า ปาก กำชับแพทย์ในสถานพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ให้ระมัดระวังภาวะแทรกซ้อนรุนแรงของโรค เช่น ภาวะปอดบวมน้ำในเด็กเล็ก อาการทางระบบประสาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่อาจไม่ได้มาด้วยอาการตุ่มที่ปาก หรือฝ่ามือ ฝ่าเท้า รวมไปถึงการแนะนำแนวทางเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมการระบาดของโรคมือ เท้า ปาก สำหรับศูนย์เด็กเล็ก สถานรับเลี้ยงเด็ก และสถานศึกษา


สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีลูกหลานเป็นเด็กเล็ก การสังเกตอาการเป็นเรื่องสำคัญที่สุด สัญญาณเริ่มต้นของผู้ป่วยที่จะมีอาการรุนแรง ได้แก่ มีไข้สูง 39 องศาเซลเซียสขึ้นไป นาน 2-3 วัน อาเจียน บ่อย ซึม สะดุ้งผวาบ่อย ซึ่งถ้ามีอาการแบบที่ว่านี้ ต้องรีบมาพบแพทย์โดยเร็ว นอกจากนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองควรรักษาความสะอาด โดยล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนรับประทานอาหารและหลังการขับถ่าย สังเกตอาการผิดปกติของเด็กอย่างใกล้ชิด หากมีอาการสงสัยโรคมือ เท้า ปาก หรือมีไข้สูงอย่างน้อย 2 วัน ร่วมกับอาการอาเจียน หอบเหนื่อย ซึม ชัก กล้ามเนื้อกระตุก หรือมีอาการแย่ลง แม้จะไม่มีผื่นขึ้น ควรไปพบแพทย์ หรือรีบพากลับไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที หากบุตรหลานมีอาการป่วย แยกเด็กป่วยเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังเด็กคนอื่นๆ ผู้ปกครองควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ และหยุดรักษาตัวที่บ้านประมาณ 5-7 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ จะช่วยป้องกันการระบาดของโรคได้มาก.

 

 

 

โหวตข่าวนี้