advertisement

ไขความลับ..รังนกนางแอ่นเพิ่มภูมิคุ้มกัน"ไข้หวัดใหญ่"

โดย 28 ก.ค. 2555 05:00

นิตยสารไทม์ส ฉบับเดือน ก.ค. ปี 2009 ตีพิมพ์ข้อเขียนของ Andrew Marshall  ระบุว่า การเก็บรังนกนางแอ่นกำลังเป็นอาชีพที่บูมอย่างมาก โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ของรังนกนางแอ่น

การเก็บรังนกในประเทศไทยนั้น พบว่ามีระบบสัมปทานรังนกมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เป็นเครื่องมือในการควบคุมปริมาณการเก็บรังนก ซึ่งช่วยอนุรักษ์พันธุ์นกแอ่นกินรังให้อยู่รอดปลอดภัยตลอดมา โดยปัจจุบันมีกฎหมายกำหนดให้เก็บรังนกได้ไม่เกินปีละ 3 ครั้ง ผู้รับสัมปทานจะต้องจัดการเก็บรังให้ สอดคล้องกับวงจรชีวิตของนก  คือเก็บรังก่อนที่นกจะวางไข่ เก็บครั้งแรกในเดือนมีนาคม ครั้งที่ 2

ในเดือนพฤษภาคม จากนั้นปล่อยให้นกทำรังและวางไข่ จนกระทั่งลูกนกฟักออกมาและเติบโต จึงเข้าเก็บรังครั้งสุดท้ายในเดือนสิงหาคม และไม่เข้าไปในถ้ำอีกจนกว่าจะถึงฤดูกาลเก็บรังนกปีต่อไป

Andrew  บอกว่า  รังนกที่ใช้บริโภคสร้าง ขึ้นจากน้ำลายของนกนางแอ่น โดยซุปรังนกถือเป็นอาหารที่มีราคาแพง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มีเชื้อสายจีน ทั้งนี้ ในกรุงเทพฯรังนกขนาด 11 ออนซ์ หรือประมาณ 300 กรัม มีราคาถึง 2,600 เหรียญสหรัฐฯ และเมื่อนำมาทำเป็นเครื่องดื่มสุขภาพ ซึ่งแม้จะมีรังนกผสมอยู่เพียง 1.1% แต่ก็สามารถขายได้ถึง 4 เหรียญสหรัฐฯต่อขวด ข้อเขียนดังกล่าวระบุสรรพคุณของรังนกด้วยว่ามีสรรพคุณในการรักษาทุกอย่างตั้งแต่ไข้หวัดไปจนถึงวัณโรค รวมถึงเป็นยาอายุวัฒนะและเพิ่มพลังทางเพศด้วย

ชาวจีนแผ่นดินใหญ่และเกาะฮ่องกง นิยมบริโภครังนกเป็นชีวิตจิตใจ มีเอกสารบันทึกว่าในสมัยราชวงศ์หมิงตอนปลาย มีแพทย์เขียนใบสั่งยา โดยมีรังนกเป็นส่วนผสม โดยเชื่อว่ารังนกสามารถรักษาโรคทางเดินหายใจ ช่วยบำรุงสุขภาพเด็กที่ร่างกายไม่แข็งแรงได้ดี

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้  ดร.เอกราช  บำรุงพืชน์  นักวิชาการจากชมรมโภชนวิทยา  มหาวิทยาลัยมหิดล ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า จริงๆแล้วการบริโภครังนกนางแอ่น เป็นที่นิยมของคนจีนมานานนับพันปี ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง โดยเป็นการกินรัง นกแอ่นกินรัง ที่เรียกว่า Edible-nest Swiftlet รังนกถือว่าเป็นสิ่งที่มีค่า จนมีคำเรียกว่า “Guan Yan”  ที่แสดงถึงคุณค่า ของรังนก และมักใช้มอบเป็นของขวัญให้กับเชื้อ พระวงศ์และข้าราชการระดับสูง เพราะเป็นของหาได้ยากและมีราคาแพงมาก ถึงขนาดได้รับฉายาว่า “ทองคำสีขาว”  หรือ “คาเวียร์แห่งโลกตะวันออก”

ดร.เอกราช กล่าวว่า ในทางการแพทย์  แพทย์ จีนใช้รังนกเป็นส่วนผสมในตำรับยา  เพราะเชื่อกันว่ารังนกมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลังชั้นดีในการฟื้นฟูสุขภาพจากการเจ็บป่วย ช่วยรักษาโรคทางเดินหายใจ บำรุงสุขภาพเด็กที่ไม่แข็งแรง และยังเชื่อกันอีกว่ารังนกช่วยเสริมสุขภาพระบบการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร หรือแม้แต่ช่วยให้อายุยืนและชะลอความชรา

“แนวคิดเรื่องการใช้อาหารเป็นยา หรือ Food as medicine และการกินอาหารเพื่อส่งเสริมสุขภาพมีมานานกว่า 2,500 ปีแล้ว  แม้แต่ฮิปโปเครติส  บิดาแห่งการแพทย์ของชาวกรีก รวม ทั้งการแพทย์แผนตะวันออก ก็มีความเชื่ออย่างที่ว่านี้  ยิ่งในปัจจุบันความรู้ทางด้านอาหารและโภชนา-การมีความก้าวหน้ามากขึ้น งานวิจัยจำนวนมากพบว่าอาหารที่เรารับประทานกันทุกวันนี้ไม่ว่า

จะเป็นอาหารที่มาจากพืชหรือสัตว์ต่างก็มีองค์ ประกอบที่มีผลต่อการทำงานของร่างกาย และส่งผลต่อสุขภาพของคนเราทั้งสิ้น”  นักวิชาการชมรมโภชนวิทยา  มหาวิทยาลัยมหิดล บอก

ดร.เอกราช  อธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า คนเราต้องกินอาหาร เพราะอาหาร ไม่เพียงแต่จะให้คุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น แต่ยังมีสารที่มีผลต่อการทำงานของร่างกายคล้ายยา ซึ่งเราเรียกว่า “สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ”  (Bioac-tive compound) เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอาหารฟังก์ชันที่เน้นการกินอาหารเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ  ล่าสุดมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่ารังนกมีโปรตีนแบบพิเศษที่มีโครงสร้างเหมือนกับ Epidermal Growth Factor (EGF) ที่มีอยู่ในคน ซึ่งตามธรรมชาติแล้ว EGF จะมีประโยชน์ในการช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเซลล์ภายในร่างกาย นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาพบว่า EGF มีส่วนช่วยกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาว (Leukocytes) ซึ่งทำหน้าที่ในการปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคต่างๆ ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

“คณะนักวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นพบว่าในรังนกมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่ โดยไกลโคโปรตีนในรังนกนางแอ่นแท้ จะทำหน้าที่จับกับเชื้อไวรัสไข้ หวัดใหญ่ จึงช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไข้หวัดใหญ่เข้าจับกับเซลล์ในร่างกายได้” ดร.เอกราชบอก พร้อมกับบอกว่า ปัจจุบันยังคงมีการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องว่า สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีอยู่ในรังนกจะให้ประโยชน์อะไรแก่ร่างกายอีกบ้าง

และเพราะความที่รังนกแท้มีราคาแพงมาก ทำให้มีการผลิตรังนกปลอมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมากจนไม่สามารถแยกได้ด้วยการมองตาเปล่า รังนกปลอมส่วนใหญ่จะผลิตจากยางไม้ชนิดหนึ่ง คือ ยางคารายา ซึ่งมีลักษณะสีขาวหรือสีเหลืองอมชมพูจนถึงสีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นคล้ายน้ำส้มสายชูไม่ละลายน้ำ แต่สามารถดูดน้ำทำให้พองตัวคล้ายวุ้น ขุ่นเล็กน้อย เมื่อนำมาต้มจะคล้ายรังนกแต่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

การตรวจสอบความแตกต่างของรังนกแท้และรังนกปลอม ต้องทำโดยใช้เทคนิค อินฟราเรดสเปคโตรสโคปี (Infrared spectroscopy) โดยหน่วยงานที่สามารถตรวจสอบได้ คือกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นการตรวจสอบเพื่อหาอินฟราเรดสเปคตรัม (Infrared spectrum) ซึ่งมีเฉพาะในรังนกแท้ รวมทั้งตรวจวิเคราะห์หาส่วนผสมของรังนกนางแอ่น โดยหาปริมาณโปรตีนและกรดอะมิโน  ซึ่งพบว่ารังนกแท้จะมีส่วนประกอบหลักเป็นโปรตีนสูงกว่า 50% และมีคาร์โบไฮเดรต ประมาณ 22% ขณะที่รังนกปลอมจะมีโปรตีนเพียง 2% แต่จะมีคาร์โบไฮเดรตสูงกว่า 70%

การเลือกบริโภครังนก  จึงควรพิจารณาความเหมาะสม ทั้งด้วยคุณค่าของสารอาหาร และความเป็นรังนกแท้และรังนกปลอม เพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงในการบริโภค.

 

โหวตข่าวนี้