สนามพระ 30/08/52 - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

สนามพระ 30/08/52

โดย สีกาอ่าง 30 ส.ค. 2552 05:00
24,107 ครั้ง


พระหลวงปู่ทับ วัดอนงคาราม เนื้อเมฆสิทธิ์ พิมพ์ปางซ่อนหา

เอาอีกแร้ว พอบ้านเมืองเริ่มจะดี ก็มีอัน "หล่นแป้ก" อีกยก เพราะประกาศ พ.ร.บ. ความมั่นคง

ที่เห็นชัดว่าแย่ลง เพราะพรรคพวกที่ทำโรงแรม เพิ่งบอกว่ายอดแขกเข้าพัก ที่กำลังไต่ถึง 40-50% ตกไปอีกแล้ว เพราะต่างชาติ ที่เริ่มๆเข้ามา หายไปอีกแล้ว

เราคนไทยนั้นเฉยๆ เพราะรู้ว่า (คง) ไม่มีอะไร แต่คนต่างบ้านต่างเมือง ก็ต้องกลัว เหมือนเราจะไปเที่ยวเมืองนอก ถ้าเห็นข่าวมีจลาจล ตรึงกำลัง ฯลฯ ก็ไม่กล้าไปเหมือนกัน


พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ สวยเยี่ยม

บรรยากาศบ้าบอส์ คอแตกแบบนี้ ก็เลยทำให้ กรุเก่าๆขายพระออกมาเรื่อยๆ เพราะกำเงินไว้ดีกว่า

เร็วๆนี้ ก็มี พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ หลุดเข้าสนามอีกองค์ เป็นพระสวยสมบูรณ์ระดับ "องค์ครู" ซึ่งเคยเห็นกันมาเมื่อสิบกว่าปีก่อน แล้วก็ถูกเก็บหายไร้ร่องรอยจนแทบจะลืมไปเรยย์

สมเด็จวัดระฆัง พิมพ์พระประธาน องค์นี้ เด่นที่สัดส่วนเที่ยงตรงได้เซ็นเตอร์ เส้นสายลายพิมพ์คมชัด และ ทีเด็ด อยู่ที่ หลังพระ แบบ หลังกาบหมาก

หลังพระสมเด็จ สำคัญ จนพูดกันว่า แท้ไม่แท้ ตัดสินกันที่ หลัง นอกจาก มี หลังกาบหมาก แล้ว ยังมี หลัง หลายแบบ เช่น หลังกระดาน หลังรอยสังขยา (หรือหลังฟองเต้าหู้) หลังเรียบ

สมเด็จโต สร้าง พระสมเด็จฯ ขึ้น ราวๆปี 2409 ตอนแรกก็ลองผิดลองถูก จนได้ หลวงวิจารณ์เจียรนัย ช่างทองหลวงราชสำนัก ร.๔ แกะแม่พิมพ์ ถวาย ตามรูปทรงที่สมเด็จฯคิดขึ้น เป็นพระพุทธใน กรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือ สี่เหลี่ยมชิ้นฟัก แต่ละพิมพ์มีข้อแตกต่างสังเกตได้จาก ด้านหน้า ว่าพิมพ์อะไร

ส่วน หลังพระ อย่าง รอยกาบหมาก แบบองค์นี้ มีลักษณะเป็นรอยริ้วๆ เหมือนวางองค์พระที่ยังไม่แห้งสนิทลงบนกาบหมาก ลายกาบหมากจึงติดเนื้อพระ--เป็นการเรียกที่เปรียบเทียบได้กับลักษณะที่เป็น ไม่ซับซ้อนต้องแปลเลย

พระสวยสุดๆ องค์ที่สอง คือพระกริ่งใหญ่ หรือ พระกริ่งนอก--นอก หมายถึง นอกประเทศ ซึ่งในที่นี้คือ จีน เพราะ พระกริ่งใหญ่ มีกำเนิดในจีน สมัยราชวงศ์ถัง ราวๆพ.ศ.1161-1449 โดยคนจีนที่นับถือพุทธแบบมหายาน จำลองย่อส่วนจาก พระไภษัชคุรุ พระพุทธเจ้าทางยา


พระกริ่งใหญ่ จีน สวยจัด

พระกริ่งใหญ่ ถูกนำเข้าไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา ยุค สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเปิดค้าขายติดต่อกับต่างชาติ ชาวจีนก็นำเรือสำเภามาเซ็งลี้

สมัยก่อนการเดินทางรอนแรมในทะเลนานเป็นปีๆ เผชิญอันตรายทั้งพายุโรคภัยไข้เจ็บภูตผีปีศาจ ไม่ว่าจะชนชาติไหน ก็ต้องพึ่ง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คนจีนจึงพก พระกริ่งใหญ่ มา และเมื่อหลายคนมาลงหลักปักฐานในไทย พระกริ่งใหญ่ ก็เลยแพร่กลายเป็นที่นิยมในไทย เพราะนิสัยคนไทยนั้น ขอให้เป็นรูปลักษณ์ของพระพุทธเจ้าเถอะจะเกิดความเลื่อมใสง่ายๆ--จึงมีพวกชั่วอาศัยผ้าเหลืองตบตาเยอะแยะ จับได้เรื่อยๆเห็นอยู่

ถ้าพูดถึง พระกริ่งไทย แล้ว พระกริ่งปวเรศฯ วัดบวรฯ แพงสุด แต่ถ้าเป็น พระกริ่งนอก ก็ต้อง พระกริ่งใหญ่ จีน เนี่ยแหละ องค์นึงก็หลายล้าน

ต่อไป เป็น พระหลวงปู่ทับ วัดอนงคาราม เนื้อเมฆสิทธิ์ ซึ่งเรียกชื่อพิมพ์ว่า ปางซ่อนหา ที่มาของ ปางซ่อนหา มาจากพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าแสดงฤทธิ์ ปราบโอหังของกษัตริย์ชื่อ ท้าวผกาพรหม ซึ่งอวดอ้างว่า เก่งที่ซู้ด แต่พอหา พระ พุทธเจ้า ไม่พบ เพราะทรงเนรมิตกาย ซ่อน อยู่ในมวยผมของ ท้าวผกาพรหม ทำให้ ท้าวผกาพรหม ยอมแพ้ละทิฐิ--เรื่องนี้นักการเมืองที่นึกว่า กูเก่งกูเก๋เท่กว่าใคร จำไว้มั่ง จะได้ไม่ทำบ้านเมืองเจ๊งเพราะอวดเก่ง

สำหรับ เนื้อเมฆสิทธิ์ ออกสีเขียวๆนั้น ได้มาช่วงที่คนโบราณทั้งพระทั้งฆราวาส กำลังเห่อ เล่นแร่แปรธาตุ หวังว่า ผสมสูตรต่างๆไปแล้ว จะได้ ทองคำ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครได้ ไม่งั้นร้านทองคงเจ๊งป่นปี้

แต่ก็ได้ เนื้อโลหะ แปลกๆมาหลายเนื้อ เช่น เนื้อเมฆพัตร เนื้อเมฆสิทธิ์


พระร่วงยืนสนิมแดง กรุบ้านหัวเกาะ สุพรรณบุรี พิมพ์เล็ก ของธนกร กาญจนวิสิษฐพล บ.จิ๊วฮวด

หลวงปู่ทับ จึงเอา เนื้อเมฆสิทธิ์ ที่ท่านเล่นแร่แปรธาตุได้มา มาสร้าง เป็นเนื้อพระ กำกับปลุกเสกให้มีอานุภาพคุ้มครองป้องกันภัย และเชื่อกันว่าหากใช้คู่กับ ราหูกะลาแกะ หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง นครปฐม ด้วยแล้ว จะยิ่งทวีความวิเศษ คุ้มครองดวงชะตาได้ ยามที่ดวงต่ำดวงตกก็คุ้มครองให้อยู่รอดปลอดภัย ยามดวงขึ้น ก็จะส่ง เสริมให้มีอำนาจวาสนา แต่หาพระแท้ๆยากมาก--องค์นี้ ของ เสี่ยหมู บางบอน พระสวยสภาพเดิมๆ ราคาหลักแสนต้นๆ...

งั้นก็ไปดู ราหูกะลาแกะ หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง ซะเลย

พระราหู เป็น เทพนพเคราะห์ ที่เข้าเสวยอายุของมนุษย์ จึงมีความเชื่อในการบูชาเทพนพเคราะห์ทั้ง 9 คือ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัส พระศุกร์ พระเสาร์ พระเกตุ พระราหู แต่ละองค์ก็มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆกัน ส่วน พระราหู นั้นฤทธิ์ร้ายสุดแรงสุด...

ตำนานพราหมณ์ กล่าวว่า พระราหู เกิดจากการที่ พระอิศวร เอาหัวผีโขมด 12 ตัวมาบด พรมด้วยน้ำอมฤต จนเกิดเป็นเทพบุตรชื่อ ราหูเทพบุตร...

พอเทวดาทำพิธี กวนน้ำอมฤต ก็ชวน พระราหู ร่วมพิธี แต่ พระราหู กลัวมือด้านเป็นตาปลา ก็เลยแกล้งบีซี่ พอเขากวนเสร็จก็แอบเข้าไปดื่มน้ำอมฤตฟรี พระอาทิตย์ กับ พระจันทร์ เห็นก็เลยไปฟ้อง พระวิษณุ จนกริ้วจัด ขว้างจักรไปถูก พระราหู จนกายขาดสองท่อน แต่อานุภาพที่ดื่มน้ำอมฤตไปแล้ว พระราหู จึงไม่ตาย แต่ล่องลอยอยู่ในชั้นฟ้า และหาโอกาสแก้แค้น พระอาทิตย์ กับ พระจันทร์ ทีเผลอ โดยจับกลืนลงท้อง ทำให้เกิด สุริยุปราคา และ จันทรุปราคา...


เหรียญพระไพรีพินาศ 2495 เนื้อทองคำ ลงยา ของบอย ท่าพระจันทร์

ความที่ พระราหู ฤทธิ์มากน่ากลัว แต่มีคุณทางป้องกันอันตราย ต้านคุณไสยและภูตผีปีศาจ และค้ำจุนดวงชะตาไม่ให้ตกต่ำ โบราณาจารย์จึงจัดพิธีบูชา เป็นมิตรกับ พระราหู ซะ และนิยมจัดสร้าง เครื่องรางของขลัง แกะเป็น รูปพระราหู ด้วย กะลาตาเดียว โดยมักจะแกะคู่ เป็นพระราหูอมพระอาทิตย์ 1 และพระราหูอมพระจันทร์ 1 กำกับด้วยพระยันต์ สุริยประภา และ จันทรประภา และถ้าลงยันต์สุริยประภาในเวลาเกิดสุริยคราส และลงยันต์จันทรประภาตอนเกิดจันทรคราส จะขลังนักเชียว...

ตามด้วยพระกรุเก่าคือ พระร่วงยืน สนิมแดง กรุบ้านหัวเกาะ สุพรรณบุรี พิมพ์เล็ก ของ เสี่ยธนกร กาญจนวิสิษฐพล แห่ง บ.จิ๊วฮวด ขายซอสปรุงรส

พระกรุนี้ คนสุพรรณหาตลอด เพราะเชื่อว่ามีพุทธคุณหนุนให้เจริญรุ่งเรืองไม่รุ่งริ่ง ถ้าสวยขนาดนี้ แพงหลักแสนต้นๆ...

เลยไปดูสนามเหรียญ อันแรก สวยเรี่ยม คือ เหรียญพระไพรีพินาศ 2495 เนื้อทองคำ ลงยา ของ เสี่ยบอย ท่าพระจันทร์...

มีคนถามว่า ลงยา หมายถึง ยาอะไร (คงนึกว่าเป็นยาแก้ไข้แก้ปวด) ลงยา หมายถึงศิลปะการลงสารเคมีสีสันต่างๆลงบนลวดลายในเนื้อวัสดุที่เป็นโลหะหรือ ลงสี และนิยม ลงยา ในเนื้อทองคำหรือเงินมากกว่าเนื้อโลหะธรรมดาๆ เพราะต้องใช้ความประณีต ของที่จะนำมา ลงยา ก็ต้องมีคุณค่ามีราคา ใครอยากจะลงยาในเนื้อตะกั่ว...

แต่ถ้า ลงยาราชาวดี จะหมายถึงการลงยา (ลงสี) เคลือบเนื้อทองให้เป็น สีฟ้า ซึ่งเป็นสไตล์ของแขกเปอร์เซีย--ถ้าเป็นการลงสีในกระเบื้อง โดยใช้ แม่สีทั้ง 5 คือ ดำ แดง ขาว เขียว เหลือง จะไม่เรียกว่า งานลงยา แต่จะเรียกว่า งานเบญจรงค์ ทราบแล้วเปลี่ยน...

เหรียญไพรีพินาศ อันนี้รักษาดีเยี่ยม สภาพเดิมเกือบ 100% ผิวที่ ลงยา สีแดง ไว้ก็เนี้ยบกริบ ไม่ถลอกลอกหลุด ราคา 4-5 แสน เศรษฐีก็คงโอเค...


หนุมาน ชนะภัย วัดเตาเหล็ก เครื่องรางของขลังรุ่นดัง

อีกเหรียญหายาก คือ เหรียญหล่อ อรุณเทพบุตร หลวงพ่อบ่าย วัดช่องลม สมุทรสาคร จาก เสี่ยเด่น อยุธยา เหมือนกัน...

ตำนาน อรุณเทพบุตร ของพราหมณ์-ฮินดู "หนุก" มาก มีว่า พระกัศยปมุนีเทพบิดร มีเมีย 2 ต้องห้ามตามตำรา คนหนึ่งชื่อ นางกัทรุ ได้ขอพรจากสามี พระกัศยปมุนี ให้มีลูกหลายๆคน ก็สมพรปาก เพราะได้ลูกเป็น พญานาค ถึง 1 พันตัว ให้อาศัยอยู่ในบาดาล--ให้จับปลากินไป เพราะเลี้ยงลูกด้วยนมไม่ไหว เต้าพังแน่...

ส่วนเมียอีกคนชื่อ นางวินตา ขอพรให้มีลูก 2 คนก็พอ แต่ให้ลูกมีอำนาจวาสนา จึงคลอดลูกมาเป็นไข่ 2 ฟอง ความที่ใจร้อนเลยทุบไข่แตก 1 ใบ ลูกที่คลอดก่อนกำหนด เลยมีกายแค่ครึ่งท่อนบน ชื่อ อรุณเทพบุตร...

ลูกก็เลยโกรธแม่ที่ให้เกิดมาไม่หล่อ จึงสาบแม่ให้ เป็นทาส นางกัทรุ เมียอีกคนของพ่อ จนกว่าลูกคนที่สอง จะมาช่วยให้พ้น จากการเป็นทาส--แสดงกตัญญูต่อแม่แล้ว อรุณเทพบุตร ก็เหาะไปเป็นโชเฟอร์กิตติมศักดิ์ให้ พระอาทิตย์...

นางวินตา ก็เลยไม่กล้าทุบไข่อีกใบ ต้องรอจนลูกอีกคนออกจากไข่ ก็คือ พญาครุฑ ซึ่งเกิดมาก็ตัวใหญ่เท่าฟ้า มีรัศมีรอบตัวเหมือนไฟไหม้ เวลากะพริบตาเหมือนฟ้าแลบ เวลาขยับปีก ภูเขาก็จะตกใจหนีหายไปพร้อมพระพาย...

ฟังจากตำนาน เหมือน อรุณเทพบุตร จะไม่ดี แต่ หลวงพ่อบ่าย ต้องเห็นอะไรดี ท่านถึงเอามาจัดสร้างเป็น เหรียญหล่อ และได้รับความนิยมท่วมท้น เล่นกันหลายแสน เพราะท่านเป็นบรมครูด้านพุทธาคมของพระเกจิดังๆของฝั่งทะเลตะวันตก เช่น หลวงพ่อแก้ว วัดช่องลม หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม...

ความเก่งกาจของ อรุณเทพบุตร อยู่ที่ได้พรจาก พระกัศยปมุนี ให้มีอำนาจ แม้จะมีกายาแค่ครึ่งท่อน แต่ก็เก่งกล้า จน พระอาทิตย์ ซึ่งจะเลือกเทพบุตรองค์ไหนก็ได้ไปรับใช้ใกล้ชิด เลือก อรุณเทพบุตร เป็นสารถีประจำตัว--ก็คง เมาไม่ขับ ด้วย...


เหรียญหล่อ อรุณเทพบุตร หลวงพ่อบ่าย วัดช่องลม สมุทรสาคร ของเด่น อยุธยา

แต่ที่ต้องยอมรับถึงอำนาจ อรุณเทพบุตร คือ ทุกวันที่โลกจะเริ่มวันใหม่ ก่อนจะเห็น พระอาทิตย์ อันทรงอำนาจ ทุกสรรพสิ่งในโลกจะเห็น อรุณเทพบุตร ก่อน--เราจึงเรียกแดดยามเช้าที่แสงทองเรื่อๆจับขอบฟ้าว่า อรุณ แสงอรุณ คือ แสงรัศมี ของ อรุณเทพบุตร นั่นเอง...

เรื่อง ลูกน้อง ที่มีอำนาจบารมีมากๆ จนนายต้อง ยอมให้ ยังมีอีก เช่น ตอนศึกแย่งน้ำอมฤต พระวิษณุ (หรือพระนารายณ์) ออกมาช่วยเทวดาและพระอินทร์ขัดขวาง พญาครุฑ ไม่ให้จิ๊กน้ำอมฤตไปได้...

แต่รบไม่ชนะกัน จึงตกลงพบกันครึ่งทาง โดย พระวิษณุ ให้พร พญาครุฑ ว่า ให้เป็นอมตะและให้อยู่ตำแหน่ง สูงกว่าพระวิษณุ ส่วน พญาครุฑ ก็สัญญาว่า จะยอมเป็นพาหนะให้ พระวิษณุ แต่จะเป็น ธงครุฑพ่าห์ ปักบนรถศึกของ พระวิษณุ ซึ่งอยู่สูงกว่า ก็เลยแฮปปี้เอ็นดิ้ง...

และจากตำนานที่ พระนารายณ์ประทับบนพญาครุฑ นี้ ก็มีการจัดสร้างเป็นวัตถุมงคลดังเปรี้ยง คือ พระนารายณ์ ทรงครุฑ ประทับพระราหู ของ พระเดชพระคุณพระเทพภาวนาวิกรม วัดไตรมิตรฯ ทำให้ยิ่งมีพลานุภาพ เพราะอัญเชิญทั้ง พระนารายณ์ พญาครุฑ พระราหู มารวมกัน ทรี อิน วัน...

เข้าสนาม พระใหม่ วันนี้ มีเครื่องรางของขลังรุ่นดังครองตลาดมาตั้งแต่เปิดตัว จนวัดจัดสร้างไม่ทัน คือ หนุมาน ชนะภัย วัดเตาเหล็ก เพราะหล่อได้ครั้งละไม่มาก แล้วก็ต้องนำมาเข้าพิธีตามตำราโบราณของหลวงพ่อที่ละเอียดเข้มขลังมาก แต่ตอนนี้ จัดสร้างครบตามจำนวนแล้ว ส่งมอบกระจายไปตาม ไปรษณีย์ ทั่วประเทศเรียบร้อย...

เช็กยอดล่าสุด เหลืออีกแค่ 1,300-1,500 ตัว หมดแล้วไม่มีการสร้างเสริม ติดต่อได้ที่ ไปรษณีย์ ส่วนที่วัดเตาเหล็ก ไม่มี เพราะหลวงพ่อบอกว่ากำลังอยู่ระหว่างเข้า พรรษา ไม่อยากให้พระสงฆ์วุ่นวายรับเช่าวัตถุมงคล อยากให้มุ่งปฏิบัติ จึงขอร้องโยมให้ไปเช่าจากตัวแทน คือ ไปรษณีย์ หรือสอบถามที่สปีริต ปินเกล้า 0-2886-6386...


ราหูกะลาแกะ หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง นครปฐม ของหมู บางบอน

ก่อนจะออกจากสนามพระวิภาวดี สีกาอ่าง มี คา-ถามหาลาภ มาฝากท่านผู้ชม โดยเฉพาะหนุ่มโสด หนุ่มทึนทึก และหนุ่มลงจากคานไม่ได้...

วันก่อน ขณะที่คนดัง เช่น พล.อ.สุรพันธ์ พุ่มแก้ว เสี่ยพัลลภ บัวสุวรรณ เสี่ยไพวงษ์ เตชะณรงค์ กำลังนั่งคุยเรื่องพระ กับ ภัทรพนธ์ บุญลือพันธ์ เจ้าของนิตยสารสปีริต ซึ่งแวะไปกินกาแฟที่บางกอก ทูเดย์ ต่างคนก็อวดเจ้าของหนังสือพระว่ามีพระดี สักพัก เสี่ยเผด็จ ภูรีปติภาน ก็เข้ามาสมทบ น้องๆเลยถามว่า แล้วพี่เด็จ มีพระอะไรดี...

เสี่ยเผด็จ บอกว่า พระดีๆหายหมดแล้ว เคยมีเบญจภาคีก็หายที่สนามกอล์ฟ ตอนนี้พี่ใช้แต่ คาถามหาลาภ ใช้แค่นี้ก็รวยมีลาภแล้ว...

ความที่ เสี่ยเผด็จ รวยทุกทีเวลาเล่นป๊อกเด้ง เลยทำให้ทุกคนหูผึ่ง ขอให้ เสี่ยเผด็จ บอกว่า คาถามหาลาภ ว่ายังไง แล้วเตรียมปากกาจะจดกันใหญ่ เสี่ยเผด็จ บอกว่าฟังดีๆนะ แล้วท่องแจ้วๆ "อภิรยตา ปรมาลาภา" จบ...

ทุกคนร้องลั่น มีแค่เนี้ยะ คาถาอะไรไม่เคยได้ยิน ของหลวงพ่ออะไร เสี่ยเผด็จ บอกหน้าตาเฉย ของ หลวงพ่อเผด็จ ดัดแปลงมาจาก อโรคา ปรมาลาภา "ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ" ส่วน อภิรยตา ก็คือ "ความไม่มีภริยา เป็นลาภอันประเสริฐ" เพราะไม่มีเมีย ก็ไม่มีลูก ก็ไม่ต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย มีเงินเท่าไหร่ ใช้คนเดียวสบ๊าย แถมอยากจะทำอะไรก็ได้ ไม่ถูกเมียบังคับรังแกรังควานเหมือนพวกมีเมียทั้งหลาย อย่างนี้ถือว่าเป็น มหาลาภ ที่สุดแล้ว--สรุปว่าเป็นคาถาของพวกหาเมียไม่ได้ เจ้าค่ะ อามิตตพุทธ.

สีกาอ่าง

โหวตข่าวนี้
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement