advertisement

คุณหลงสามีจนลืมลูกหรือเปล่า?

โดย นายแพทย์ กัมปนาท ตันสิตบุตรกุล 3 มี.ค. 2556 05:00

มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยมาขอรับการปรึกษาเนื่องจากอกหัก ผิดหวังในการใช้ชีวิตคู่ สามีนอกใจ ครอบครัวมีปัญหา โดยเฉพาะลูกก้าวร้าวเอาแต่ใจตนเองมาก บางรายต้องพาลูกไปพบจิตแพทย์เด็ก กว่าลูกจะอาการดีขึ้นมาได้ ก็เหนื่อยทั้งหมอและแม่ไปตามๆกัน

เธอเล่าให้ฟังว่าช่วงเวลาของการมีแฟน ช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ความหอมหวานในชีวิตเสียจริง จากอยู่คนเดียว มีแฟน มีคู่ สวีตกันจนถึงวันแต่งงาน หากมีเงินมีทองก็ปรนเปรอกันไปเท่าที่จะทำได้ ไม่นึกถึงปัญหาใดๆทั้งสิ้น แม้มีทะเลาะกันบ้างก็ยอมๆกันไป ไม่เคยคิดสงสัยว่าอีกฝ่ายจะมีนิสัยอย่างไร

บางคนโดนแฟนตบตีทำร้ายก็ยอม เพราะไม่แน่ใจว่าจะสามารถหาคนใหม่ได้หรือไม่ หรือขาดเขาแล้วเธอจะว้าเหว่หัวใจ รู้สึกทนไม่ได้

แม้ตอนที่มีลูกแล้วยังรู้สึกว่าให้ความสำคัญกับสามีมากกว่าลูกเสียอีก ด้วยการปรนเปรอ เอาใจใส่ ด้วยความคาดหวังที่เต็มเปี่ยม เพื่อให้ครอบครัวมองแล้วมีภาพลักษณ์สวยงามในสายตาของคนอื่นๆ มีพร้อมทั้งพ่อแม่ลูก ทำให้เธอยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อทำให้สามีมีความสุขและอยู่กับเธอนานๆ ทั้งเรื่องเงินทอง หรือแม้แต่ความสุขของตนเอง

ส่วนลูกก็ดูเหมือนจะเป็นส่วนประกอบและเครื่องมือในการทำให้สามีหันกลับมาสนใจในครอบครัวบ้าง  (ในบางรายที่เริ่มสัมพันธภาพไม่ดีกับภรรยา แต่ยังรักลูกอยู่) จนบางครั้งลูกก็เกิดความสงสัยว่า  แม่รักใครมากกว่า ระหว่างลูกกับพ่อ

จนกระทั่งเมื่อวันเวลาผ่านไป เธอได้ประสบกับความล้มเหลวในการใช้ชีวิตคู่ (จะด้วยสาเหตุใดๆก็ตาม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการนอกใจ) พบกับความทุกข์แสนสาหัส กว่าเธอเหล่านั้นจะได้สติก็ต้องใช้เวลาพอสมควร จนสามารถทำให้เธอเริ่มอยากรู้ว่าอะไรทำให้เธอเป็นไปได้ขนาดนั้น

สิ่งที่ผมบอกกับคนไข้ในระหว่างการให้การบำบัดรักษาทางด้านจิตใจเพื่อเป็นแนวทางให้เกิดความเข้าใจ  ยอมรับรู้ตนเอง และเพื่อป้องกันมิให้เกิดเรื่องราวซ้ำๆอีก ก็คือให้รู้จักเข้าใจจิตใจตนเองว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่บ้าง เช่น มีความคาดหวังกับการมีชีวิตคู่มาก อาจจะเพราะจากการขาดความรักในอดีตจากพ่อแม่ เมื่อมีคนรักก็ทุ่มเทเต็มที่ไม่ลืมหูลืมตา และคิดว่าชายคนรักจะสามารถมาทดแทนการขาดความรักในอดีตได้

ความจริงแล้วคนรักกันมิใช่ใครจะมาทดแทนใคร หากแต่คนรักกันนั้น คนทั้งสองต้องเข้ามาแบ่งปันให้กันมากกว่า

บางคนถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวที่หัวโบราณ มองว่าการเป็นภรรยาที่ดีต้องปรนนิบัติสามีทุกเรื่อง ห้ามมิให้เกิดการหย่าร้างในชีวิตคู่เด็ดขาด ก็เลยต้องทนไป และหลอกตัวเองว่าสิ่งที่พบเจอเป็นสิ่งยังดีอยู่

แม้ในบางคู่อาจจะมองเห็นว่าเป็นสิ่งที่ทรมานจิตใจ แต่ก็มักจะบอกตัวเองว่าไม่มีทางเลือก และมักจะปิดรับการสงสารตัวเอง อยู่ในสังคมสิ่ง– แวดล้อมที่เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบแข่งขัน เห็นเพื่อนมีความสุข เห็นเพื่อนได้แต่งงานและใส่ชุดแต่งงานสวยๆ ก็เกิดความใฝ่ฝัน จะต้องทำให้ได้บ้าง ตามค่านิยมของสังคม บางทีก็ไปคว้าผู้ชายที่ไม่ได้เรื่อง แต่ก็หลับหูหลับตาคว้าไปด้วยความหลง  ทำเพื่อรักษาหน้าตาสถานะทางสังคม ที่แย่กว่านั้นบางคู่ก็ทำเพื่อแข่งขันหรือประกาศกับสังคมว่าฉันไม่น้อยหน้าใคร มารู้ตัวอีกทีก็สายเกินไปเสียแล้ว

บางคนมิใช่ว่ามิได้สติ แต่เพราะทนไม่ได้หากว่าต้องเลิกรากันไป มองว่าเป็นความล้มเหลวของชีวิตตนเอง ดังนั้นก็เลยคิดแต่เรื่องการเอาชนะกัน เรียกว่า “เสียทองเท่าหัว ไม่ยอมเสียผัวให้ใคร ถ้าปรนเปรอได้ เสียเท่าไรก็ยอม” บางทีก็จะเห็นครอบครัวเหล่านี้ “ต่อหน้าดูระรื่น ลับหลังทุกข์ระทม” ก็มีถมไปครับ

และเมื่อได้รู้จักและเข้าใจตัวเองแล้ว ต้องมาปรับวิธีคิดกันใหม่ สำหรับผู้หญิงหลายคนที่กำลังจะมีคู่ และผู้หญิงหลายคนที่ล้มเหลวในชีวิตคู่ไปแล้ว ด้วยประเด็นเหล่านี้คือ

เวลาที่คบกัน ควรจะมีเวลาที่ศึกษานิสัยใจคอกันอย่างสม่ำเสมอ ไม่น้อยกว่าหนึ่งปีขึ้นไป ประเภทอยู่ต่างจังหวัด เจอกันเดือนสองเดือนครั้ง ต่อให้คบกันสิบปีก็ไม่มีประโยชน์ เมื่อคบหากันได้สม่ำเสมอ จะได้เห็นนิสัยใจคอได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จะได้ไม่ต้องคิดเองเออเองไปเรื่อย ตอนรักตอนหลงก็คิดไปว่าเขาดีไปหมด เลยแก้ตัวให้เขาไปเรื่อยๆ

ลองสังเกตแนวคิด ความขัดแย้งกัน รวมถึงการแสดงออกทางอารมณ์และเหตุผลเมื่อมีการทะเลาะกัน ถ้ามีการลงไม้ลงมือกัน ก็ถอยออกไปให้ห่างหรือหยุดความสัมพันธ์ไว้ก่อนดีกว่า จะชั่วคราวหรือถาวรก็ขึ้นอยู่กับการแก้ไขพฤติกรรมของเขา ยังไม่จำเป็นต้องเลิกรากัน ควรให้เวลาในการทบทวนสัมพันธภาพกันใหม่ ให้เวลาในการปรับตัวปรับใจซึ่งกันและกัน แล้วค่อยเริ่มมาคบกันใหม่อีกครั้งยังไม่สาย

เมื่อรู้จักนิสัยใจคอของตนเองแล้ว ก็ลองถามตัวเองว่าจะพัฒนานิสัยใจคอตนเองได้หรือไม่ เพราะการมีชีวิตคู่ที่ดี ทั้งคู่ควรเติบโตไปด้วยกัน และคนส่วนใหญ่ก็มักจะหวังให้คนอื่นพัฒนาตนเอง โดยที่ตนเองไม่ได้พัฒนานิสัยตนเองเลย อย่างนี้คงไปด้วยกันไม่รอด

ชายหญิงควรทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “ความรัก” กับ “ความหลง”  กันอีกครั้ง  อย่าเอาสองคำนี้มารวมกัน  และเพ้อฝันสะเปะสะปะไปเรื่อย

แค่สบตาเธอ เห็นเธอเป็นคนในอุดมคติของฉัน ก็คิดไปแล้วว่าเรารักกัน ทั้งๆที่ก็เป็นแค่ความหลง หากจัดการกับความหลงไม่ได้ ปล่อยไว้นานวันจะเพิ่มความรุนแรงเป็น “หลงผิด” ฝังจิตฝังใจไปจนวันตาย จนลืมรักตนเอง ลืมมองคุณค่าในตัวเอง

ในที่สุดก็นำไปสู่ภาวะหรือโรคซึมเศร้า และจบชีวิตลงด้วยการทำร้ายตนเอง...น่าเสียใจหากมีลูกก็คงไม่เหลืออะไรให้ภาคภูมิใจ...นอกจากปมด้อยนะครับ.

 

นายแพทย์ กัมปนาท ตันสิตบุตรกุล

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement