advertisement

"ท้องผูก" เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ (5)"ริดสีดวงทวาร"

โดย สาทิส อินทรกำแหง 15 ก.ค. 2555 05:00

วันนี้ (8 กรกฎาคม 2555) ผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายเรื่องการออกกำลังกายกับ I.S. (ภูมิชีวิต) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติฯ

แม้ว่าหัวข้อการประชุมจะเป็นเรื่องของการออกกำลังกาย แต่ก็มีเรื่องเกี่ยวกับ “ท้องไส้”นำขึ้นมาพูดด้วย

เรื่องเกี่ยวกับท้องไส้นั้น ก็บังเอิญมีเรื่องเกี่ยวกับ “ท้องผูก” ซึ่งเป็นบทความชุดที่เรากำลังคุยกันอยู่ขณะนี้

เวลาของการบรรยายมีจำกัด และเรื่องเกี่ยวกับท้องไส้ก็มีเรื่องของ “ริดสีดวงทวาร” อยู่ในหัวข้อของการบรรยาย โดยเหตุที่เวลามีไม่พอ ผมก็เลยขอยกเอาเรื่อง “ริดสีดวงทวาร” มาพูดต่อในคอลัมน์ “ปั้นชีวิตใหม่ด้วยชีวจิต” ของสัปดาห์นี้ด้วย

“ริดสีดวงทวาร” เป็นเรื่องของโรคที่แสนจะสามัญสำหรับคนไทย เรารู้จักโรคนี้มานานตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย จนกระทั่งถึงบัดนี้ก็เห็นจะเป็นเวลาหลายร้อยปีได้แล้วกระมัง แต่โดยเหตุที่เป็นโรคซึ่งแสนจะธรรมดา และผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ ก็ไม่มีอาการหนักหนาสาหัสจนถึงกับเรียกว่าเป็นการป่วยหนัก ผู้ป่วยก็มักจะปล่อยชีวิตของผู้ป่วยให้เป็นไปตามสบาย อย่างเช่นเคยไปทำงานตามปกติอย่างไรก็ทำอย่างนั้น บางครั้งมีเลือดออกมาบ้างเวลาถ่ายอุจจาระก็มักจะทำเฉยๆ ไว้ ถ้าเลือดออกมากก็หยุดทำงานสัก 2-3 วัน พอเลือดหยุดแล้ว ก็กลับไปทำงานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนี้ เป็นต้น

คิดว่ามันคงเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เรื่องเล็กๆ นี่แหละ อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงขนาดเป็นมะเร็งได้ ฉะนั้น คราวนี้ก็ต้องขออนุญาตคุยเรื่อง “ริดสีดวงทวาร” เป็นเรื่องใหญ่กันเสียตอนนี้ก่อน ตัดไฟแต่หัวลมดีกว่าปล่อยให้มันเป็นเรื่องใหญ่สาหัสจนแก้ไม่ได้ อย่างนี้ดีไหมครับ

ก่อนอื่นต้องขอเริ่มด้วย เรื่องของวิชาการกันสักนิด “ริดสีดวงทวาร” เรียกเป็นภาษาแพทย์ว่า HAEMORRHOIDS ซึ่งแปลเป็นภาษาสามัญเกี่ยวแก่อาการของโรคก็คือ “การท่ีเส้นเลือดดำขยายโป่งพองที่บริเวณตอนปลายของทวารหนัก”

ต่อไปนี้ คืออาการโดยกว้างๆ ของ “ริดสีดวงทวาร”

1. มีเลือดออกทางทวารหนัก เลือดที่ออกนี้อาจจะเป็นเลือดสีแดงสดๆ อาจจะมีเพียงเล็กน้อย เช่น ตอนเอากระดาษชำระเช็ดก็มีสีแดงจางๆ ติดกระดาษออกมา หรืออาจจะมีเลือดค่อนข้างดำเป็นบางครั้งเลือดออกแบบนี้จะออกมาพร้อมกับตอนถ่ายอุจจาระ

2. รู้สึกเจ็บปวดตอนเลือดออก

3. บางทีก็รู้สึกคันๆ แถวรูทวารเป็นการคันแบบรำคาญๆ หรือบางครั้ง ไม่มีเลือด แต่จะเหมือนมีเมือกออกมา

4. รู้สึกเหมือนมีก้อนนุ่มๆ บริเวณปากทวาร บางคนจะรู้สึกว่าก้อนนุ่มๆ นี้อยู่ภายในปากทวาร อาจจะอยู่ลึกเข้าไปสัก 2-3 นิ้ว เอานิ้วล้วงเข้าไปจะสัมผัสได้ (ขอประทานโทษ อย่านึกอะไรมาก อวัยวะของเราเอง ลองตรวจดูจะได้หายสงสัย)

5. มีความรู้สึกแปลกๆ หลังจากถ่ายอุจจาระแล้ว จะรู้สึกเหมือนยังถ่ายไม่หมด ยังรู้สึกว่าจะต้องถ่ายซ้ำอีกเรื่อยๆ

สำหรับความรู้สึกแบบนี้ จะเกิดขึ้นเพราะก้อนริดสีดวงนั้นโตผิดปกติ แสดงว่าคงจะเป็นมานานพอสมควร

6. สำหรับความรู้สึกแบบข้อ 5. ข้างบนนี้ ขอแนะนำว่าคงจะต้องให้แพทย์ตรวจโดยละเอียด เพราะก้อนริดสีดวงนั้น อาจจะเป็นก้อนเนื้อร้ายได้

เอาละครับ ทีนี้เราลองมาศึกษากันถึงสาเหตุที่แท้จริงว่า อะไรทำให้เกิดมีก้อนริดสีดวงที่ลำไส้ใหญ่

ผมมีเพื่อนซึ่งเป็นริดสีดวงหลายคน มีทั้งเพื่อนต่างชาติและเพื่อนคนไทย ได้มีโอกาสศึกษากับแพทย์ทั้งฝรั่งและไทย

แพทย์หลายท่าน (สมัยก่อน) มีความเชื่อว่าเกิดจากท้องผูก และเมื่อผู้ป่วยไม่ได้ถ่ายหลายวัน พอตอนจะถ่ายก็ถ่ายไม่ออก ต้องเบ่งอุจจาระอย่างแรงมากๆ จึงเกิดเป็นก้อนริดสีดวงแบบนี้

สมัยก่อนสัก 30-40 ปีที่ผ่านมานี้ ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ยังมีไม่มาก ผู้ป่วยจึงไม่ค่อยเกิดความกลัวว่า ริดสีดวงทวารอาจจะไม่ใช่ริดสีดวงทวาร แต่อาจจะเป็นก้อนมะเร็งก็ได้

ความรู้สึกกลัวยังไม่มี จึงมีแต่การสรุปง่ายๆ ว่า ริดสีดวงทวารเกิดขึ้นเพราะท้องผูก และผู้ป่วยต้องเบ่งอุจจาระอย่างแรงจนเกิดเป็นก้อนริดสีดวงขึ้นมา

เห็นหรือยังครับว่า ทำไมผมถึงเอาเรื่องริดสีดวงทวารมาเข้าชุดกับเรื่อง “ท้องผูก”

ถ้าเป็นเรื่องริดสีดวงทวารเกี่ยวกับเรื่องท้องผูกจริงๆ วิธีแก้ไขก็จะพูดกันถึงต้นเหตุแท้จริงเสียก่อน แล้วจึงจะพูดถึงวิธีแก้ไขและบรรเทาอาการของริดสีดวงทวาร

แต่ตอนนี้ขอเล่าถึงเกร็ดความรู้เกี่ยวแก่มะเร็งลำไส้และริดสีดวงทวารสักนิด

ความรู้ต่างๆ เกี่ยวแก่วิชาการด้านการแพทย์และการรักษาโรคภัยไข้เจ็บนั้น ส่วนมากเป็นความรู้แบบตะวันตก

ความรู้แบบตะวันตกนั้น เนื้อหาเบื้องต้นก็เป็นเนื้อหาแบบของอเมริกาและอังกฤษ

แต่เมื่อสมัยเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ผมได้ ความรู้เพิ่มขึ้นว่า วิชาการทางการแพทย์ตะวันตกนั้นของโซเวียตรัสเซียก็มีอยู่อย่างมากมาย

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองนะครับขอ

บอกไว้ก่อน ความรู้ทางวิชาการเป็นของสากล ไม่เกี่ยวกับการเป็นกลุ่มคอมมิวนิสต์ หรือกลุ่มการเมืองแบบอื่นๆ

อย่างเรื่องของริดสีดวงทวารและเรื่องอาการป่วยทางช่องท้องและลำไส้ ผมได้พบว่า การศึกษาในด้านนี้ของโซเวียตรัสเซียได้ศึกษากันอย่างละเอียดและลึกซึ้งมาก

เขาได้แบ่งสาขาการศึกษาและวิจัยเรื่องลำไส้ใหญ่โดยเฉพาะ และได้ตั้งเป็นสถาบันเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่ ที่เรียกว่า สถาบัน PROCTOLOGY เกี่ยวแก่รูทวารหนัก และเกี่ยวกับส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ (ANUS, RECTUM และ SIGMOID) โดยเฉพาะเลย

การศึกษาเฉพาะส่วนเช่นนี้ โซเวียตรัสเซียทำได้ลึกซึ้งมาก จนมีข้อสรุปได้ว่า ริดสีดวงทวารทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ (เฉพาะบางรายเท่านั้นนะครับ ไม่ใช่ทุกราย)

มีข้อสรุปน่าสนใจหลายข้อ ขออนุญาตพูดถึงรายละเอียดสักนิดคราวหน้า และจะพูดถึงวิธีแก้และรักษาริดสีดวงทวารไปพร้อมกันเลย

แต่ก่อนจะถึงรายละเอียดคราวหน้า ขอให้จำต้นเรื่องคราวนี้ไว้รวมกันคราวหน้าด้วยนะครับ

อ้อ ครั้งที่แล้ว ยาแก้ปวดสะกดผิดไปนิดหนึ่งครับ คำเต็มๆคือ “ IBUPROFEN” ขาดตัว I นำหน้าไป กรุณาแก้ให้ถูกต้องด้วย.

***************

โหวตข่าวนี้