วันนี้ขอต่อเรื่อง “โรคซึ่งเป็นโรค” กลุ่มที่ 6 คือ คลาไมเดีย (CHLAMYDIA) อีกหน่อยหนึ่งครับ “กำลังมัน”
ที่ว่า “กำลังมัน” ก็เพราะผมคิดว่าคงจะคุยเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่ จำเจ้าโรค “ริคเคตเซีย” (RICKETTSIA) ซึ่งผมเอ่ยถึงเมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้ไหมครับ โรคนี้เป็นโรคซึ่งจัดว่าอยู่ในกลุ่มคลาไมเดียได้
ผมเคยป่วยด้วยโรคนี้มาเอง จึงคิดว่าจะคุยกันอย่างสนุกและมันได้พอสมควร
เมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว ตอนนั้นผมเกษียณ อายุและกลับมาอยู่เมืองไทยใหม่ๆ เพื่อนๆชวนไปเที่ยวป่าเมืองกาญจน์
สมัยนั้น ป่าเมืองกาญจน์ ยังมีความเป็นป่าธรรมชาติอยู่มาก เพื่อนๆพาบุกป่าจนถึงชายแดนพม่า
จำได้ว่าต้องเดินกันตลอดวัน กลับมาถึงที่พักซึ่งเป็นกระท่อมซอมซ่อเก่าๆ ผมหมดแรงไม่ต้องถอดเสื้อผ้าล้มตัวลงนอนก็หลับทันที ก่อนจะหลับจำได้รางๆเลือนๆว่า ฝากระท่อมข้างที่นอนมีรอยแตกและมีกิ่งไม้ลอดรอยแตกเข้ามาถึงที่นอน ผมหลับไปในขณะที่เอาแขนทั้งแขนทับกิ่งไม้และรอยแตกข้างฝากระท่อมนั้น
ตื่นขึ้นมาตอนเช้ารู้สึกว่า แขนข้างนั้นบวม มีอาการขัดและปวดนิดๆ ลองมาตรวจดูปรากฏว่า นอกจากแขนจะบวมแล้ว ยังมีรอยเป็นจุดแดงๆเต็มแขน นึกว่าคงเป็นเพราะหนามจากกิ่งไม้ซึ่งลอดมาในฝากระท่อมนั้นมันเกี่ยวเอา เป็นจุดแดง แขนบวมหน่อยๆ ก็ช่างมันเถอะ ไม่กระไรนัก
ที่ไหนได้ กลับมาถึงกรุงเทพฯไม่กี่วัน อาการที่ว่า “ไม่กระไรนัก” กลายเป็นหนักหนาสาหัสทันที
มีอาการหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆกัน เริ่มด้วยอาการปวดหัวอย่างรุนแรง หนาวสั่น สมองมึนงง บางครั้งมีอาการเลอะเลือน ไข้ขึ้นสูง และจุดแดงที่ว่ามีที่แขนแห่งเดียวนั้น เริ่มลุกลามเป็นจุดไปตามใบหน้าและตามตัวทั่วไปหมด
อาการบางอย่างดูเหมือนไม่สำคัญ แต่มันทำให้รำคาญนักหนา ก็คือ อาการปวดเมื่อย แรกๆ เหมือนปวดเมื่อยแบบคนแก่ แต่อยู่มาพักเดียว มันจะปวดไปทั้งตัว ปวดถึงกระดูก เริ่มนอนไม่หลับตอนแรกๆ และต่อมาก็นอนไม่หลับเลย
จะหลับไปได้อย่างไรครับ ในเมื่อมันปวดไปทั้งตัวอย่างนั้น
ผมสับสนมากตอนนั้น พยายามรวบรวมสติปัญญา แยกแยะอาการต่างๆ ของตัวเอง เพื่อจะหาสาเหตุให้ได้ว่า เราป่วยเป็นอะไรแน่
นึกถึงโรคได้สองอย่าง คือ อาการรวมเกี่ยวกับไข้ ปวดหัว หนาวสั่น ปวดไปทั้งตัวรวมทั้งปวดท้องด้วยนั้น ผมนึกไปถึง ไข้รากสาดน้อย หรือ TYPHUS (เรื่องเรียกชื่อของโรคภาษาไทยเทียบกับภาษาแพทย์นั้น ผมยังไม่ถนัดนัก หากผิดพลาดไปขออภัยด้วย ท่านผู้รู้หากจะกรุณาแจ้งให้ผมทราบสักนิด ก็จะเป็นพระคุณ FAX 0-2570-8273 ครับ)
ส่วนโรคอีกโรคหนึ่ง ซึ่งผมนึกขึ้นได้ แต่ไม่สนิทใจเลยก็คือ เอาเจ้าจุดแดงๆซึ่งเริ่มที่แขนก่อน แล้วก็ลามไปทั่วตัวนั้น คิดว่าอาจจะใช่ นั้นก็คือ ROCKY MOUNTAIN SPOTTED FEVER
ข้อสันนิษฐานข้อหลังนี้ ผมไม่ค่อยสนิทใจเลย เพราะเจ้าโรคลายจุดแดงของ ROCKY MOUNTAIN นี้ มันชอบเกิดแก่ชาวบ้านแถวแถบภูเขา ROCKY ของอเมริกา และโรคนี้เกิดระบาดทุกปีในหน้าร้อน เพราะชาวบ้านชอบเข้าป่าล่าสัตว์แถวภูเขาร็อกกี้ในหน้าร้อน
แล้วคนไทยจะไปเกิดโรคเหล่านี้จากแถวภูเขาร็อกกี้ได้อย่างไร
แต่โชคชะตาของผมนั้น เมื่อกำลังเข้าตาจน มักจะมีอะไรมาพลิกผันกลับร้ายให้เป็นดีได้บ่อยๆ
ในขณะที่ผมนอนตาแดงก่ำ เพราะพิษไข้นั่นเอง เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งก็มาเยี่ยม
เพื่อนผู้นี้เป็นแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ เขาเห็นผมนอนตัวแดงอยู่อย่างนั้น ก็เขย่าผมแรงๆ ร้องว่า “พี่ๆ พี่เจอเจ้าริคเคตเซียเข้าแล้ว”
ผมยังงงๆอยู่ จึงลองถามดูว่า เขาแน่ใจได้อย่างไร เขาก็บอกว่า “ผมแน่ใจ เพราะผมเข้ากรุงเทพฯคราวนี้ ก็เพราะเขาส่งมาประชุมเรื่องริคเคตเซีย ที่กระทรวงอยู่ขณะนี้ไงเล่า”
เท่านั้นเอง ผมก็ตาสว่างขึ้นมาทันที ได้ความรู้เพิ่มเติมว่า เจ้าเชื้อริคเคตเซีย มันข้ามน้ำ ข้ามทะเล ข้ามภูเขาร็อกกี้มาถึงเมืองไทยได้นั้น ก็เพราะตอนนั้นฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทยกันมากมาย และกาญจนบุรีก็เป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับแรกซึ่งฝรั่งชอบไปกัน โดยเฉพาะพวกชอบเข้าป่าท่องเที่ยวตามป่าเขาลำเนาไม้
เขียนมาถึงตรงนี้ อยากจะขอออกนอกเส้นทาง ใช้เวลาพักผ่อนเบรกดื่มน้ำสักนิด ขอเล่าถึงนายแพทย์อเมริกันคนหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นตอผู้ค้นพบโรคริคเคตเซียนี้
นายแพทย์ผู้นี้คือ เอช. ที. ริคเกตส์ ท่านเป็นหมอปาโถ (เรียกสั้นๆแบบแพทย์ไทย แต่เรียกเต็มๆก็คือ PATHOLOGIST) ท่านเกิดเมื่อ 142 ปีมาแล้ว พอเรียนจบได้เป็นแพทย์ ท่านก็สนใจค้นคว้าเรื่องโรคซึ่งเจ้าสัตว์ตัวเล็กๆ เป็นผู้กระจายเชื้อมาสู่คน
ทฤษฎีซึ่งน่าสนใจมากขณะนั้นก็คือ เจ้าสัตว์ตัวเล็กๆเหล่านี้ก็คือ เจ้าพวกเหา หมัด ไร เล็น เหลือบ เห็บ ซึ่งอาศัยอยู่กับสัตว์ใหญ่และกินเลือดจากสัตว์ใหญ่เป็นอาหาร
เจ้าสัตว์พวกนี้มีเชื้อโรคอยู่ในตัว เมื่อมันมากัดคนเข้า มันก็แพร่เชื้อนั้นเข้าสู่คน คนก็ป่วย เพราะติดเชื้อโรคเหล่านั้น
คำถามซึ่งอาจารย์ริคเกตส์ท่านสนใจมากก็คือ ทำไมเมื่อเจ้าพวกสัตว์หรือแมลงเหล่านี้มีเชื้อโรคเหล่านี้อยู่ในตัว แล้วทำไมมันจึงไม่ป่วยเสียเอง แต่เมื่อมันมากัดมนุษย์ เชื้อเข้าไปในตัวคน ก็ทำให้คนป่วยถึงตายได้
คำตอบซึ่งอาจารย์ริคเกตส์ ค้นพบก็คือ เจ้าสัตว์ตัวเล็กๆเหล่านี้มีภูมิต้านทานเฉพาะ (ANTIBODY) สำหรับเชื้อโรคเหล่านี้ เมื่อมันต้องอาศัยเจ้าสัตว์เล็กๆอยู่ มันจึงไม่ทำอันตรายเจ้าของบ้านที่มันอาศัยอยู่ แต่เมื่อเจ้าของบ้านไปกัดคน ก็ปล่อยเชื้อเข้าสู่คน คนไม่มี ANTIBODY ชนิดที่ต้านทานเชื้อ ก็เลยป่วยและถึงตายได้
ตอนจบของการค้นคว้าเรื่องริคเคตเซีย ซึ่งอาจารย์ท่านค้นคว้าจนค้นพบสาเหตุนั้นก็คือ ท่านได้รับเกียรติให้ตั้งชื่อโรคนั้นตามชื่อของท่าน (ชื่อ RICKETTS จึงกลายเป็น RICKETTSIA)
แต่ที่น่าเสียใจก็คือ ท่านอายุสั้น และเหตุที่เสียชีวิตนั้น ก็เพราะท่านคิดว่า ท่านคงติดเชื้อริคเคตเซีย แต่จริงๆ แล้วท่านติดเชื้อ TYPHUS ซึ่งอาการตอนแรกๆ จะเหมือนกับอาการริคเคตเซีย
ในตอนท้ายท่านเสียชีวิตด้วยโรค TYPHUS ในขณะที่อายุเพียง 39 ปีเท่านั้น
ขอสรุปท้ายเกี่ยวกับการรักษาริคเคต-
เซียของตัวผมเองว่า
1. ต้องใช้ยาประเภทปฏิชีวนะเป็นตัวนำ ซึ่งมีตัวดีๆหลายตัว ยาเหล่านี้ต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งยาให้ คุณไปซื้อยาเองไม่ได้
2. ควรจะใช้สูตร 5 เล็ก ของชีวจิตประกอบอย่างเคร่งครัด
3. ใช้วิตามินกลุ่มแอนติออกซิแดนต์และกลุ่ม B ประกอบ (A เม็ดละ 10,000 I.U., C เม็ดละ 1,000 มก., D เม็ดละ 1,000 I.U., E เม็ดละ 400 I.U. และกลุ่ม B คือ B1, B6, B12 ทั้งหมดนี้กินอย่างละ 1 เม็ด ต่อวันเป็นเวลา 2 อาทิตย์)
***********
โอกาสสุดท้ายสำหรับคอร์สสปาร์ตัน หลักสูตร ใหม่ “เริ่มชีวิตใหม่ด้วย BMU” เริ่ม 16-19 กุมภาพันธ์ 2555 พบกับอาจารย์สาทิส และกลุ่มแพทย์หลายท่าน รวมทั้งจะได้กราบฟังโอวาทธรรมะ จากท่านพระอาจารย์มิซูโอะ คเวสโก ด้วย โทร. 0-2422-9111 ต่อ 2108 หรือ 08-1376-8657.
สาทิส อินทรกำแหง




















