advertisement

ทางฝันจากเบตง 'เพ่ยเพ่ย' สาว ม.กรุงเทพ กับบันไดสู่พิธีกร

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ย. 2555 05:30

เริ่มหนาวๆ ร้อนๆ กันอีกแล้วสำหรับสถานการณ์น้ำท่วม สำหรับบางจังหวัด บางอำเภอที่ได้รับผลกระทบ 'สวัสดีแคมปัส' ก็ขอเป็นกำลังใจ เอาใจช่วย ส่วนพื้นที่ที่เป็นจุดเสี่ยง ก็ขอให้น้ำมาไม่ถึง แต่ทางที่ดีก็ควรเตรียมพร้อมรับมือไว้ดีที่สุด

สัปดาห์นี้ 'สวัสดีแคมปัส' จะพาไปรู้จักกับสาวหมวย ชื่อจีน จากบ้านเกิดเบตงสู่ ม.กรุงเทพ พร้อมกับความฝันและความสามารถด้านพิธีกร

'เพ่ยเพ่ย' นางสาวศันสนีย์ สว่างโรจน์ ชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แค่ได้ยินชื่อและเห็นหน้า ก็พอจะเดาได้แล้วว่าสาวคนนี้มีเชื้อสายจีน พอ 'สวัสดีแคมปัส' ถามกับเจ้าตัว เธอก็บอกว่า เป็นคนเชื้อสายจีนจริงๆ และบ้านเกิดก็อยู่ที่ อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งแถวนั้นก็จะมีคนเชื้อสายจีนอยู่เยอะ ภาษาที่ใช้สื่อสารก็มีคนใช้ภาษาจีนกันมาก ตอนเด็กๆ ก็เรียนในโรงเรียนจีน จึงทำให้ทุกวันนี้สามารถพูด อ่าน และเขียนภาษาจีนได้

ส่วนชื่อ 'เพ่ยเพ่ย' นั้นเธอบอกว่า ตอนเป็นเด็กเธอก็งงกับชื่อตัวเองเหมือนกัน รู้สึกไม่ชอบสักเท่าไรนัก เพราะมันแปลกแตกต่างจากคนอื่น แต่พอโตมาก็รู้สึกว่ามันเป็นชื่อที่ทำให้คนจำได้ดี และดูมีเอกลักษณ์ไปอีกแบบ ซึ่ง 'เพ่ยเพ่ย' นั้น เป็นภาษาจีนกวางตุ้ง ที่คุณยายตั้งให้แปลว่า "ความเลื่อมใส ความศรัทธา"

สาวหมวยจากเบตง เล่าถึงที่มาของการเข้ามาเรียน ม.กรุงเทพว่า ตั้งแต่เด็กๆ แล้วเป็นคนชอบทำกิจกรรมของโรงเรียนมาก ทั้งเต้น รำ ดรัมเมเยอร์ พูดสุนทรพจน์ พิธีกรโรงเรียน และเป็นดีเจคลื่นวิทยุตั้งแต่ชั้น ม.2 รวมถึงด้านศิลปะที่คุณแม่ให้เรียนพิเศษวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ก่อนจะจบชั้น ม.6 ที่โรงเรียนเบตงวีระราษฎร์ประสาน ก็คิดว่าคงจะเลือกเรียนในสองด้านนี้ แต่สุดท้ายก็เลือกด้านนิเทศศาสตร์ เพราะคิดว่าพอมีประสบการณ์ด้านการพูดมาอยู่บ้าง ทั้งพิธีกรและดีเจ และการเลือกเรียนทางด้านนี้สายงานก็น่าจะกว้างกว่าด้วย

จากเบตงสู่เมืองหลวง 'เพ่ยเพ่ย' บอกว่าต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่นานมาก จากการที่เคยมีพ่อแม่คอยช่วยเหลือในทุกๆ เรื่อง ก็ต้องมาอยู่คนเดียว ซึ่งทำให้รู้จักตัวเอง และมีความอดทนมากขึ้น เรื่องการเรียนยอมรับว่าเรามาจากพื้นฐานที่ไม่ดีมากนัก จึงต้องใส่ความตั้งใจมากกว่าคนอื่น ส่วนเรื่องเพื่อนก็ต้องมีการทำความรู้จัก เรียนรู้กันนานพอสมควรกว่าจะได้มีกลุ่มที่อยู่ด้วยกัน

"เราพยายามสังเกตคนมากๆ ว่าใครเป็นอย่างไร ต้องปฏิบัติทำตัวอย่างไร แล้วจึงเลือกปฏิบัติในทางที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด ไม่ใช่ว่าทำตามคนอื่นทุกอย่าง พ่อแม่ก็ห่วงเรามาก แรกๆ โทรหาวันละหลายครั้ง จนเราแสดงให้ท่านเห็นว่าเราสามารถอยู่ได้ ซึ่งกว่าจะได้กลับบ้านก็ช่วงปิดเทอม หรือปีละสองครั้ง"

เมื่อมาเรียนในด้านที่ตัวเองชอบและสนใจ 'เพ่ยเพ่ย' ก็พยายามเดินตามทางฝัน นอกจากการเรียนแล้ว เธอพยายามหากิจกรรมที่ทำให้ได้ประสบการณ์ในสายงาน ทั้งงานพิธีกรของมหาวิทยาลัย เป็นพิธีกรประจำชมรมร้องประสานเสียง เข้าอบรมด้านพิธีกรกับช่องแมงโก้ทีวี และก็สามารถเข้ารอบ 40 คนสุดท้าย โออิชิ เอ็มซี เสิร์ช ได้

"การได้ไปอบรมหรือทำงาน ช่วยเปิดโลกให้เรารู้ว่ายังมีคนที่เก่งกว่าเราอีกมาก เราจึงพยายามหาเวทีหรือประสบการณ์เพื่อพิสูจน์ตัวเองด้วย และเป็นแฟ้มสะสมผลงานรวบรวมเอาไว้ให้มากๆ เพราะวันหนึ่งมันจะช่วยเป็นบันไดให้เราได้รับโอกาสดีๆ ในการทำงาน พอมีงานอะไรจึงอาสาทำไว้ก่อน อย่างน้อยบางครั้งมันก็ทำให้เราภูมิใจได้บ้าง อย่างตอนปี 1 เราเห็นพี่ๆ บนเวทีรับหน้าที่พิธีกรในงานของมหาวิทยาลัย พอวันหนึ่งเป็นเราที่ได้รับโอกาสนั้นบ้าง ก็รู้สึกว่าเราก็ก้าวมาได้อีกขั้นหนึ่งแล้วนะ"

เห็นเป็นสาวไม่ยอมตกเทรนด์แบบนี้ แต่ใครจะรู้ว่างานอดิเรกหรือหากมีเวลาว่าง 'เพ่ยเพ่ย' ชอบไปวัดทำบุญ ไหว้พระมาก เธอบอกว่า คงเป็นเพราะที่บ้านปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ คุณพ่อจะพาไปวัดทำบุญตักบาตร ส่วนคุณแม่ก็ชอบนั่งสมาธิ สวดมนต์ทุกๆ วัน พอเราโตขึ้นมาหน่อยก็เรียนนักธรรม และช่วงวันพระใหญ่ ก็จะไปบวชชีพราหมณ์ที่วัดใกล้ๆ บ้าน พอมาอยู่กรุงเทพฯ ยอมรับว่าทำให้เราห่างหายทางด้านนี้ไปมาก แต่หากมีเวลาก็จะชวนเพื่อนเก่าๆ ไปวัดไหว้พระขอพร เมื่อไรที่เรามีปัญหาต้องการที่พึ่งก็จะนั่งสมาธิ สวดมนต์ ก็จะช่วยให้จิตใจเราสงบมากขึ้น ไม่รู้ความหมายของชื่อเราทำให้เป็นแบบนี้ด้วยหรือเปล่า

"ทุกวันนี้พยายามทำให้ทุกวันมีความสุข และทำให้ดีที่สุด เราเคยเป็นคนผัดวันประกันพรุ่งมาก่อน วันหนึ่งก็มานั่งเสียดาย ทุกวันนี้จึงคิดว่าอะไรที่ควรเรียนรู้ก็ต้องทำทันที แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเราต้องเป็นนั่นนี่ให้ได้ เพราะการที่เราปล่อยวาง ไม่คิดมากกับเรื่องตรงหน้ามากเกินไปก็ถือว่าเป็นความสุขแล้ว"

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement