advertisement

สุดเพอร์เฟกต์ 'ณฉัตร เมืองโคตร' มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2012

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 เม.ย. 2555 05:30

"GUTEN MORGAN" (กูเทน มอร์เกน) "สวัสดี...แคมปัส" ขอกล่าวต้อนรับแบบไม่ธรรมดาสักหน่อย เนื่องจาก "แคมปัสรับเชิญ" สัปดาห์นี้เป็นบุคคลพิเศษจริงๆ ถ้าบอกว่าเธอถือศีล 5 จะมีใครเชื่อมั้ย แต่หากจะให้นิยามกับแคมปัสรับเชิญ "สวัสดี...แคมปัส" ขอกล่าวเพียงสามคำ "สุดเพอร์เฟกต์"...

คำนี้ไม่ได้เกิดจากการตัดสินของ "สวัสดี...แคมปัส" แต่เพียงผู้เดียว หากจะเกิดจากคนทั้งประเทศก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หน้าตา ความสวย ความงาม ผิวพรรณ หรือแม้แต่ความสามารถของ "แคมปัสรับเชิญ" สัปดาห์นี้ ก็ถูกการันตีด้วยคุณสมบัติ ด้วยตำแหน่งสำคัญตำแหน่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งคงไม่ใช่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน แต่นั่นคือสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนใฝ่ฝัน กับตำแหน่ง "มิสไทยแลนด์เวิลด์"

 



หลายคนเริ่มนึกขึ้นมาได้ทันที แค่กล่าวถึงตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ แต่จะมีใครบ้างที่มีโอกาสได้รู้จักเธอ "วัลเณซ่า เมืองโคตร" หรือน้อง "ณฉัตร" มิสไทยแลนด์เวิลด์ปี 2012 ในแบบที่เป็นตัวตนของเธออย่างที่สุด "สวัสดี...แคมปัส" เชื่อว่าน้อยคนนัก ที่มีโอกาสได้สัมผัส และรู้ว่าจริงๆ แล้ว เธอเป็นใคร มาจากไหน มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร เช่นเดียวกับวันนี้ที่ "สวัสดี...แคมปัส" มีโอกาส จึงขอนำเรื่องราวดีๆ ของเธอมาเล่าสู่กันฟัง

 

 



"วัลเณซ่า" สาวน้อยวัย 20 ปี ลูกครึ่งไทย-เยอรมัน โดยคุณพ่อเป็นชาวเยอรมัน และคุณแม่เป็นคนไทย "ณฉัตร" เป็นเด็กหญิงธรรมดา ที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนสตรีภูเก็ต และเดินทางมาเรียนหนังสือต่อในระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง และพักอาศัยอยู่เพียงลำพังมาโดยตลอด จนเมื่อวันหนึ่งเธอเดินไปสมัครประกวดนางงามระดับประเทศเวทีหนึ่ง หลังจากที่เคยประกวดเวทีนางแบบมาโดยตลอด แต่แล้วชีวิต "ณฉัตร" ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป เมื่อเธอเป็นหญิงสาวที่สวยที่สุดในเวที จนสามารถคว้ามงกุฎเพชร และตำแหน่งมาครอบครองได้สำเร็จ

 

 



"ณฉัตร" เล่าว่า เวทีประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ เป็นเวทีนางงามเวทีแรก ที่ผ่านมาเธอไม่เคยประกวดนางงามเวทีไหนมาก่อน เพราะส่วนใหญ่จะเป็นเวทีนางแบบ แต่เธอชอบเวทีนางแบบมากกว่า โดยเธออธิบายว่า "นางแบบ นางงาม มันมีข้อแตกต่างกัน โดยนางแบบจะเดินเพื่อพรีเซนต์เสื้อผ้า หรือสินค้าที่เค้านำมาให้เราเสนอ ซึ่งเราเป็นเหมือนหุ่นหรือไม้แขวนเสื้อที่คอยโชว์สินค้า ส่วนนางงาม เราจะต้องพรีเซนต์ตัวเอง พรีเซนต์รูปร่าง รวมถึงสมอง และพรีเซนต์ทุกอย่างที่เป็นเรา ให้เป็นที่ถูกใจทุกคน โดยเฉพาะกรรมการ ถามว่ายากมั้ยกว่าจะมีวันนี้ ก็ไม่ยากนะคะ เพียงแค่เราเป็นตัวของตัวเองที่สุด ก็ไม่มีอะไรยาก"

 

 



ก่อนหน้านี้ "ณฉัตร" เป็นเด็กที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจเท่าไหร่นัก แต่พอโตขึ้นเริ่มจะเข้าใจว่า ความมั่นใจมันมีข้อดี และถ้ามีความมั่นใจพอดี ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป มันจะช่วยให้เราดีขึ้น ประสบการณ์เองก็มีส่วน แต่หลายคนที่ประสบความสำเร็จ บางคนก็ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน

 

 



เมื่อถามว่า เหตุผลอะไรที่ทำให้ได้ตำแหน่งดังกล่าวมา "ณฉัตร" บอกว่า "มันคือความตั้งใจค่ะ มีความตั้งใจมากกว่า ตลอดระยะเวลาที่เก็บตัว ณฉัตรจะตั้งใจทุกเวลา ไม่ว่าเค้าจะสอน หรือให้เล่นอะไร ณฉัตรจะตั้งใจและตรงต่อเวลาให้มากที่สุด คิดว่าสิ่งนี้ ทำให้กรรมการเขาให้คะแนนเรา และตั้งแต่วันที่กรอกใบสมัคร ก็ไม่มีวันไหนที่ณฉัตรรู้สึกว่า ได้นอนหลับสบายเลย เพราะมันเหมือนว่าเรามีภารกิจ และจะต้องจัดสรรเวลาให้ลงตัว คือการไปทำผม ดูแลผิว ฟิตหุ่น ดูคลิปการประกวดต่างๆ ณฉัตรจะจดว่าทุกวันจะต้องทำอะไรบ้าง และก็มาสรุปว่าวันนี้ทำอะไรได้บ้างแล้ว" 

เริ่มจากตื่นนอนตอนเช้า ณฉัตรจะว่ายน้ำ หรือไม่ก็ฟิตเนสสลับกันไป จากนั้นก็จะไปดูแลผิว ขัดผิว เสร็จแล้วก็ดูคลิปคำถาม และฝึกตอบคำถาม โดยที่ไม่ได้โฟกัสกับคำถาม แต่พยายามดึงความคิดที่เป็นคำตอบ ซึ่งอยู่ในใจเราออกมาให้ได้ แล้วณฉัตรก็จดเอาไว้ เพื่อนำมาเรียบเรียงเป็นคำพูด เพราะว่าณฉัตรเป็นคนที่คิดได้ แต่จะเรียบเรียงคำพูดได้ไม่สวยเท่าไหร่

 

 



ทำไม "ณฉัตร" ถึงเลือกเวทีนี้ เธอคิดว่า คนเราหรือใครก็ตาม ที่เก่งด้านเดียว และเก่งไปให้สุดยอด มันก็จะดี แต่ตัวณฉัตรเองคิดว่า ตัวเองยังหาจุดที่ณฉัตรดีถึงที่สุดไม่เจอ ณฉัตรก็เลยมองหา และทำทุกด้านให้มันดี มันน่าจะมีส่วนช่วยให้เราเก่งรอบด้าน ตลอดเวลาที่ผ่านมา ณฉัตรตั้งใจจะทำในสิ่งที่วางเป้าหมายไว้ เหมือนในช่วงที่เล่นกีฬา ณฉัตรก็ตั้งใจที่จะเล่นกีฬา ไม่สนใจว่าจะสวยหรือโทรมแค่ไหน สุดท้ายก็สามารถเล่นคาราเต้จนได้ติดทีมชาติถึง 2-3 ครั้ง

 

 



มาถึงเรื่องเรียน ตอนนี้ "ณฉัตร" อยู่ชั้นปีที่ 2 เธอเลือกเรียนในสาขาสื่อสารมวลชน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วยเหตุผลที่เลือกเรียนรามคำแหง เพราะทำให้แบ่งเวลาไปทำอย่างอื่นได้อีก ส่วนใหญ่ถ้าเรียนมหาวิทยาลัยอื่น ต้องไปเข้าเรียนทุกวัน แต่ที่นี่แทบจะไม่ต้องเข้าเรียนเลย ซึ่งจะใช้วิธีอ่านหนังสือ เพื่อที่จะได้มีเวลาในการทำอย่างอื่นด้วย ส่วนเหตุผลที่เลือกเรียนมนุษยศาสตร์ เพราะมันเป็นพื้นฐานของทุกอาชีพ ที่จะต้องใช้ในการติดต่อสื่อสาร และเชื่อมโยงกับบุคคลอื่น และคิดว่ามันมีประโยชน์กับทุกอาชีพ

 

 



ก่อนหน้าที่ยังไม่ได้ประกวดอะไร "ณฉัตร" ตั้งใจว่า อยากเรียนจบ 3 ปีครึ่ง แต่คิดว่าตอนนี้อาจจะเสียเวลาไป 1 ปี กับภารกิจอันยิ่งใหญ่ แต่ณฉัตรก็ไม่ได้เครียดอะไร เพราะตัวเองก็ทำงานไปด้วย และก็ไม่อยากกดดันตัวเอง ว่าจะต้องจบกี่ปี เพราะเราต้องแบ่งเวลาทำอย่างอื่นด้วย แต่คุณแม่ก็บอกว่าไม่ควรจะเกิน 5 ปี คุณแม่ณฉัตรอยากให้เป็นผู้ประกาศข่าว แต่คิดว่าคงไม่น่าจะได้ เพราะต้องฝึกพูดภาษาให้ชัด ต้องพูดชัดเจน แล้วโดยส่วนตัวยังต้องฝึกฝนอีก ก็เลยไม่ได้คิดว่าจะทำงานในด้านนี้ ซึ่งคุณแม่ก็ไม่เคยห้าม ว่าจะเป็นอะไร ขอแค่ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็พอ

 

 

 

"ณฉัตร" โตมาพร้อมกับคุณแม่ 2 คน ซึ่งเธอและคุณแม่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน แต่คุณแม่มักจะให้ณฉัตรพึ่งพาตัวเอง มันเลยกลายเป็นนิสัยเลย ว่าจะทำอะไร ก็ทำด้วยตัวเองเสมอ เวลาเรียนก็ใช้ชีวิตตามปกติ ส่วนคุณแม่ก็อยู่ที่ภูเก็ต สำหรับความฝันของ "ณฉัตร" เธอบอกว่า "นางแบบ" เพราะเธออยากมีงานทำ ขอแค่ทุกวันขอมีงานตลอด ไม่ได้หวังว่าจะต้องมีชื่อเสียง แต่เธอมองว่าอยากยึดเป็นอาชีพ โดยไม่จำเป็นต้องโด่งดัง แต่ขอให้มีงานทำสม่ำเสมอ นี่คือความฝันที่มันเริ่มตั้งแต่ตอนเป็นวัยรุ่น

"สิ่งที่ตั้งใจ ตอนที่เข้ามาในกรุงเทพฯ เหมือนจะต้องเลี้ยงตัวเองให้ได้ แล้วก็เริ่มหาเงินด้วยตัวเอง พยายามหางาน มีถ่ายแบบบ้าง ก็นำมาจ่ายค่าเทอม ค่าห้อง ค่าจิปาถะ บางเดือนก็แทบจะอด แต่ถ้าเดือนไหนได้เยอะก็ต้องเฉลี่ย ต้องคิดถึงวันข้างหน้า ว่าจะมีรึเปล่า แต่ส่วนตัวแล้ว ค่อนข้างจะเป็นคนประหยัด แต่ถ้าใครเดือดร้อน เราช่วยได้ก็จะช่วย แต่จะคนค่อนข้างเข้มงวดกับเรื่องตัวเองมากกว่า ซึ่งถ้าเป็นวันเกิดเพื่อน ก็จะซื้อของขวัญให้ ไม่ใช่จะไม่ซื้อให้ สำหรับตัวเองจะไม่ค่อยซื้ออะไรให้เท่าไร"

 



แล้วอะไรที่เป็น "ของขวัญ" ของตัวเอง "ณฉัตร" บอกว่า "ก็มีให้ของขวัญกับตัวเองบ้าง เป็นเรื่องพักผ่อน นวด ออกกำลังกาย ก็เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้กับตัวเอง เพราะมันช่วยผ่อนคลายได้ แล้วตัวเองก็เป็นคนชอบไปเที่ยวธรรมชาติกับเพื่อนๆ แต่ไม่ไปผับสถานบันเทิง เพราะดื่มไม่เป็น ส่วนใหญ่ก็เลยจะนั่งรถทัวร์ไปมากกว่า อย่างไปเชียงใหม่ ก็จะนั่งรถทัวร์ไป แล้วก็ไปต่อรถสองแถวสีแดง ซึ่งก็ใช้ชีวิตปกติธรรมดา สะพายเป้เที่ยว โดยเฉพาะภูเขาที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ ซึ่งอาจเป็นเพราะใช้ชีวิตอยู่ที่เกาะภูเก็ต และเจอทะเลมาตลอด พอเจอภูเขาต้นไม้ก็เลยชอบมากกว่า

 

 

 

ส่วนการประกวดในเวทีโลก คือ "เวทีมิสเวิลด์" หรือ "นางงามโลก" ที่จะจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม "ณฉัตร" บอกว่า "ตอนนี้ก็ต้องเก็บตัว ต้องดูแลตัวเอง ทำทุกอย่าง เพราะตั้งใจจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดี ทำทุกอย่างให้เป็นตัวเราเองมากที่สุด เพราะเวลาไปอยู่ที่นั่น เราอาจจะต้องกดดัน ต้องเจอคนเป็นร้อย เราจะใช้ชีวิตยังไง เพราะแต่ละคนก็มาจากคนละที่ และการสื่อสารจะสื่อสารแบบไหน เพราะบางคนก็อาจจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ คือทุกคนต้องปรับตัว สิ่งนี้ก็จะทำให้ประสบความสำเร็จได้ โดยส่วนตัวแล้ว ก็หวังที่จะได้ตำแหน่ง ได้มงกุฎ แน่นอนเหมือนทุกคนที่ไปถึงจุดนั้น แต่ณฉัตรคิดว่า มันอยู่ที่โอกาสและความตั้งใจ ว่ามีมากน้อย และเราทำตามความตั้งใจนั้นได้ดีแค่ไหน ถ้าเกิดเสียโอกาสหรือไม่ได้ ก็จะไม่ได้เสียใจ เพราะเราตั้งใจทำตั้งแต่ทีแรก ไม่ใช่ไม่ตั้งใจทำตั้งแต่แรก ดังนั้นความตั้งใจที่จะอยากได้มงกุฎ มันเลยกลายเป็นคนละความหมายกัน ทั้งในเรื่องความตั้งใจที่จะคว้ามงกุฎ กับการตั้งใจที่จะทำให้ดี"

 

 

"ณฉัตร" มุ่งมั่นมากๆ ขอบอก "สวัสดี…แคมปัส" ขอเป็นกำลังใจด้วยอีกคน เพราะอย่างไรก็แล้วแต่ เธอตั้งใจทำสุดๆ เหมือนเช่นกับคติประจำใจของเธอ ที่ดูว่าเธอจะยึดปฏิบัติและนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน คือ "ทำวันนี้ให้ดีที่สุด" แต่เธอบอกว่า ขอเปลี่ยนเป็น "ทำทุกวินาทีให้ดีที่สุด" เพราะว่าเวลา 1 วัน มันยาวนานเกินไป แต่ถ้านับเป็นวินาที เราจะรู้สึกว่ามันสั้น แล้วจะไม่อยากเสียมันไปสักนาที ตอนนี้ในทุกวินาทีของณฉัตร ก็ทำเต็มที่ทุกอย่าง แม้บางทีจะมีขี้เกียจบ้าง แต่เราก็ย้อนเวลากลับไปไม่ได้ มันเลยจำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ แต่ณฉัตรไม่เป็นอย่างนั้น

 



สาวภูเก็ตนับถือเป็นศาสนาพุทธ โดยเธอเล่าว่า "ช่วงที่อยู่ภูเก็ต ก็จะไปทำบุญกับคุณแม่ทุกวัน (ขอย้ำว่าทุกวัน) แต่พยายามหลีกเลี่ยงวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะคนจะไปเยอะ ทุกวันก็จะนำของที่เป็นอาหารไปถวาย เพราะวัดนี้อยู่บนเขา คนส่วนใหญ่จะตักบาตรอยู่ข้างล่าง แต่ณฉัตรกับคุณแม่ ก็จะขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นไปข้างบน แล้วไปจัดอาหารให้พระ เมื่อพระฉันเสร็จ เราก็จะกินข้าวก้นบาตรเป็นประจำ แล้วก็เก็บล้างเสร็จก็กลับ แต่พอมาอยู่กรุงเทพฯ ก็ไม่ค่อยได้ทำ แต่ก็มีตักบาตรบ้าง แต่ณฉัตรว่า วิถีชีวิตคนที่นี่มันจะห่างไกลวัด ส่วนตัวก็อยากให้มีวัดมีพระมากกว่านี้ เพราะที่นี่มีซอกซอยเยอะ เราก็เลยไม่รู้ว่าจะต้องไปตักที่ไหน

 

สำหรับส่วนตัว "ณฉัตร" ก็ถือศีลอยู่แล้ว และจะไม่ทานเนื้อสัตว์ ในวันพุธกับวันพระ เพราะเกิดวันพุธ แต่ถ้าบางทีเราต้องไปเจอผู้ใหญ่ หรือไปคุยงานแล้ว ก็จะไม่ได้ถือ 100% เพราะบางทีการที่เราไปเจอคนข้างนอก แล้วเรายังยึดติดมัน มันก็จะสร้างความลำบากให้คนอื่น กลายเป็นว่าเราไปทำให้คนอื่นลำบาก และเราก็จะพลอยบาปไปด้วย (อึ้ง…โนคอมเมนต์)

 



สุดท้าย "ณฉัตร" ยังกล่าวถึงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงว่า "สงกรานต์นี้ก็อยากให้คนไทยใช้ชีวิตกับครอบครัว ถ้าใครว่างก็กลับบ้าน ณฉัตรอยากให้เพิ่มวันหยุดให้มากขึ้น ทุกคนจะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว ส่วนคนที่สาดน้ำ ก็ขอให้ระมัดระวังกันหน่อย เพราะเริ่มเล่นกันแรง มันอันตราย ถ้าจะออกไปเล่นข้างนอก ก็อยากให้ผู้หญิงแต่งตัวให้มิดชิด และมีสติขณะที่เล่น อย่าเอาแต่ความสนุกของตัวเองเป็นหลัก อยากให้คิดถึงคนรอบข้าง และรักษาวัฒนธรรมไทยมากๆ จริงๆ อยากให้เล่นสาดน้ำกันเบากว่านี้ เล่นให้พอรู้สึกสนุกก็พอ และอยากให้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวมากกว่า เพราะในแต่ละวัน เราไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น นาทีถัดไป เราจะเกิดอุบัติเหตุอะไรหรือเปล่า ก็เลยอยากให้ทุกคน ใช้ทุกวินาทีคิดถึงครอบครัว คิดถึงคนที่รักให้มาก"

 

 

 

สรีระนางงาม - ส่วนสูง 174 ซม. หนักประมาณ 49 กก. รอบเอว 24 นิ้ว

อาหารจานโปรด - ปกติชอบทาน "ของเผ็ด" กับ "ของเปรี้ยว" เช่น ส้มตำ ต้มยำ อาหารรสจัด ขนาดถึงขั้นจัดมาก

สไตล์การแต่งตัว - ไม่ค่อยแต่งตัว เพราะเป็นคนสบายๆ ถ้าอยู่บ้าน ก็เสื้อยืดกางเกงธรรมดา ส่วนชุดไปเที่ยว ก็จะเป็นเดรสยาว เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว  เธอจะไม่ค่อยใส่สั้น เพราะเธอบอกว่าจะได้ไม่ต้องกังวล ว่าจะต้องปิดขา หรือจะมีใครมาแอบดู.

 

 

 

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement