advertisement

วชช.นราธิวาส ดึงวัยใสติวคุณธรรมนำชีวิตพอเพียง มิตรภาพบนความแตกต่าง

โดย นายว้าก 24 ต.ค. 2553 05:00

หายนภัยจากกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากที่ไหลบ่าเข้าท่วมหลายจังหวัดของประเทศไทยในขณะนี้ ถือเป็นวิกฤติภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงอีกครั้งหนึ่งของประเทศไทย

ใครๆ คงคิดไม่ถึงว่าอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี จะเกิดขึ้นในพื้นที่ราบสูงอย่างจังหวัดนครราชสีมา และขยายวงลุกลามไปยังจังหวัดอื่นๆ

ภาพของชาวบ้านที่ไร้ที่อยู่อาศัยนับพัน นับหมื่นครอบครัว และอีกจำนวนไม่น้อยต้องถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก ขณะที่เกือบ 20 ชีวิตต้องเซ่นสังเวยหายนภัยครั้งนี้



ถือเป็นความทุกข์ยากแสนสาหัสที่คนไทยทั้งชาติต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ ส่งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับคนไทยที่กำลังประสบชะตากรรมในครั้งนี้

"นายว้าก" ขอเป็นหนึ่งกำลังใจส่งไปถึงพี่น้องที่กำลังประสบอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์นี้ และขอให้ทุกคนผ่านพ้นความทุกข์ยากครั้งสำคัญนี้ไปได้โดยเร็ว

พูดเรื่องนี้กันแล้วเดี๋ยววัยใสจะซึมกันไปหมด "นายว้าก" ขอกลับลำแบบ 180 องศา พาล่องใต้ไปชมกิจกรรมดีๆ ที่สร้างสรรค์ของชาว วิทยาลัยชุมชน (วชช.) นราธิวาส ที่ได้จัดกิจกรรม "โครงการค่ายเรียนรู้คุณธรรมนำชีวิตพอเพียงปี 2553" ขึ้นที่หมู่บ้านนาปาบ หมู่ที่ 4 ต.คูหาใต้ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา



อาจารย์สาคร ปานจีน อาจารย์ที่ปรึกษา โครงการ เล่าถึงที่มาที่ไปของโครงการว่า "สาเหตุที่เลือกหมู่บ้านแห่งนี้ให้นักศึกษาได้จัดกิจกรรม เพราะเป็นหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง และเนื่องจากนักศึกษาส่วนใหญ่ของ วชช. นราธิวาส เป็นชาวไทยมุสลิม สถาบันจึงต้องการให้เข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวไทยพุทธ ซึ่งแตกต่างในชีวิตประจำวันของนักศึกษา รวมถึงอยากให้ นักศึกษาได้รู้จักการใช้ชีวิต แบบพอเพียง การเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน นำประสบการณ์ที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตในอนาคต โดยโครงการนี้มีนักศึกษาเข้าร่วมจำนวน 48 คน จะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน เข้าไปอยู่อาศัยร่วมกับชาวบ้าน เหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวนั้นๆ ต้องช่วยทำกิจกรรมทุกอย่างภายในบ้าน เพื่อเรียนรู้ชีวิตและความเป็นอยู่เป็นเวลา 14 วัน นักศึกษาจะได้อยู่อย่างพี่อย่างน้อง ปลูกพืชสวนครัวไว้ รับประทาน เหลือก็นำไปขายเป็นรายได้ในหมู่บ้านยังมีการส่งเสริมใช้ปุ๋ยชีวภาพ และมีโครงการเลี้ยงโคพื้นเมือง ส่วนปัญหายาเสพติดทุกบ้านจะช่วยกันดูแล โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่า หากบ้านใดมีลูกหลานติดยาเสพติดแล้วไม่บำบัดรักษาก็จะตัดสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทำให้หมู่บ้านนี้ไม่มีผู้ติดยาเสพติด"



หันมาฟังเสียงทางฝั่งของวัยโจ๋กันบ้าง "ซี" นูรฮาซีกีน มะนาวี ปี 2 สาขาการศึกษาปฐมวัย เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้ออกค่ายครั้งแรกในชีวิตว่า "ได้ เข้าไปพักอาศัยอยู่กับชาวบ้านที่ประกอบอาชีพเป็นชาวสวนยาง ซึ่งกิจวัตรประจำวันนั้น ต้องปฏิบัติตัวเหมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว ตอนเช้าต้องช่วยไปเก็บขี้ยางในสวนยาง  ใช้ชีวิตและเรียนรู้การประกอบอาชีพของชาวสวนยาง  จากเมื่อก่อนที่ไม่รู้จักเลยว่าการเก็บขี้ยางนั้นเก็บกันยังไง และต้องทำอย่างไรบ้าง วันนี้ดิฉันได้รู้และก็สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้  ชาวบ้านของหมู่บ้านนี้ใจดี เอื้อเฟื้อที่พักอาศัยให้ดิฉัน และเพื่อนๆ ได้พักอาศัยกันแล้ว เวลาเจอกันก็จะชวนคุยตลอดมีความเป็นมิตร ไร้เส้นแบ่งแม้ ว่าจะต่างศาสนา"

ขณะที่เฟรชชี่สาวหน้าใส "ต่วน" ต่วนฮาบีบะห์ ไซยิดมูฮำหมัด สาขาการศึกษาปฐมวัย  เล่าให้ฟังด้วยความตื่นเต้นว่า "การไปเข้าค่ายในครั้งนี้  ทำให้ได้รับประสบการณ์ที่ดีในชีวิตหลายอย่าง เพราะกลุ่มของดิฉันได้ไปพักอาศัยกับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งประกอบอาชีพค้าขายสินค้าตามตลาดนัด ทำให้ทุกเช้าต้องออกไปช่วยครอบครัวนี้ค้าขายที่ตลาดนัด ได้เรียนรู้ หลักการขายที่ดี การเอาใจลูกค้า การไม่เอาเปรียบ ผู้บริโภค  คนขายของต้องมีความจริงใจ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยาก เพราะปกติจะเป็นผู้ซื้อเท่านั้น ในส่วนชาวบ้านนาปาบนั้น ทุกคนมีความเป็นกันเอง ต้อนรับทุกคนที่เข้าไปเยี่ยมเยียนชุมชน พร้อมที่จะให้ความรู้แก่ทุกคนที่เข้าไป"



"ก๊ะ" ฟาอีซัน เต๊ะแย ปี 2 สาขาการศึกษาปฐมวัย ยิ้มก่อนที่จะเปิดปากบอกว่า "การเข้าค่ายครั้งนี้ เข้าไปศึกษาชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง เรียนรู้ วิธีการเพาะเห็ดฟาง ซึ่งหลังจากกลับจากค่าย ได้นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเราด้วย มีการปลูกผัก เพาะเห็ด ไว้รับประทานกันเองที่บ้าน ซึ่งหากคนในชุมชนต้องการรู้วิธีเพาะเห็ดก็สามารถสอนต่อได้ไม่หวงวิชา ดีเสียอีกทุกคนจะได้ประหยัด"

ปิดท้ายที่เฟรชชี่สาวอีกคน "อารีซัง" อารี-ซัง กาเดร์ สาขาการศึกษาปฐมวัย ส่งเสียงใสๆ ร่วมแจมว่า "วันที่ไปถึงที่นั่นวันแรกตั้งแต่หน้าหมู่บ้าน จะสังเกตเห็นว่าแต่ละบ้านไม่มีรั้วบ้านกั้นระหว่างบ้านกัน แต่ละบ้านจะปลูกผัก ความประทับใจที่ได้คือ แม้ชาวบ้านจะนับถือศาสนาพุทธทั้งหมู่บ้าน และตัวดิฉันเองนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งไม่รู้ว่าจะอยู่ร่วมกันได้หรือเปล่า แต่บ้านแม่ลิ่วที่ได้เข้าพักนั้นใจดีมาก แทนตัวเองว่าพ่อแม่ ทำให้ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ส่วนสิ่งที่ได้รับจากการเข้าค่าย คือ ความสามัคคีของคนที่ไปเข้าค่าย ได้ความรู้นอกเหนือจากห้องสี่เหลี่ยมในวิทยาลัย ได้เห็นความรักของคนในหมู่บ้าน ความไม่ถือตัวของคนต่างศาสนากัน"



เห็นวัยใสชาวรั้ว วชช.นราธิวาส ได้เรียนรู้ การใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยังพร้อมใจกันที่จะนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตแบบนี้แล้ว "นายว้าก" รู้สึกปลื้ม และขอปรบมือเป็นกำลังใจให้ดังๆ

อย่างน้อยก็เป็นจุดเริ่มต้นของเยาวชนไทยกลุ่มหนึ่ง ที่เล็งเห็นการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า

ไม่หลงติดกับดักของกระแสวัตถุนิยมเหมือนวัยรุ่นบางคนที่เห่อตามก้นวัฒนธรรมต่างชาติ เหมือนที่กำลังเป็นอยู่...!!!

นายว้าก / รายงาน

โหวตข่าวนี้