เสียค่าโง่เปิดเสรีข้าวไทย "ปานปรีย์" ห่วงพลาดท่าสมาชิกอาเซียน - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

เสียค่าโง่เปิดเสรีข้าวไทย "ปานปรีย์" ห่วงพลาดท่าสมาชิกอาเซียน

โดย ทีมเศรษฐกิจ 9 พ.ย. 2552 05:01
5,447 ครั้ง


นับตั้งแต่ 1 มกราคม 2553 สินค้าเกษตรไทย 23 รายการ จะได้รับผลกระทบจาก "ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน" (ASEAN Free Trade Area หรือ AFTA) โดยส่วนใหญ่จะถูกยกเลิกโควตา และงดเก็บภาษีนำเข้า

การเปิดเสรีสินค้าเกษตรทั้ง 23 รายการ ล้วนมีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย และต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศอย่างมาก

นี่จึงเป็นเหตุให้มีผู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่ ชาวไร่ ชาวนา โครงสร้างภาคการเกษตรของไทย ตลอดจนความไม่พร้อมจากการเปิดเสรีการค้าในกิจการทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง



ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตผู้แทนการค้าไทย วิเคราะห์ "การเปิดเสรีการค้าข้าว" ภายใต้ กรอบอาฟตาที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แก่กันแบบต่างตอบแทนนี้ กับ "ทีมเศรษฐ-กิจ" เพื่อแสดงความห่วงใยต่อปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นกับข้าวซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ และอ่อนไหวง่ายของไทยว่าอาจจะต้องถูกกระทบอย่างหนักไปด้วย

ไม่เฉพาะแต่สินค้าเกษตรใน 23 ราย การที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงการลดภาษีให้แก่กัน

ขณะที่ "ข้าว" เป็นสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญกับประเทศไทยอย่างมาก เนื่องจากคนไทยทั้งประเทศบริโภคข้าวกันเป็นอาหารหลัก และข้าวยังเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้ มากมายให้ประเทศ

ในขณะที่ทุกปี รัฐบาลต้องใช้งบ-ประมาณแผ่นดินไปเป็นจำนวนหลายแสนล้านบาทในการเข้าไปแทรกแซงราคาข้าวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโดยผ่านกระบวนการจำนำ และที่กำลังจะทำต่อไปคือ การประกันรายได้ให้เกษตรกร

เปิดกลไกลดภาษีอาฟตา

ดร.ปานปรีย์ย้อนปูมหลังกลับไปในปี 2535 ซึ่งเป็นช่วงของรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ที่ได้ทำข้อตกลงเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน มีจุดมุ่งหมายให้เกิดเขตการค้าเสรีขึ้นภายในระยะเวลา 15 ปี

มีกลไกการลดภาษีที่สำคัญของอาฟตา คือ CEPT (Common Effective Preferential Tariff Scheme) ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกให้สิทธิประโยชน์ทางศุลกากรแก่กัน "แบบต่างตอบแทน" หมายความว่า การที่ได้สิทธิประโยชน์จากการลดภาษีของประเทศอื่นสำหรับสินค้าชนิดใด ประเทศสมาชิกนั้นจะต้องประกาศลดภาษีสำหรับสินค้าชนิดเดียวกัน



ในข้อตกลง CEPT ประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ จะต้องลดภาษีสินค้าในบัญชี Inclusion List (IL) ให้เหลือ 0.5% ภายในวันที่ 1 มกราคม 2546 และจะต้องลดสินค้าทุกรายการให้เป็น 0% ภายในปี 2553 ส่วนประเทศสมาชิกใหม่ (CLMV) กำหนดให้ลดภาษีเหลือ 0% ภายในปี 2558

นอกจากสินค้าในบัญชี IL แล้ว ยังมีการกำหนดเวลาการลดภาษีสำหรับบัญชียกเว้นภาษีชั่วคราว (Temporary Exclusion List : TEL) บัญชีอ่อนไหว (Sensitive List : SL) และบัญชีอ่อนไหวสูง (Highly Sensitive List : HSL) ซึ่งมีกำหนดเวลาการลดภาษีที่แตกต่างกัน

ส่วนบัญชียกเว้นทั่วไป (General Exclusion List: GE) เป็นสินค้าที่แต่ละประเทศไม่สามารถนำมาลดภาษีได้ ซึ่งขณะนี้มีเพียงไทยกับสิงคโปร์เท่านั้นที่ไม่มี GE

ในช่วง รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2550 ให้ยกเลิกมาตรการโควตาภาษีสินค้าข้าวภายใต้อาฟตา ภายในวันที่ 1 มกราคม 2553 ซึ่งกระทรวงการคลังได้ออกประกาศลดภาษีตามพันธกรณีอาฟตา โดยสินค้าข้าวภาษีเหลือ 0% มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

ช่วงต้นเดือนมกราคม 2552 รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้นำร่างความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement หรือ ATIGA) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ได้กำหนดกรอบเวลาและเงื่อนไขการลดภาษีของประเทศสมาชิก ผ่านความเห็นชอบจากการประชุมร่วมของรัฐสภา

ต่อมาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 ประเทศสมาชิกทั้ง 10 ได้ลงนามในข้อตกลง ATIGA โดยต้องให้สัตยาบันภายใน 180 วัน เพื่อให้ข้อตกลงมีผลบังคับใช้ต่อไป

หวั่นไทยเสียโอกาสแข่งขัน

เมื่อสินค้าข้าวมีความสำคัญเช่นนี้ ดร.ปานปรีย์จึงแสดงความเป็นห่วงพร้อมทั้งมีข้อสังเกตและคำถามว่า รัฐบาลจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร ดังต่อไปนี้

1. เหตุใดประเทศไทย ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศผลิตและส่งออกข้าว จะต้องลดภาษีเหลือ 0% แต่เพียงประเทศเดียว ในขณะที่ประเทศอื่น เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไม่ต้องลด ส่วนกลุ่ม CLMV นั้น พอจะเข้าใจได้ เพราะเป็นการให้แต้มต่อพิเศษสำหรับสมาชิกใหม่ที่เป็นกลุ่มพัฒนาช้ากว่ากลุ่มอาเซียนเดิม

แต่ไทยต้องระวังการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่น เช่น ประเทศเวียดนาม ที่ส่งออกข้าวในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนมากกว่าไทย และอัตราการขยายตัวการส่งออกข้าวไปทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประเทศสมาชิกใหม่อื่นๆ อาจกลายเป็นคู่แข่งในเรื่องข้าวกับไทยเพิ่มขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ จากตาราง อัตราภาษีนำเข้าข้าวภายใต้ AFTA เห็นได้ว่าประเทศไทยต้องลดภาษีจากเดิมที่ 5% ลงมาเหลือที่ 0% ในวันที่ 1 มกราคม 2553 ส่วนมาเลเซียลดลงมาจาก 40% เหลือ 20% อินโดนีเซียขอไว้เท่าอัตราเดิมที่ผูกพันไว้กับ WTO คือ 30% และจะลดเหลือ 25% ในปี 2558 ส่วนฟิลิปปินส์ที่เป็นข่าวอยู่ในเวลานี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะยื่นตารางภาษี เพื่อลดภาษีลงในอัตราเท่าไรกันแน่ แต่ปัจจุบันภาษีนำเข้าอยู่ที่ 40%

2. หน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง เตรียมพร้อมรองรับการเปิดเสรีอย่างไร เพราะจากนี้ไป ข้าวจากประเทศสมาชิกจะเข้าไทยได้อย่างเสรี ขณะที่การควบคุมคุณภาพ การดูมาตรฐานด้านสุขอนามัย การตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า การดัดแปลงพันธุกรรม (GMO)

ปัญหาการปลอมปนข้าว แม้จะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศ แต่เราก็ยังไม่สามารถจัดการเรื่องการปลอมปนข้าวได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ที่สำคัญ การปล่อยให้มีการนำเข้ามาจากต่างประเทศได้อย่างเสรี จะป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร

3. หน่วยงานใดของภาครัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการนำเข้าข้าวทั้งระบบ จะมอบกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกระทรวงอื่นใด ดังนั้น ความชัดเจนในอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญ ที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 2 เดือนนี้ ก่อน 1 มกราคม 2553



ผวาราคาข้าวในประเทศตก

4. การเปิดเสรีดังกล่าวกลายเป็นคำถามสำคัญประการต่อมาว่า เป็นต้นเหตุทำให้ราคาข้าวภายในประเทศตกต่ำลงหรือไม่ จะกระทบถึงชาวนาและนโยบายการแทรกแซงราคาของรัฐบาลหรือไม่

5. เมื่อรัฐบาลปัจจุบันไปลงนามใน ATIGA แล้ว และเพิ่งเริ่มรู้ตัวว่าเสียเปรียบประเทศสมาชิกอื่น ประกอบกับกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการเปิดเขตการค้าเสรีอย่างมาก ก็มีคำถามต่อไปว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไปเพื่อแก้ไขปัญหาให้เกิดความชัดเจนและไม่เสียเปรียบประเทศอื่นๆ

เท่าที่เห็น รัฐบาลได้วิ่งไปขอเจรจากับฟิลิปปินส์ โดยขอโควตาการนำเข้าข้าว 360,000 ตันต่อปี ในอัตราภาษี 0% ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่ฟิลิปปินส์ไม่ตอบรับข้อเสนอ เพราะตั้งแต่แรกฟิลิปปินส์ก็ไม่เคยแสดงความชัดเจนการเปิดเสรีในเรื่องนี้อยู่แล้ว ขณะที่ไทยได้ยื่นตาราง
การลดภาษีและกำหนดเวลาที่ชัดเจนให้อาเซียนไปเรียบร้อยแล้วตอนลงนามใน ATIGA

ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ก็ได้พยายามแก้ปัญหาการเปิดเสรีสินค้าข้าวในวันที่ 1 มกราคม 2553 นี้ โดยมีมติเห็นชอบอนุมัติให้นำเข้าได้เฉพาะปลายข้าวเท่านั้น และมีข้อกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ปลายข้าวเป็นวัตถุดิบ

ในเรื่องนี้ หากคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบตามที่ กขช. เสนอ ก็อาจกลายเป็นประเด็นขบขันในเวทีอาเซียน เพราะมาตรการนี้ออกมาก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะปลายข้าวจัดอยู่ในประเภทสินค้าข้าวที่ต้องลดภาษีอยู่แล้ว และ หากไทยทำจริง ก็ต้องถูกประเทศอาเซียนเรียกร้องให้ชดเชยค่าเสียหาย เพราะไทยได้ผูกพันตัวเองไว้แล้วว่าจะลดภาษีข้าวนำเข้าในอัตรา 0% ในวันที่ 1 มกราคม 2553 นี้ ท้ายที่สุด ไทยที่เป็นฝ่ายผิดสัญญาก็ต้องถูกตัดสินให้นำเข้าข้าวได้อย่างเสรีอยู่ดี

6. เมื่อสินค้าข้าวของประเทศสมาชิก สามารถส่งมาขายในไทยได้อย่างเสรี ในอัตราภาษี 0% รัฐบาลมีมาตร-การอะไรในการป้องกันว่าจะไม่มีบุคคลใดนำข้าวนั้นไปสวมสิทธิเพื่อขอรับจำนำหรือประกันราคาข้าวในโครง-การของรัฐบาล และนอกจากเรื่องข้าว ก็อาจมีประเด็นปัญหาแบบเดียวกันนี้กับสินค้าเกษตรอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน

ในวันนี้ เราได้เห็นความผิดพลาดของฝ่ายไทยในการเจรจาต่อรองชัดเจน ทั้งที่ในอดีตเราไม่เคยจัดให้สินค้าข้าวอยู่ในหมวดสินค้าอ่อนไหวเหมือนประเทศอื่น เมื่อเข้าสู่ กระบวนการลดภาษี ไทยจึงเสียเปรียบ ประเทศสมาชิก

รัฐเสียโอกาสลบข้อผิดพลาด

เมื่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งทราบดีอยู่แล้วว่า วันที่ 1 มกราคม 2553 ไทยจะต้องลดภาษีนำเข้าข้าวเหลือ 0% แทนที่จะใช้โอกาสอันดีนี้แก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ด้วยการขอนำไปเจรจาต่อรองเสียใหม่เพื่อมิให้ไทยเสียเปรียบ

แต่กลับนำร่าง ATIGA ที่ไม่ได้แก้ไขอะไร ไปผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา โดยมีเจตนาเพียงอย่างเดียวคือ เพื่อไม่ให้ขัดต่อมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งท้ายที่สุดมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ไม่สามารถให้ความคุ้มครองให้กับเกษตรกรได้แต่ประการใด

ที่น่าผิดหวังมากที่สุดก็คือ ในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 ที่ชะอำ-หัวหิน ที่เพิ่งผ่านมา หากรัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ก็สามารถหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นหารือกับอาเซียนได้ แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด

ทางออกในเรื่องนี้ดูเหมือนจะมีน้อย โอกาสที่เหลือรัฐบาลอาจอ้างได้ว่า ขณะนี้ถึงแม้รัฐบาลได้ลงนามไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันในข้อตกลง ATIGA ดังนั้น ข้อตกลงฉบับนี้ก็ยังไม่มีผลบังคับใช้ (จะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อทุกประเทศให้สัตยาบันครบทุกประเทศ)

แต่การไม่ให้ข้อตกลง ATIGA มีผลบังคับใช้ ก็เท่ากับปล่อยให้ประเทศสมาชิก โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ กลับไปคงอัตราภาษีเดิมได้ ซึ่งยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เพราะผู้ส่งออกข้าวของไทยก็จะเจอกำแพงภาษีของประเทศอื่นๆ ในอัตราที่สูง ทำให้เราแข่งขันได้ลำบาก

ขณะนี้รัฐบาลกำลังเจอศึกสองทาง หากทำตามข้อตกลง ก็จะทำให้เกษตรกรในประเทศมีความเสี่ยงต้องแข่งขันกับข้าวราคาถูกจากต่างประเทศ แต่หากไม่ทำตามข้อตกลง  ภาษีนำเข้าของประเทศผู้นำเข้าข้าวจากไทยก็จะยังคงสูงต่อไป  ทำให้ผู้ส่งออกไทยมีปัญหาในที่สุด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหนทางการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้จะดูตีบตัน มีช่องทางให้แก้ไขสถานการณ์ได้ไม่มากนัก แต่ตราบใดที่เรายังไม่ให้สัตยาบันในข้อตกลง ATIGA เราก็ยังมีช่องทางในการเร่งเจรจากับฟิลิปปินส์ให้ยอมลดอัตราภาษีลงไปอีก

กระตุ้นหาทางแก้ไขด่วน

"ผมคิดว่า เรื่องเปิดเสรีการค้าข้าวนี้ รัฐบาลควรเรียกประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว โดยมีกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ (กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย) รวมทั้งผู้แทนกลุ่มเกษตรกร ผู้ส่งออกด้วย เพื่อพิจารณาหาช่องทางในการแก้ไขปัญหาและวางมาตรการที่เหมาะสมทั้งสองด้าน

คือ การนำเข้าและส่งออกข้าว ในกรณีที่ประเทศสมาชิกไม่ยอมลดภาษีลง เช่น กลับไปศึกษาดูรายละเอียดในข้อตกลง ATIGA ในมาตรา 23 และ 24 ที่เปิดช่องให้ไทยกลับไปเจรจาใหม่ได้

ส่วนกรณีข้าวจากประเทศสมาชิกราคาถูกกว่าทะลักเข้าไทย พิจารณาออกระเบียบควบคุมการนำเข้าอย่างที่อินโดนีเซียและมาเลเซียทำ คือ มอบหมายให้หน่วยงานราชการเป็นผู้รับผิดชอบการนำเข้าสินค้าแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งจะสามารถควบคุมปริมาณคุณภาพสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ขัดต่อข้อตกลง ATIGA หรือขัดข้อกำหนด WTO แต่ประการใด หรือหากท้ายที่สุดการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ ทำให้เกษตรกรไทยเสียหาย ไทยสามารถใช้มาตรการปกป้อง (Safeguard) เป็นด้านสุดท้ายต่อไปได้

การเจรจาการค้าระหว่างประเทศมีความสำคัญ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และมีประเด็นเทคนิคและปลีกย่อยอีกเยอะ รัฐบาลต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ปัญหาเรื่องข้าวนี้เป็นหนึ่งในจำนวนสินค้าเกษตร 23 รายการที่เปิดเสรีเท่านั้น รายการสินค้าเกษตรอื่นๆ ก็จะมีผลกระทบตามสภาพของสินค้าเช่นเดียวกัน และผู้เกี่ยวข้องต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

เพราะเกี่ยวกับผลประโยชน์ชาติมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนาอย่างน่าเป็นห่วง

สถานการณ์ในวันนี้ ดูเหมือนรัฐบาลกำลังเสียเปรียบ และหากไม่ทำอะไรอีกในเวลานี้ จะทำให้ไทย "เสียค่าโง่" ซ้ำเติมอีกครั้ง.

ทีมเศรษฐกิจ

โหวตข่าวนี้
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement