ข่าว

วิดีโอ

ทุกอย่างเริ่มต้นที่ "คนไทย" ททท.เปิดแนวรุกท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในระหว่างวันที่ 4–7 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้นำภาคเอกชนผู้ประกอบการท่องเที่ยวของไทย และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว 69 ราย ร่วมงานส่งเสริมการขายด้านการท่องเที่ยวระดับโลก World Travel Market 2013 (WTM 2013) ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

โดยได้กราบทูลเชิญ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธาน และในวาระที่ ททท.ได้เปิดตัวสโลแกน หรือ Tagline ใหม่ ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยในระยะต่อไป จากแคมเปญเดิม “Amazing Thailand Always Amazes You” เป็น Amazing Thailand :it begins with the people”

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ได้ประทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนไทย โดยประทานคำแนะนำแก่คนไทย ในการนำเสนอจุดขายของ “แผนประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวประเทศไทยใหม่ ของ ททท. “Amazing Thailand: it begins with the people : ทุกอย่างเริ่มต้นที่คนไทย” ซึ่งจะเน้นศิลปวัฒนธรรม อาหาร และวิถีชีวิตของคนไทย (Thai-ness) รวมทั้งการใช้โซเชียล มีเดียในการสนับสนุนการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อคนไทยและการดำเนินการต่อไปของ ททท.

“สิ่งที่สำคัญที่สุดต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทย ก็คือ คนไทย เสน่ห์ของการท่องเที่ยวของประเทศไทยก็คือ คนไทย เพราะว่าคนไทยเป็นคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนน่ารัก เป็นคนที่ใจดี เฟรนด์ลี่ และมียิ้มที่สดใส ขณะเดียวกันก็มีความงดงาม ที่สามารถทำให้คนที่มาท่องเที่ยวประเทศไทยทุกคนมีความสุข จึงบอกว่าขึ้นอยู่กับคนไทยที่จะช่วยกันประชาสัมพันธ์ความเป็นคนไทย วิถีชีวิตของคนไทย ก็ต้องเริ่มจากคนของเราที่จะมีความปรารถนาดี เพื่อที่จะทำให้แขกของเรา คนที่มาเยี่ยมเยียนประเทศของเรามีความรู้สึกที่ดีกับพวกเรา”

อย่างเราช่วยเหลือเขา เรามีชื่อเสียงในด้านที่เป็นคนมีน้ำใจ ขณะเดียวกัน การเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ไม่อยากให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น เรื่องนี้พูดมาหลายครั้งแล้ว เราคนไทยต้องแสดงให้เห็นว่า เขามาเมืองไทยจะต้องมีความสุข และความปลอดภัย

นอกจากนั้น ในโลกทุกวันนี้ ซึ่งเป็นโลกที่มีการสื่อสารไร้พรมแดน ทูลกระหม่อมหญิงฯ ทรงเห็นด้วยว่า การใช้ โซเชียล มีเดีย จะช่วยสื่อสารประเทศไทยไปยังโลกที่กว้างมากขึ้นได้ และจะช่วยให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกสัมผัสความเป็นไทย ความเป็นคนไทยได้มากขึ้น เราสามารถที่จะแชร์สิ่งที่เราประทับใจในประเทศไทย ผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือโปรแกรมอื่นๆ เพื่อที่จะสื่อสารถึงคนทั่วโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ดีๆ ที่เราประทับใจ อาหารดีๆ รวมทั้งการแสดงของไทยที่เราชื่นชอบ

“เราสามารถที่จะเปิดมุมมองความน่าสนใจของคนไทย สิ่งที่เราสนใจให้กับทั่วโลก ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องโบราณ อาหารโบราณ การรำฟ้อน หรือดนตรีไทย แต่สามารถนำสิ่งที่เป็นสมัยใหม่ ร่วมสมัยของไทยที่เราชอบ แชร์ให้โลกรู้ได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น Cover Dance การเต้น B–boy การเต้นที่กำลังเป็นที่นิยมในเมืองไทย หรือเพลงที่เราร้องเองที่กำลังเป็นที่นิยม เช่น ขอใจแลกเบอร์โทร อย่างนี้ หรือการแชร์ความสามารถดีๆ ของคนไทย ซึ่งสนุกสนาน เหล่านี้ก็ทำได้”

ทูลกระหม่อมหญิงฯ ยังประทานคำแนะนำ ให้คนไทยเปิดใจกว้างและปรับตัวรับความรู้ รวมทั้งเรื่องราวของประเทศในอาเซียน ในระหว่างเวลาที่เหลืออีก 2 ปีที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (เออีซี) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเรียนภาษาต่างประเทศ ทั้ง ภาษาอังกฤษ จีน และญี่ปุ่น โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเป็นภาษาหลักที่จะช่วยให้คนไทยเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนได้อย่างดี สามารถรับมือกับการเข้ามาของแรงงานของประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ขณะเดียวกัน ยังสามารถใช้การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในการสร้างโอกาสในการทำงานที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

หลังจากนั้น ประทานรางวัล Thailand Green Excellence Awards ให้แก่ บริษัทนำเที่ยว และสื่อมวลชนที่เป็นพันธมิตรของประเทศไทยในตลาดสหราชอาณาจักร ซึ่งมีบทบาทในการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด “Green tourism จำนวน 4 ราย

ประกอบด้วย รางวัลด้าน Maritime Nature and Heritage Tourism ผู้ได้รับประทานรางวัลคือ Intrepid Travel รางวัลด้าน Communication Based ผู้ที่ได้รับประทาน รางวัลคือ Lamai Homestay and Guesthouse รางวัลด้าน Volunteering ผู้ที่ได้รับประทานรางวัลคือ GVI Thailand Chiang Mai และรางวัลด้าน Animal Welfare ผู้ที่ได้รับประทานรางวัลคือ The Gibbon Rehabilitation Project.

การขยายตัวที่ชะลอลงต่อเนื่องของภาคการส่งออก การใช้จ่ายในประเทศ และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เห็นชัดเจนตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2556 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจโตได้ในระหว่าง 3.1–3.7% เท่านั้น แต่โชคดีที่ภาคการท่องเที่ยวของไทยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ยังขยายตัวได้ในระดับที่สูงกว่า 20% และเป็นความหวังของรัฐบาลที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

งาน World Travel Market 2013 (WTM 2013) ครั้งที่ 34 ซึ่งเป็นการส่งเสริมการขายด้านการท่องเที่ยวระดับโลก ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 4-7 พ.ย.ที่ผ่านมา และเป็นช่วงเดียวกับ “การเริ่มต้นปรากฏการณ์การชุมนุมเพื่อคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” ในประเทศไทย

ทีมเศรษฐกิจ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “นายสุรพล เศวตเศรณี” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ถึงแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย รวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว รวมถึงโอกาสที่จะใช้ “การท่องเที่ยว” เป็นกลไกในการประคับประคองการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป


“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีเฉพาะการชุมนุมทางการเมืองเท่านั้น แต่มีหลายเรื่องที่สร้างความไม่แน่ใจให้กับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยวประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุอุบัติภัยทางธรรมชาติ และไม่ธรรมชาติ โรคภัยไข้เจ็บ ภัยพิบัติ อย่างน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 รวมทั้งเรื่องการเมือง

“ททท.ในฐานะที่เป็นผู้ที่จะสื่อสารโดยตรงกับนักท่องเที่ยวในช่วงที่เกิดวิกฤติต่างๆ (Crisis Communication) มีหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะให้ข้อมูล และความเข้าใจที่ถูกต้องในทุกแง่มุมที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว” นายสุรพล ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางในการสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ท่ามกลางการจับตาสถานการณ์การเมืองไทยของทั่วโลก

ขณะเดียวกัน เป้าหมายของ ททท.คือ การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งในด้านปริมาณ และนักท่องเที่ยวระดับคุณภาพเพิ่มขึ้นเพื่อหารายได้ และมูลค่าเพิ่มเข้าประเทศ โดยในปี 2556 นี้ หากสถานการณ์เศรษฐกิจในต่างประเทศไม่แย่ลง ในขณะที่เหตุการณ์ในประเทศไม่รุนแรง เชื่อว่าจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีจะอยู่ที่ 26.26 ล้านคน และสร้างรายได้ 1.18 ล้านล้านบาทเข้าประเทศ

ปี 57 เปิดแนวรุกตลาดบนกระเป๋าหนัก

นายสุรพล ยังได้กล่าวถึงเป้าหมายนักท่องเที่ยวของปี 2557 ด้วยว่า ททท.หวังที่จะเพิ่มการขยายตัวของนักท่องเที่ยวขึ้นไปเป็น 28 ล้านคน หรือเติบโตขึ้น 7% จากปีนี้ และคาดว่าในด้านรายได้จะเพิ่มขึ้นจากปีนี้ 13% หรือ 1.32 ล้านล้านบาท และขยับขึ้นเป็น 2 ล้านล้านบาทในปี 2558


“จุดสำคัญ คือ เพิ่มรายได้ ตามแผนปฏิบัติงานของปี 2557 เรามีแนวทางที่จะเพิ่มนักท่องเที่ยวระดับกลางและระดับบน ซึ่งมีจำนวนวันพักในประเทศไทย และการใช้จ่ายที่สูงให้เพิ่มขึ้น 10% จากในขณะนี้ที่มีสัดส่วนประมาณ 30% ของนักท่องเที่ยวรวมขึ้นเป็น 40% และลดสัดส่วนนักท่องเที่ยวระดับกลางลงจาก 70% เหลือ 60% ในปี 2558”

ทั้งนี้ จากการทำวิจัยของ ททท.พบว่า ตลาดการท่องเที่ยวที่มีอนาคต และสามารถดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับบนเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ เป็นกลุ่มแต่งงาน และฮันนีมูน และกลุ่มสุขภาพ ซึ่งอาจจะแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.แต่งงานและฮันนีมูน 2. กอล์ฟ 3.ตรวจรักษาและบริการด้านสุขภาพ และ 4.สปา ดังนั้น นอกจากตลาดนักท่องเที่ยวที่มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้ในเชิงปริมาณแล้ว เราจะเจาะนักท่องเที่ยวที่มีการใช้จ่ายสูงรายกลุ่ม ที่เป็น Niche-Market ระดับที่เที่ยวอย่างหรูหรามากขึ้น

เริ่มต้นจากการจัดงาน World Travel Market 2013 ซึ่งเราได้สำรวจมาแล้วว่า ตลาดอังกฤษนั้นเป็นตลาดที่เข้ามาท่องเที่ยวไทยเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มยุโรป และมีหนุ่มสาวจำนวนมากที่สนใจอยากมาเที่ยวเมืองไทย จึงจัดการขายในแนวคิด “โรแมนติก ไทยแลนด์” เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มแต่งงานและฮันนีมูน รวมทั้งการไปท่องเที่ยวเมืองในช่วงวันแห่งความรักในเดือน ก.พ.ที่จะถึงนี้

“นอกเหนือจากอยากให้ไปแต่งงาน หรือฮันนีมูนที่เมืองไทยแล้ว ยังอยากให้ “ประเทศไทย” เป็นสถานที่แห่งความทรงจำที่จะต้องมาบ่อยๆ เช่น ในวันครบรอบแต่งงาน หรือการไปท่องเที่ยวกับคนที่คุณรัก ซึ่งอาจจะไม่ใช่แฟน หรือคู่แต่งงานอย่างเดียว แต่เป็นความประทับใจกับคนที่เรารัก ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ ททท.ประสบความสำเร็จกับยุทธศาสตร์นี้ที่จะเพิ่มนักท่องเที่ยวระดับกลางและระดับบนได้ค่อนข้างดี”


ทั้งนี้ ในเดือน ก.พ.ที่จะถึงนี้ ททท.จะรวมกับสนามบินสุวรรณภูมิ จัด “Lover Lane” ซึ่งเป็นทางพิเศษ ซึ่งจัดให้นักท่องเที่ยวที่เป็นคู่รัก มาแต่งงานหรือฮันนีมูนที่เมืองไทย ผ่านศุลกากรได้อย่างรวดเร็ว และจะเป็นเดือนที่ ททท.จัดกิจกรรมพิเศษ ทั้งการแต่งงานใต้น้ำ เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยว ดำน้ำในทะเลภาคใต้ของประเทศไทย และการจัดงานแต่งงานใน “ทะเลดอกบัวแดง” ที่กุมภวาปี จ.อุดรธานี ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลก

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวพาเหรดหนุน

นายสุรพล กล่าวต่อว่า ภาคเอกชนมีความเข้าใจและสนับสนุนที่จะขยับกลุ่มนักท่องเที่ยวของไทยให้เข้าสู่ระดับกลางและระดับบนมากขึ้น โดยที่ผ่านมา โรงแรม และรีสอร์ตเริ่มสร้างเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่หรูหรา มีเอกลักษณ์ และอยู่ในระดับไฮเอนด์ มากขึ้น ขณะที่สนามกอล์ฟ ก็ยกระดับขึ้นมีการดีไซน์สนามที่เป็นเอกลักษณ์ และมีความเป็นหนึ่งในโลก

ขณะที่ธุรกิจสปา โรงพยาบาล รักษาโรค รักษาสุขภาพ และเสริมความงามของประเทศไทยก็มีจุดเด่น มีหมอที่เก่งมากอยู่แล้ว ซึ่งเราจะต้องประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่สนใจในการรักษาสุขภาพ เป็นนักท่องเที่ยวอีกประเภทหนึ่งที่จะเข้ามาท่องเที่ยว รักษาตัวในประเทศไทยมากขึ้น

สำหรับกลุ่มท่องเที่ยวคู่รัก แต่งงานและฮันนีมูนนั้น นอกเหนือจากตลาดอังกฤษ ยุโรปแล้ว ยังเจาะนักท่องเที่ยวจากอินเดีย ญี่ปุ่น จีน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งสนใจที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทยอีกด้วย


“การยกระดับสู่นักท่องเที่ยวระดับบน ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ให้ความสำคัญทั้งตลาดต่างประเทศ ตลาดในประเทศ ขณะที่ตลาดลูกค้าเก่า ที่เป็นนักท่องเที่ยวเชิงปริมาณ ก็ต้องดูแลและส่งเสริมให้ขยายตัวต่อไปด้วย ซึ่งทาง ททท.และผู้ประกอบการท่องเที่ยวได้มีการพูดคุยหารือ และเตรียมการทั้งสถานที่ แผนการ และบุคลากรเพื่อรองรับการขยายตลาดสู่ระดับที่มีรายได้สูงไว้แล้ว”

เปิดแนวรุกใหม่ “สัมผัสความเป็นไทย”

ทั้งนี้ ในงาน WTM 2013 ททท.ได้เปิดตัวแคมเปญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวใหม่ Amazing Thailand :it begins with the people ซึ่งจะนำเสนอให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัส “เมืองไทย” และเข้าใจถึง “ความเป็นไทย” หรือ Thai-ness ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่นักท่องเที่ยวจะหาไม่ได้ที่ไหนในโลก ซึ่งไม่ได้หมายความแค่ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี แต่เป็นการเข้าไปสัมผัสวิถีชีวิต อาหารการกิน น้ำใจไมตรี และการใช้ชีวิตแบบไทยๆ ที่เรียบง่ายและเป็นมิตรกับผู้คน

จากนักท่องเที่ยวที่แค่เคยกินอาหารไทย จะสามารถลงมือทำอาหารไทยได้เอง หรือจากเทศกาลลอยกระทง นักท่องเที่ยวอาจจะมีการเรียนทำกระทง ได้กินอยู่ใกล้ชิดกับคนไทย โดยหวังสร้างความประทับใจ ให้เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ เพิ่มมูลค่าทางจิตใจ และบอกต่อกัน เพื่อให้เป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนึกถึง และใฝ่ฝันที่จะมาท่องเที่ยว

“จุดแข็งและจุดขายของเราคือ “คนไทย” และ “วิถีชีวิตของคนไทย” ซึ่งจะเป็นการสร้างความแตกต่างและสร้างความผูกพันต่อคนไทยและประเทศไทย อย่างเช่น เราขายชายทะเล เกาะ ภูเขา ประเทศไหนก็มี แต่สิ่งที่ไม่มีคือความประทับใจในความเป็นมิตร ความอบอุ่น ช่วยเหลือและบริการที่ดีของคนไทย เราต้องสร้างแบรนด์ของไทยให้คนนึกถึง”


นอกจากนั้น ททท.ยังจะรุกตลาดการท่องเที่ยวผ่านโซเชียล มีเดียและโลกออนไลน์มากขึ้น ทั้งการสร้างเว็บไซต์ของ ททท.ที่เข้าถึงได้ง่าย การลงโฆษณาในลักษณะของ Banner หรือสนับสนุนเปิดพื้นที่ให้ Blogger หรือคนในโลกออนไลน์ต่างๆ พูดคุยถึงประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ประทับใจในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น

“สิ่งที่หวังจะให้เกิดขึ้นเพื่อสร้างความประทับใจ และฝังลงไปในจิตใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายที่ต้องมาท่องเที่ยว จะผ่านประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว ทั้งจากการเรียนรู้ การมีส่วนร่วม การมีส่วนสร้างสรรค์ในการท่องเที่ยวไทย และรวมทั้งการแชร์ประสบการณ์สู่สายตาชาวโลก ซึ่งขณะนี้เริ่มมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวในไทย แชร์ประสบการณ์ที่ดีๆ ผ่านคลิป และโลกออนไลน์มากขึ้น”


*******

ทั้งหมดนี้ คือ แนวคิดของ ททท.ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ทุกอย่างเริ่มต้นอยู่ที่ “คนไทย” เท่านั้น.

 

ทีมเศรษฐกิจ

17 พ.ย. 2556 12:52 17 พ.ย. 2556 14:53 ไทยรัฐ