advertisement

ขอพื้นที่"ชาวนาตัวจริง"ฟังเสียงสะท้อน"รับจำนำข้าว"

โดย ทีมเศรษฐกิจ 15 ต.ค. 2555 05:00

“โครงการรับจำนำข้าว” เป็นหนึ่งในโครงการ “สายล่อฟ้า” ที่ไม่ว่าจะปลุกขึ้นมาดำเนินการในยุคใด สมัยใด จะต้องได้ยินข่าวฉาวของการทุจริตคอรัปชันตามมา

เมื่อรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ตัดสินใจปลุกผีนโยบายรับจำนำข้าวกลับมาตามพันธะที่รัฐบาลหาเสียงไว้ในช่วงเลือกตั้ง แถมยัง “ดั้นเมฆ” ไปถึงขั้นรับจำนำ “ข้าวทุกเมล็ด” เสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงยิ่งกึกก้อง!

“โครงการรับจำนำข้าว” ของรัฐบาลดีเดย์รับจำนำข้าวเปลือกนาปีปี 2554/55 ตั้งแต่ 1 ต.ค.54-29 ก.พ.55 โดยตั้งเป้าหมายรับจำนำข้าวทุกเมล็ด 25 ล้านตัน ด้วยงบดำเนินการมหาศาลถึง 435,000 ล้านบาท ทั้งยังตั้งราคารับจำนำไว้สูงกว่าท้องตลาด โดยข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 20,000 บาท ข้าวหอมจังหวัด 18,000 บาท ข้าวหอมปทุมธานี 16,000 บาท ข้าวเหนียวเมล็ดยาว 10% ตันละ 16,000 บาท ข้าวเหนียวเมล็ดสั้น 10% ตันละ 15,000 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 100% ตันละ 15,000 บาท ฯลฯ

แม้เมื่อถึงเวลารับจำนำจริงรัฐจะใช้งบไปเพียง 160,000 ล้านบาท ด้วยเหตุที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 54 ยังผลให้นาข้าวเสียหายไปจำนวนมาก ส่งผลให้ปริมาณข้าวที่เข้าร่วมโครงการเหลือเพียง 6.9 ล้านตันข้าวเปลือกเท่านั้น ทำให้รัฐลุยโครงการรับจำนำข้าวนาปรังต่ออีกรอบในช่วงวันที่ 1 มี.ค.-15 ก.ย.55 ซึ่งปรากฏว่า ครั้งนี้สามารถรับจำนำข้าวได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 11 ล้านตัน แต่รับจำนำจริงทะลักไปถึง 14-15 ล้านตันวงเงินกว่า 140,000 ล้านบาท

ทำให้ขณะนี้รัฐบาลได้ใช้เม็ดเงินในการรับจำนำข้าวไปแล้วกว่า 21–22  ล้านตัน หรือราว 10-11 ล้านตันข้าวสาร และเม็ดเงินไปแล้วสูงกว่า 300,000 ล้านบาท

เมื่อรัฐบาลประกาศจะเดินหน้านโยบายรับจำนำข้าวฤดูกาลใหม่ที่เริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค.55-15 ก.ย.56 ซึ่งคาดว่าจะใช้เม็ดเงินอีกกว่า 405,000 ล้านบาท รองรับปริมาณข้าวฤดูกาลใหม่ที่คาดว่าจะทะลักไปถึง 25 ล้านตันข้าวเปลือก

เสียงคัดค้านวิพากษ์วิจารณ์จึงกระหึ่มเมือง มีการตั้งข้อสังเกตจากคนในวงการข้าว นักวิชาการหลากสำนักที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการของรัฐบาลดังกล่าว เพราะเห็นว่าการตั้งราคารับจำนำที่สูงกว่าตลาด ทำให้ข้าวไทยเสียเปรียบด้านการแข่งขันในตลาดโลก ขณะที่ปมปัญหาการทุจริตที่แฝงอยู่ใต้นโยบายดังกล่าวยังคงตามหลอกหลอน

กระแสความเคลื่อนไหวต่อต้านนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ดทวีความรุนแรงจนถึงขนาดที่นักวิชาการกลุ่มหนึ่งตัดสินใจยื่นคัดค้านโครงการนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญ แม้ศาลจะไม่รับฟ้อง แต่กระบวนการคัดค้านโครงการรับจำนำข้าวดังกล่าวยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง

ท่ามกลางข้อถกเถียงที่มีต่อโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดที่ยืนกันคนละขั้ว ยากจะหาบทสรุปนั้น ในฐานะสื่อมวลชน “ทีมเศรษฐกิจ” เห็นว่าทุกเสียงที่สะท้อนออกมานั้นเราต้องรับฟัง แต่อีกเสียงที่ดูเหมือนไม่ค่อยมีเวทีให้ได้แสดงความเห็นนัก ก็คือ “ชาวนา” ที่ได้ชื่อว่า “หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน” เราจึงถือโอกาสนี้เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของพวกเขา ซึ่งไม่ใช่มีต่อโครงการรับจำนำข้าวเท่านั้น แต่เป็นเสียงสะท้อนถึงก้นบึ้งของปัญหาที่ชาวนาไทยแบกรับอยู่

ชาวนาสองแควพอใจรับจำนำ

เริ่มจาก นางเพ็ญศรี น้อยเหนื่อย ชาวนา  อ.บางระกำ  จ.พิษณุโลก  เปิดเผยว่า ตนและเพื่อนบ้านเห็นด้วยกับรัฐบาลที่จัดทำโครงการรับจำนำข้าว โดยตนทำนาข้าวทั้งหมด 120 ไร่ สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยถึง 120 ตัน และได้เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวกับรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ราคาที่จำนำได้ไม่ถึง 15,000 บาทต่อตัน เนื่องจากความชื้นของข้าวไม่ได้มาตรฐาน มีการหักลดหย่อนไปตามกติกา ส่วนนี้พวกตนยอมรับได้ และอยากให้รัฐช่วยทำโครงการนี้ต่อไป เพราะราคาข้าวที่ได้คุ้มต่อการลงทุน ซึ่งราคาที่จำนำข้าวที่ได้เนื่องจากตนทำนาข้าวหลายแปลง เมื่อเก็บเกี่ยวไปขาย แต่ละแปลงราคาจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความชื้น เช่น เกี่ยวข้าว 20 ไร่ ต้องขนไปเข้าโครงการ 3-4 เที่ยว แต่ละเที่ยวราคาก็ไม่เหมือนกัน

“เที่ยวแรกขนไปตอนเช้ามีความชื้นมาก ราคาจะต่ำ พอตอนบ่ายมีแดดความชื้นน้อย ราคาจะขยับขึ้น โดยราคาที่ได้จะมีตั้งแต่ 10,300-12,000 บาท แต่สิ่งที่อยากฝากไปถึงรัฐบาลก็คือ ให้ช่วยกระชับเวลาการออกใบประทวน ใบรับรองเกษตรกร และจ่ายเงินให้รวดเร็ว เพราะฤดูกาลที่ผ่านมาถือว่าช้ามาก ทำให้เมื่อราคาข้าวในท้องตลาดเพิ่มขึ้นปัจจุบันจะอยู่ในราคา 8,000-9,500 บาท ชาวนาจึงนิยมขายตรงให้โรงสีมากกว่า เพราะได้เงินทันที”

ทุ่งกุลาฯ โอดขาด “น้ำ” ปลูกข้าว

นายบุตรศรี และนางใย ร้านทอง เกษตรกรทุ่งกุลาร้องไห้ อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ให้ความเห็นถึงราคาจำนำข้าวที่รัฐบาลกำหนดว่า จะว่าพอดีก็ได้ ไม่พอดีก็ได้ เพราะการทำนาในปัจจุบันนี้มีต้นทุนสูงมาก นอกจากนั้น ราคาที่เกษตรกรจำนำได้ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพ รวมถึงความชื้นของข้าวด้วย ดังนั้นอาจจะไม่ได้ราคาเต็มตามที่ตั้งไว้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชาวทุ่งกุลาร้องไห้ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือมากเป็นอันดับที่ 1 คือ น้ำ ซึ่งในขณะนี้เริ่มกลับมาขาดแคลน เพราะลำคลอง และแหล่งน้ำที่รัฐบาลประเทศออสเตรเลีย เข้ามาให้การช่วยเหลือเมื่อกว่า 20 ปีก่อนนั้น ขณะนี้ตื้นเขินหมดแล้ว ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้

“ถ้าต้องให้ชาวนาแก้ปัญหาด้วยการนำเอาน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้เพาะปลูกข้าว ก็จะเป็นการลงทุนมากเกินไป และใต้ดินทุ่งกุลาร้องไห้ เต็มไปด้วยหินเกลือ น้ำบาดาลที่เจาะขึ้นมาเป็นน้ำกร่อย ใช้ทำนาได้ แต่ต้นข้าวเจริญเติบโตให้ผลผลิตแตกต่างจากน้ำจืด”

นอกจากนั้น อีกปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นคือ “กลิ่นหอมของข้าวหอมมะลิ” ที่ปัจจุบันลดลง เพราะชาวนาใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ได้เข้าไปแนะนำให้ชาวนาในทุ่งกุลาร้องไห้ กลับมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอกเหมือนเดิมเพื่อคืนคุณภาพข้าวและความหอมกลับมา

กาฬสินธุ์เตรียมขนข้าวจำนำเพิ่ม

สำหรับ จ.กาฬสินธุ์ นายไมตรี ภูสีดิน เกษตรกร ต.นาดี อ.ยางตาด เปิดเผยขณะยืนดูต้นข้าวที่กำลังเขียวเต็มแปลง ว่า ตนปลูกข้าวหอมมะลิ 7 ไร่ จะเก็บเกี่ยวได้ต้นเดือน ธ.ค. ซึ่งทุกปีที่ผ่านมาจะขายข้าวให้โรงสีเอกชนได้ราคาเกวียนละ 6,000-7,000 บาท แต่ปีนี้ทราบว่า รัฐบาลมีโครงการรับจำนำข้าวเกวียนละ 15,000 บาท จึงติดต่อเพื่อนำข้าวที่รอการเก็บเกี่ยวไปจำนำกับรัฐบาล เพราะเห็นว่าราคาดี แต่อย่าให้ราคาต่ำกว่านี้ จะไม่คุ้มต้นทุน

ขณะที่ นายพิทักษ์ ภูนพทอง ชาวนาใน อ.กมลาไสย กล่าวว่า ราคารับจำนำของรัฐบาลถือเป็นราคาที่น่าสนใจ โดยอยู่ที่ 12,000 บาทต่อเกวียน สำหรับข้าวนาปี และ 15,000 บาทต่อเกวียน สำหรับข้าวนาปรัง ซึ่งหากได้ราคานี้จริงชาวนาไม่จนแน่นอน

“ตอนนี้ชาวนาในหมู่บ้านไม่ได้เป็นหนี้สินนายทุนนอกระบบแล้ว จะเป็นหนี้ก็แต่ ธ.ก.ส. ชีวิตสบายขึ้นกว่าอดีต แต่อย่างไรก็ตาม อยากให้ระวังเรื่องทุจริต เพราะไม่ว่าจะโครงการรับจำนำ หรือโครงการประกันราคาข้าว มักจะมีเรื่องทุจริต ชาวนาตกเป็นเหยื่อ สูญเสียประโยชน์ที่ควรจะได้รับจากการขายข้าว อยากฝากรัฐบาลให้ป้องกันปัญหานี้ด้วย”

สารคามชี้ “เลิกจำนำ” กดราคาคืนชีพ

นายประยูร อนุอัน ชาวนา จ.มหาสารคาม กล่าวว่า ก่อนจะมีโครงการรับจำนำข้าว ชาวนาไม่รู้ว่ารายได้แต่ละปีเป็นอย่างไร เพราะไม่รู้ว่าพ่อค้าคนกลางจะรับซื้อข้าวที่ราคาเท่าไหร่ เพราะไม่มีมาตรฐานในการรับซื้อที่แน่นอน แต่เมื่อมีโครงการรับจำนำข้าวก็ทำให้เกษตรกร ลืมตาอ้าปากได้ และอยากให้รัฐบาลมีโครงการดี ๆ แบบนี้ไปตลอด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนก็ตาม เพราะเกษตรกรได้ประโยชน์

“ถ้าโครงการนี้ถูกยกเลิกจะไม่มีผลดีต่อเกษตรกร เพราะต้องกลับมาขายให้พ่อค้าคนกลางกลับสู่วงจรเดิมที่อาจถูกเอาเปรียบหรือกดราคา”

ส่วนการประกันราคาในยุคของนายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กับโครงการรับจำนำข้าวในยุคของนายกฯยิ่งลักษณ์นั้น การประกันราคาจะมีผลดีต่อเกษตรกรผู้ที่มีพื้นที่ไร่นาเป็นจำนวนมาก ขณะที่โครงการรับจำนำชาวนารายย่อยหรือรายใหญ่ก็ได้ประโยชน์เช่นกัน

“สุรินทร์” มึนโรงสีได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง

ด้าน นายรอบ นามพระ เกษตรกรเมืองข้าวขาว จ.สุรินทร์ ที่บอกว่าสืบทอดอาชีพชาวนามาจากบรรพบุรุษมากกว่า 40 ปีกล่าวว่า หากพูดถึงโครงการช่วยเหลือชาวนาของรัฐบาล ไม่ว่ายุคไหน ตนเองเข้าร่วมมาตลอด แต่ยังไม่เคยเห็นว่า จะมีโครงการช่วยชาวนาไหนที่ดีที่สุด แต่ก็ถือว่าดีกว่าที่รัฐบาลไม่มีมาตรการช่วยเหลืออะไรออกมาเลย และในใจคิดว่า หากพ่อค้าข้าว หรือรัฐบาลขายข้าวให้ต่างประเทศได้มากขึ้น ราคาข้าวที่เกษตรกรได้จะสูงขึ้นด้วย

สำหรับปัจจุบัน ราคาข้าวจะดีหรือไม่นั้น การจำนำข้าวไม่มีผล เพราะโรงสีรู้กันทุกแห่ง และจะซื้อข้าวในราคาที่กลุ่มโรงสีกำหนด รัฐบาลจะประกาศราคาจำนำก็ประกาศไป ราคาที่ได้จริงจะถูกหรือแพงขึ้นกับคุณภาพข้าว และเวลา บางช่วงข้าวมีน้อยก็ได้แพง ข้าวมีมากโรงสีก็ซื้อถูก ความเห็นของตนในฐานะชาวนา ไม่ว่าโครงการจำนำข้าว หรือโครงการอื่นที่ผ่านมา ก็ไม่เห็นว่าราคาจะดีขึ้น หรือลดลง ขึ้นอยู่กับราคาตลาด ราคากำหนดของโรงสี

ส่วนกรณีที่มีนายทุนแอบอ้างว่าเป็นเกษตรกรนำข้าวไปจำนำ นายรอบ กล่าวว่า ยังไม่เคยเห็นด้วยตัวเองได้ยินแต่คนเล่ามา สำหรับในหมู่บ้านนั้นไม่มี เพราะจับกันเป็นกลุ่มและรู้จักกันหมด “ชาวนาอย่างตนเองไม่รู้อะไรมากนัก จึงตอบไม่ได้ว่าโครงการจำนำข้าว หรือประกันราคาข้าวดี เพราะชาวนาไม่มีสิทธิมีเสียงเลือกได้ รัฐบาลประกาศโครงการแบบไหนมาก็ต้องทำตามนั้น”

ชาวนาเชียงใหม่  “ม่วนใจ”
เจ้าส่วนชาวนา จ.เชียงใหม่ นายบุญผาย คำกันสิงห์ ชาวนาดอยสะเก็ด กล่าวถึงมาตรการการรับจำนำข้าว ตามโครงการของรัฐบาลว่า มีความพอใจเพราะหลังจากหักค่าใช้จ่ายในการปลูกข้าวอยู่ที่ไร่ละ 6,000-7,000 บาท มีเงินเหลือเกือบครึ่งต่อครึ่ง หวังว่าโครงการนี้รัฐบาลคงจะดำเนินการในปีต่อไป จะทำให้เกษตรกรชาวนาพอลืมตาอ้าปากได้มีเงินเหลือค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัว

ขณะที่ นายมานพ คำใจใส่ เผยว่าทำนา 6 ไร่ ได้ข้าว 4 ตันเมื่อก่อนจะขายข้าวได้ตันละไม่เกิน 8,000 บาท เมื่อรัฐบาลรับจำนำข้าว หลังจากหักความชื้นแล้วขายได้ถึงตันละ 13,000-13,500 บาท แต่ปัญหาการรับจำนำก็มีบ้าง สาเหตุเกิดจากที่บางครั้งชาวนานำข้าวไปรับจำนำ แต่ถูกเจ้าหน้าที่หักค่าความชื้น บางครั้งหักถึง 15-20% จึงอยากให้รัฐบาลดูแลแก้ไขให้ด้วย อยากให้รัฐบาลประกันราคาข้าวโดยไม่ต้องมีการหักความชื้นของข้าวชาวนาจะได้เงินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ส่วนที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าการรับจำนำมีการทุจริต นำข้าวจากนอกเขตหรือต่างประเทศมาสวมสิทธิ์ พวกตนเห็นว่าเป็นปัญหาที่ปลายเหตุ ฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้ดูแลควรป้องกันการทุจริตให้รัดกุมจะแก้ไขปัญหาได้

นครศรีฯ แอบส่ง “สัญญาณส่อทุจริต”

นายประยงค์  ไทรราษฏร์  อายุ 63 ปี  ผู้ปลูกข้าวรายใหญ่  ใน  อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า การขายข้าวหรือจำนำข้าวในโครงการที่ได้ราคาตามรัฐกำหนด เป็นราคาที่ได้แน่นอน ทำให้ขณะนี้ ชาวนาในนครศรีธรรมราชมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และพอใจมากกับมาตรการรับจำนำข้าว เพราะตอนนี้ไม่ต้อง้อเจ็กง้ออาโกอีกแล้ว พวกนั้นต้องขึ้นราคาข้าวให้เราและต้องมาง้อเราบ้าง จากที่ก่อนหน้านี้ ไม่เห็นหัวเราเลย ตั้งแต่มีโครงการนี้ ทำให้พวกพ่อค้าพูดจากับชาวนาดีขึ้น พูดกับเรามีหางเสียงขึ้น นาทีนี้จึงเป็นนาทีทองของชาวนาอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งที่ไม่เข้าใจอยู่ประการหนึ่ง ตอนนี้ชาวนานำข้าวไปจำนำไปขายในโครงการมาก มีการนำข้าวไปจัดเก็บที่โกดังหรือโรงสีใหญ่ที่อยู่ในโครงการจำนวนมาก แต่ไม่เห็นนำส่งหรือระบายข้าวออกไป ซึ่งทำให้เป็นห่วงว่าการที่เก็บข้าวเปลือกไว้นานในโกดังข้าวอาจจะมีปัญหาได้ เพราะช่วงนี้ภาคใต้ ย่างเข้าสู่หน้ามรสุม หากไม่นำไปสีไปแปรรูป เกรงว่าข้าวจะมีปัญหาเรื่องความชื้นและปัญหาอื่นจะตามมา

“นอกจากนั้น อาจจะมีปัญหาเรื่องการทุจริต หรือเหตุไม่พึงประสงค์ขึ้นได้ เหมือนที่เคยเกิดก่อนหน้านี้ที่  อ.ทุ่งสง  จ.นครศรีธรรมราช  เกิดไฟไหม้โกดังข้าวสารวอดวายเสียหายมหาศาลโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงอยากฝากเรื่องนี้ไปยังผู้รับผิดชอบของรัฐบาลด้วย”

“เชียงราย” แจงปัญหาข้าวโสร่งสวมสิทธิ์

สำรับชาวนา จ.เชียงราย จ.สุดท้ายที่ได้ไปสำรวจ นายประกิต ขัติธรรม ชาวนา อ.แม่สาย  กล่าวว่า ได้เช่าที่ดินทำนา 30 ไร่ หลังเก็บเกี่ยวทุกครั้งต้องรีบขาย เพราะไม่มียุ้งฉางเก็บ หากช่วงเก็บเกี่ยวเกิดมีฝนตก ราคาข้าวก็จะถูกหักลดลงอีก 1-2 บาท โครงการรับจำนำข้าวเป็นเรื่องดี แต่ก็มีปัญหาได้รับเงินไม่เต็มจำนวน ถูกหักค่าขนส่ง เพราะลานข้าวที่มาตั้งจุดรับซื้อในพื้นที่ อ้างว่าต้องขนไปส่งโรงสีที่เข้าโครงการกับรัฐบาลอีกทอดหนึ่ง

ทั้งนี้ ชาวนาใน อ.แม่สาย รายหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นใน อ.แม่สาย คือ ที่นาถูกเปลี่ยนมือเป็นของนายทุน ไต้หวัน ยุโรป และพม่า เชื้อสายชาวไทยใหญ่เข้าครอบครองนับหมื่นไร่ แต่คงชื่อเจ้าของเดิมไว้ เพื่อใช้สิทธิ์ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ ธ.ก.ส. เมื่อเปิดโครงการรับจำนำจะลักลอบนำข้าวพม่า-ลาว เข้ามาสวมสิทธิ์ และยังมีชาวบ้านบางส่วนที่หลังขายข้าวเปลือกใช้หนี้นายทุนเงินกู้แล้ว ยังรวมหัวกับลานข้าวออกใบประทวนผีรับเงิน ธ.ก.ส.อีกทอดหนึ่ง

สุดท้ายจบด้วย ชาวนา อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี นายอุทัย สารวรรณ ซึ่งให้ความเห็นว่า “แม้การแก้ปัญหาราคาข้าวของรัฐบาลถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่รัฐบาลก็ควรให้ความสำคัญกับข้อโต้แย้ง และปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นด้วย เพื่อนำไปสู่การแก้ไขให้ชาวนาได้ประโยชน์สูงสุด และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น”.


ทีมเศรษฐกิจ

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement