advertisement

จับตาเกม "ล้มกระดาน" 3จี! เตะถ่วงอนาคตโทรคมนาคมไทย

โดย ทีมเศรษฐกิจ 17 ก.ย. 2555 05:01


โค้งสุดท้ายกันเข้ามาแล้ว สำหรับการประมูลเพื่อออกใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จีบนคลื่นความถี่ 2.1 กิ๊กกะเฮิรตซ์ (GHz) ที่ประชาชนคนไทยต้อง “หาวเรอ” รอคอยกันมานานกว่า 2 ปี นับตั้งแต่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ถูกล้มการประมูลไปเมื่อ 2 ปีก่อน

และเนิ่นนานมากว่า 6 ปีแล้ว นับตั้งแต่ประเทศไทยจุดพลุโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคที่ 3 นี้เมื่อปี 2549 แต่จนแล้วจนรอด เส้นทางการเปิดประมูลเพื่อออกใบอนุญาต (License) 3 จี ก็ยังคง “ย่ำกับที่” จนหลายฝ่ายอดแสดงความเป็นห่วงไม่ได้ว่า

ระหว่างประเทศไทย กับเพื่อนบ้าน “ตองอู” นั้น ใครจะมี 3 จีก่อนกัน!

แม้วันนี้ เส้นทางการประมูล 3 จีดูจะราบรื่น หลังคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ใน “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ” (กสทช.) เคลียร์หน้าเสื่อในหลักเกณฑ์ เงื่อนไขการประมูลต่างๆ ไปหมดแล้ว และล่าสุดได้ “เคาะโต๊ะ” กำหนดเงื่อนเวลาเปิดประมูลไลเซ่นส์ 3 จีออกมาแล้ว ในวันที่ 16-18 ตุลาคมศกนี้ หรือในอีกไม่ถึงขวบเดือนข้างหน้า

แต่ยิ่งใกล้โค้งสุดท้าย ใกล้เส้นชัยมากเท่าไร กระแสข่าวการ “ล้มประมูล” ก็ยิ่งมีออกมาหนาหูถึงขนาดมีข่าวว่า กลุ่มทุนสื่อสารที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นอยู่กับผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองถึงกลับ “มุดถ้ำ” ขอให้ผู้หลักผู้ใหญ่ออกหน้ากดดันให้รัฐบาล และ กสทช. ยกเลิกการประมูล 3 จีนี้ออกไป

ด้วยข้ออ้างสุด “ล้าหลัง” เมืองไทยเราไม่จำเป็นต้องตามกระแส ประเคนเม็ดเงินนับแสนล้านไปให้ซัพพลายเออร์ผู้ผลิตอุปกรณ์ 3 จีทั้งหลาย เพราะระบบ 2 จีและ 2.5 จีที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น ยัง “เอาอยู่”

“ทีมเศรษฐกิจ” ที่เฝ้าติดตามเรื่องนี้มาตลอด จึงขอเป็นตัวแทนประชาชนคนไทย ตรวจสอบเรื่องนี้ให้ เพราะวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่ได้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยอีกแล้ว แต่เป็นปัจจัยพื้นฐาน ที่มีส่วนสำคัญยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ!!!


******


3 จี...ประชานิยมรากหญ้าของแท้

หากจะพิจารณาตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันที่แม้จะมีเลขหมายมากกว่า 78 ล้านเลขหมายเข้าไปแล้ว ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรของประเทศที่มีอยู่ 66—67 ล้านคนเสียอีก!

แต่ในแง่คุณภาพบริการนั้น ทุกฝ่ายต่างประจักษ์แก่ใจกันดีว่า ได้สร้างความ “เอือมระอา” ให้ประชาชนผู้ใช้บริการ จนถึงขั้นที่ กสทช.ต้องตั้งหน่วยลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพบริการอยู่เป็นประจำ

ทั้งนี้ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คุณภาพบริการแต่ละค่ายตกต่ำ สร้างความเอือมระอาให้แก่ผู้ใช้บริการนั้น เป็นผลมาจากแต่ละค่ายต้อง “เจียด” เอาคลื่นความถี่ที่ตนมีอยู่เพียงน้อยนิด ออกมาพัฒนาบริการมือถือเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ไม่ต่างจากการเอา “แบริเอ่อร์” มากั้นเลนรถยนต์ขึ้นมา 1-2 เลน แล้วเปิดให้รถเข้าไปวิ่งแก้ขัด ไม่ได้เป็นการสร้างทางด่วน “ซุปเปอร์ไฮเวย์” ใหม่ขึ้นมาแต่อย่างใด นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณภาพบริการระบบ 3 จีในเมืองไทยตกอยู่ในสภาพ “แออัดยัดทะนาน” ไม่ต่างไปจากสภาพ “ทางด่วน” ใจกลางกรุงที่เราเห็นกันจนชาชิน

และเพราะความล่าช้าในการออกใบอนุญาต 3 จีบนคลื่นความถี่ใหม่ ที่ไม่ว่าจะเกิดจากองค์กร กสทช.ต้องประดิดประดอยถ้อยความในร่างหลักเกณฑ์การประมูล หรือต้องมีกระบวนการศึกษา วิเคราะห์ทำประชาพิจารณ์ หรือต้องให้ทุกภาคส่วนยอมรับกันอย่างหมดจดว่าหลักเกณฑ์ประมูลที่ออกมาโปร่งใสยิ่งกว่าหลักเกณฑ์ “เทวดา” ฯลฯ

จึงทำให้แต่ละค่ายต้อง “ดิ้นรน” หาหนทางช่วงชิงคลื่นความถี่ที่จะมารองรับการขยายตัวของบริการมือถือที่แออัดยัดทะนานกันอย่างถึงพริกถึงขิง ด้วยไม่รู้ว่าประเทศไทยเราจะมีการประมูล 3 จีได้เมื่อไหร่

เราได้เห็นค่ายมือถือที่มีอิทธิพลทางการเมืองเหนือคู่แข่ง ใช้อิทธิพลในการช่วงชิงคลื่นความถี่มาเป็นของตนให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ซึ่งหากยังคงปล่อยไว้เช่นนี้ ประเทศไทยก็ยิ่งจะจมปลักถอยหลังลงคลอง

เหตุนี้ ความจำเป็นในการผลักดันบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จีบนคลื่นความถี่ใหม่ 2.1 GHz จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ กสทช.จะต้องเร่งรัดดำเนินการโดยเร็วและไม่ควรที่จะมีองค์กรใด หรือเครือข่ายใดสอดมือเข้ามาขัดขวางการประมูลในครั้งนี้อีก

เพราะสิ่งนี้นี่แหละคือ นโยบายประชานิยมรากหญ้าที่ประชาชนคนไทยเฝ้าถวิลหากันมาตลอดศก!

เส้นทางวิบากกรรม “3 จี” เมืองไทย

หากทุกฝ่ายจะย้อนกลับไปพิจารณาเส้นทางการประมูลมือถือระบบ 3 จีบ้านเรา จะเห็นได้ว่า ต้องเผชิญ “อาถรรพณ์” มาครั้งแล้วครั้งเล่า การประมูล 3 จีในครั้งก่อนที่ “คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ” (กทช.) ดำเนินการไปเมื่อกว่า 2 ปีมาแล้ว

แม้ กทช.ในขณะนั้น จะเตรียมการประมูลไปถึงขั้นจับจองโรงแรมระดับ 5-6 ดาวไว้เสร็จสรรพ กำหนดเงื่อนเวลา และรูปแบบการประมูลที่เรียกได้ว่าขนกันมาสุดอลังการงานสร้าง แต่สุดท้ายก็ถูก “กระตุกเบรก” จนต้องล้มการประมูลไป เมื่อถูกหน่วยงานของรัฐคือ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ฟ้องศาลปกครองให้ระงับประมูล ด้วยความไม่ชัดเจนในอำนาจขององค์กร กทช.ในขณะนั้น

หนนี้ เมื่อมีกระแสข่าวสะพัดเกี่ยวกับการ “ล้มกระดาน” การประมูล 3 จีที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่ถึงขวบเดือนข้างหน้า ด้วยข้ออ้างที่ดูจะหนักแน่นกว่า ทั้งกรณีเงื่อนไขการประมูลที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนสื่อสารรายเดิม เป็นการจัดฉากการประมูลที่จัด “ฮั้ว” กันไว้แล้ว รวมทั้งบางกลุ่มยังมองว่า มีการตั้งราคาประมูลคลื่นความถี่ที่เป็นทรัพยากรของรัฐไว้ต่ำเกินไป ฯลฯ

ทุกฝ่ายจึงต่างเฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวครั้งนี้ กันอย่างไม่กะพริบตา!

เพราะผลพวงจากความล่าช้าในการออกใบอนุญาตประกอบกิจการ 3 จีที่ว่า จะสร้างปัญหาใหญ่ให้กับการเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศอย่างไม่มีวันจะกู่กลับมาได้อีก

ด้วยเทคโนโลยีระบบ 3 จีนั้น ไม่ได้ให้บริการแค่ภาพ เสียงและข้อมูลอินเตอร์เน็ตแบบพื้นๆ อย่างที่เป็นอยู่ แต่ได้ก้าวข้ามไปถึงขั้นสามารถให้บริการสื่อ “มัลติมีเดีย” ที่รวมเอาความก้าวหน้าทางวิทยาการทั้งมวลของโลกมาไว้บนปลายนิ้วสัมผัสเท่านั้น ประเทศต่างๆทั่วโลกต่างใช้ประโยชน์จากเครือข่ายไร้สายดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศอย่างชนิด “ก้าวกระโดด”

ขณะที่เพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันต่างให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี กันไปแล้วตั้งแต่ปีมะโว้เมื่อ 5-6 ปีก่อน ไม่ว่าจะ สปป.ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และโดยเฉพาะเวียดนามนั้น รัฐบาลเวียดนามยังรุดหน้าไปถึงขั้นจัดสรรคลื่นความถี่ 4 จี ไปให้แก่ 4 วิสาหกิจเวียดนามได้ทดลองเทคโนโลยีใหม่กันไปแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน

แต่ประเทศที่ประกาศตัวจะเป็น “พี่ เบิ้มอาเซียน” อย่างไทยนั้น ระบบ 3 จี ที่เราโอ่นักโอ่หนาว่าสัญ- ญาณ ครอบ-คลุมทั่วประเทศ ชัดเจนซะยิ่งกว่าอะไรนั้น แท้จริงแล้วยังเป็นเพียงการ “อัพเกรด” โครงข่ายมือถือระบบ 2 จีเดิมด้วยเทคโนโลยีบีบอัดสัญญาณ (HSPA) เท่านั้น จะเรียกว่า เป็นแค่ระบบ 3 จี “จำแลง” ก็ไม่ผิดนัก

เหตุนี้ทุกฝ่ายจึงเฝ้ารอว่า เมื่อไหร่ กสทช.จะออกใบอนุญาต 3 จี “พันธุ์แท้” บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ได้เสียที ประเทศไทยเราจะได้ “กู้หน้า” ไม่ถูกเพื่อนบ้านค่อนขอดปรายหางตามองอย่างที่เป็นอยู่!!!

3 จีกับจุดเปลี่ยนอนาคตประเทศไทย


หากทุกฝ่ายจะได้พิจารณาอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ “ไอซีที” ของประเทศในปัจจุบัน ข้อมูลที่น่าตกใจยิ่งที่กระทรวงไอซีทีเพิ่งแถลงออกมาล่าสุดนั้น พบว่าขีดความสามารถในการแข่งขันด้านไอซีทีของไทยร่วงหล่นลงไปอยู่ในอันดับที่ 77 ของโลก จากที่เคยยืนอยู่ในอันดับที่ 34 ของโลกเมื่อปี 2549

แน่นอน! ความล้มเหลวที่เกิดขึ้น คงไม่สามารถกล่าวโทษว่า เป็นความล้มเหลวของรัฐบาล หรือกระทรวงไอซีทีเพียงหน่วยงานเดียว แต่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แม้กระทั่งองค์กร กสทช.เองก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบในความล้มเหลวที่เกิดขึ้นนี้ด้วย

เพราะอย่างที่กล่าวมาแต่ต้น บทบาทความสำคัญของโทรศัพท์เคลื่อนที่มีมากแค่ไหนนั้น ก็ดูได้จากเพียงแค่ระบบสื่อสารของบริษัท มือถือบางแห่ง “ล่ม” (ซ้ำซาก) ไปเพียงชั่วโมงเศษก็ยังความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจไปมหาศาล จนถึงขั้นที่ กสทช. ต้องออกโรงสั่งปรับบริษัทผู้ให้บริการรายนี้ไปนับสิบล้านบาท และบริษัทเองยังต้องชดเชยเยียวยาลูกค้าผู้ใช้บริการใต้ชายคาตามมาอีกนับร้อยล้าน!

สำหรับ “ทีมเศรษฐกิจ” แล้ว เราอยากฝากข้อคิดเตือนสติไปยังทุกภาคส่วน การประมูลเพื่อออกใบอนุญาต 3 จีบนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ครั้งนี้ ไม่เพียงจะเป็นก้าวสำคัญในการกอบกู้ความเชื่อมั่นของประเทศ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

และโดยเฉพาะเพื่อ “กู้หน้า” ประเทศไทยไม่ให้อับอายเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วยกันแล้ว!

ยังเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประชาชนคนไทยเข้าถึงบริการโทรคมนาคมในยุคที่ 3 อย่างแท้จริง ก่อให้เกิดการแข่งขันในบริการโทรคมนาคมอย่างเสรี และเป็นธรรมอย่างแท้จริง เพราะผู้ประกอบการโทรคมนาคมทุกราย จะเริ่มต้นให้บริการมือถือบนพื้นฐานเดียวกัน แข่งขันภายใต้หลักเกณฑ์ กติกาเดียวกันดังที่ทุกฝ่ายเรียกร้องมาโดยตลอด

ที่สำคัญการประมูลเพื่อออกใบอนุญาต 3 จีครั้งนี้ยังถือเป็นโครงการลงทุนเมกะโปรเจกต์ที่รัฐบาลไม่ต้อง “บากหน้า” ไปแสวงหาแหล่งเงินกู้ที่ไหนมาตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เฉกเช่นโครงการลงทุนของรัฐอื่นๆ เพราะบริษัทสื่อสารโทรคม นาคมทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งซัพพลายเออร์ 3 จี จากทั่วโลกพร้อมหอบเม็ดเงินนับหมื่นล้านมาลงทุนกันอยู่แล้ว

ยิ่งในห้วงที่เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังซบเซาด้วยแล้ว บรรดาค่ายมือถือ ผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ จากทั่วโลกที่ต่างกำลังมองหาตลาดระบายของกันเช่นนี้ด้วยแล้ว การลงทุนระบบ 3 จีช่วงเวลานี้จึงเป็น “โอกาสทอง” ของประเทศไทยอย่างแท้จริง!!!

รัฐบาลเองนอกจากจะมีรายได้จากค่าธรรมเนียมการประมูลไม่ต่ำกว่า 40,000 ล้านบาทแล้ว

“โอปะเรเตอร์” มือถือแต่ละรายที่ได้ใบอนุญาต หรือไลเซ่นส์ไป จะต้องมีการลงทุนในระบบเครือข่ายอุปกรณ์ ระบบสัญญาณต่างๆไม่ต่ำกว่ารายละ 20,000-30,000 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งจะก่อให้เกิดการจ้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจให้กระเพื่อมไปอีกมากแค่ไหนนั้น ทุกฝ่ายคงจะพอจินตนาการได้

แล้วเราจะปล่อยให้เกิดสุญญากาศ เกิดการชะงักงันของการประมูล ปล่อยให้องค์กรเครือข่ายหรือกลุ่มทุนสื่อสารรายใดยื่นมือเข้ามา “กระตุกเบรก” หรือล้มกระดานการประมูลที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้านี้ได้หรือ

เรายอมที่จะถูก “ตราหน้า” ว่า เป็นพี่เบิ้มอาเซียนที่มี “แต่เปลือก” กันได้หรือ?!!!


******


สำหรับ “ทีมเศรษฐกิจ” แล้ว เราอยากตอกย้ำให้ทุกฝ่ายได้ตระหนัก วันนี้ บริการโทรศัพท์ เคลื่อนที่ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือยอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่มีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในภาคอื่นๆ ไปแล้ว

หากการประมูล 3 จีที่เดินมาถึงโค้งสุดท้ายในอีกไม่ถึงขวบเดือนข้างหน้าต้อง “พังครืน” ลงไป และ “ย่ำรอย” ความล้มเหลวจากเกมสกปรกใดๆ กันอีก ก็สมควรที่ประชาชนคนไทยจะลุกขึ้นมาประณาม และ “ตราหน้า” อ้ายและอี หรือองค์กรเหล่านี้ให้พ้นไปจากผืนแผ่นดินไทยกันเถอะ...

โทษฐานที่เป็นคนไทยแต่กลับไม่สำเหนียกไม่อยากเห็นประเทศไทยพัฒนาก้าวไปข้างหน้า ต้อง “จมปลัก” อยู่กับความล้าหลัง!!!


ถ้อยแถลงแห่ง 3 หนุ่ม 3 จี


สมประสงค์ บุญยะชัย
ประธานกรรมการบริหารบริษัท อินทัช และรองประธานกรรมการบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส

ใครก็ตามที่คิดจะล้มการประมูล ตั้งใจไม่ให้เกิดการประมูล 3 จีในครั้งนี้ ถือเป็นคนที่ต้องการทำลายชาติ โดยเฉพาะเมื่อเรากำลังก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เราจะกลายเป็นประเทศเดียวที่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานไร้สาย 3 จี และนี่คือสิ่งที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขัน

“ขออนุญาตยกกฎหมายตราสามดวง กฎหมายโบราณที่ว่า อ้ายหรืออีตนใดที่คิดขัดขวางการประมูล 3 จีอีก ถือเป็นบุคคลที่ไม่สำนึกบุญคุณประเทศ เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ผมคิดว่าพระสยามเทวาธิราชจะลงโทษบุคคลเหล่านั้นเป็นแน่”

ในโลกนี้มีกฎอยู่ด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่ กฎหมายซึ่งหากคุณหลีกเลี่ยงได้ ถือว่าคุณฉลาดมาก กฎสังคม หากคุณรวย ก็อาจสามารถชักจูงคนในสังคมให้คล้อยตามคุณได้ และสุดท้ายกฎแห่งกรรม สิ่งนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การขัดขวางการประมูล 3 จี ถือเป็นการทำกรรมแก่ประเทศชาติ ถือเป็นเคราะห์กรรมที่หนักมาก

“สำหรับเอไอเอสนั้น เราพร้อมมากและพร้อมมานานแล้ว โดยเฉพาะเรื่องเงิน ขอพูดแค่ว่าตอนนี้เอไอเอสมีกระแสเงินสดหมุนเวียนอยู่ 20,000 ล้านบาท มาถึงขณะนี้จึงไม่ต้องคิดอะไรมากแล้ว การประมูลจะต้องเกิดขึ้น การประกวดราคาครั้งนี้จะช่วยให้เกิดการสร้างงาน การลงทุน เงินภาษีเข้ารัฐ นอกจากเงินประมูลไม่ต่ำกว่า 40,000 ล้าน”

จอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอม-มูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค


ณ ขณะนี้ ต้องถือว่า กสทช. ได้กำหนดเงื่อนไขและเดินหน้าสู่การประมูล 3 จีได้เข้ารูปเข้ารอย เป็นอย่างดี ดีแทค ในฐานะผู้ประกอบการรายหนึ่งในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย ลูกค้า และประเทศ พร้อมแล้วต่อบริการและเทคโนโลยีใหม่ 3 จีบนคลื่นความถี่ 2.1 GHz

เรื่องข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับการล้มประมูลที่เกิดขึ้นนั้น ผมว่าเป็นเรื่องปกติ เวลามีเหตุการณ์ใหญ่ๆ ก็จะต้องมีข่าวลือต่างๆนานาเสมอ ความจริงเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ ทำให้เชื่อมั่นมากขึ้นว่า อย่างไรเสียการประมูลที่กำหนดมีขึ้นในวันที่ 16 ต.ค. นี้นั้น จะเกิดขึ้นแน่

ความคาดหวังของดีแทคตอนนี้ จึงหนีไม่พ้นความต้องการให้การประมูลเกิดขึ้นตามกำหนด ผสมรวมกับความหวังว่าจะเกิดความชัดเจนต่อสัมปทานเดิมที่มีอยู่ ในเวลาอันรวดเร็ว ภายใต้เงื่อนไขที่จะส่งผลดีต่อประเทศ รัฐวิสาหกิจ เจ้าของสัมปทานเดิมทั้งทีโอทีและกสท โทรคมนาคม รวมทั้งเอกชน ในลักษณะวิน-วิน หรือ สมประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย

ศุภชัย เจียรวนนท์
กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ผมเชื่อว่าการประมูลจะเกิดขึ้นแน่ ไม่น่ามีพลิกล็อกอีก ยืนยันได้เลยว่าทรูเข้าประมูลและเต็มที่แน่ๆ และยินดีพยายามทุกอย่างที่จะทำให้เกิดการประมูล ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดเสรี สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมเสียที ที่สำคัญเราไม่ต้องการเป็นแพะอีกต่อไป

คนมองว่าเรามีสัญญา 3 จีกับ  กสท โทรคมนาคม ภายใต้แบรนด์ทรูมูฟเอชอยู่แล้ว แต่การประมูล 3 จีบนคลื่น 2.1 GHz ก็ถือเป็นปัจจัยที่จะสร้างสมดุลให้เรา ทำไมเราจะไม่ต้องการได้ใบอนุญาตคลื่นใหม่มาให้บริการ

คราวที่แล้ว การประมูล 3 จีไม่เกิด ทรูซึ่งสัมปทานจะหมดอายุรายแรก ในเดือน ก.ย. 2556 จึงต้องขวนขวายหาทางออกด้วยการซื้อกิจการฮัทชิสัน เราต้องทำเพื่อความอยู่รอด ครั้งนี้ขอให้ประมูลได้เสียทีเถิด เรื่องเงิน ยอมรับว่าฐานะด้อยกว่าคู่แข่ง แต่ไม่ใช่อุปสรรค และไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีศักยภาพในการแข่งขันประมูล อย่าดูถูกเรา

ที่สำคัญการได้ใบอนุญาต 3 จี จะนำไปสู่แนวทางการเปิดรับพันธมิตรใหม่เข้ามาถือหุ้น ซึ่งผมเคยพูดไว้นานแล้ว ถือเป็นเป้าหมายของบริษัท การมีใบอนุญาต ทำให้เราน่าสนใจขึ้นและทำให้ทรูมีสถานภาพที่เข้มแข็งขึ้น แต่การพิจารณารับพันธมิตรใหม่เข้ามาถือหุ้นซึ่งต้องไม่เกิน 25% มีปัจจัยหลักคือพาร์ทเนอร์ต้องยอมรับในทิศทางของบริษัทเราและปัจจัยต่อมาคือราคาต้องได้.

 


ทีมเศรษฐกิจ

โหวตข่าวนี้