advertisement

ปรับโครงสร้างประเทศครั้งใหญ่ "กิตติรัตน์" ทุ่ม 2.2 ล้านล้านวางรากฐานอนาคตไทย

โดย ทีมเศรษฐกิจ 9 ก.ค. 2555 05:00

ท่ามกลาง “วิกฤติเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงของโลก” ที่กำลังเกิดขึ้นในสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลกระทบไปยังทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ให้ต้องเร่งหามาตรการรับมือและบรรเทาความเสียหาย

“เศรษฐกิจไทย” ยังมีแรงกดดันอีกด้านจากในประเทศ ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ในช่วงที่ประเทศไทยประสบกับมหาอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และผลกระทบต่อเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้เศรษฐกิจไทยขาดการลงทุนมายาวนาน และละเลยการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

วันนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ “นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี” มีภาระหนักที่จะต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง ไม่เพียงแค่ปรับโครงสร้างเฉพาะหน้า รองรับการเข้าสู่ “ประชาคมอาเซียน (เออีซี)” ในปี 2558 เท่านั้น แต่ยังต้องเร่งลงมือวางรากฐานสร้างประเทศไทยใหม่ เพื่อรับรองอนาคตไปอีก 10-20 ปีข้างหน้า

“ทีมเศรษฐกิจ” ได้สัมภาษณ์ “นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะที่กำกับดูแลทางด้านเศรษฐกิจ ถึงทิศทางอนาคตของประเทศ และความพร้อมของยุทธศาสตร์การฟื้นฟูประเทศไทย

ออก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน


ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา เป็นช่วงที่รัฐบาลวางแผนที่จะพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจประเทศ รวมถึงการแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคการลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ เช่น การแก้ไขปัญหาหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เพื่อให้เงิน 60,000 ล้านบาทที่เคยต้องเสียเป็นค่าดอกเบี้ยกลับมาเป็นกระสุนของรัฐบาล

“ดังนั้น ที่หลายคนมองว่า รัฐบาลกินบุญเก่าอยู่นั้น ผมมองว่า ที่ยังกินบุญเก่าก็มีอยู่จริง แต่ก็ต้องรับกรรมเก่าที่เคยก่อมาแล้วด้วย แต่ต่อจากนี้ สิ่งที่รัฐบาลจะเร่งทำ คือ การสร้างบุญใหม่ และไม่ก่อกรรมเพิ่ม โดยในระยะ 1 ปีถึง 1 ปีครึ่งจากนี้ จะเห็นภาพชัดเจนถึงการแก้ไขปัญหาและสร้างอนาคตใหม่” ปรารภแรกที่รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง “กิตติ-รัตน์ ณ ระนอง” ให้คำมั่น

ส่วนแนวทางการวางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลจะมาจากข้อเสนอของ นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ซึ่งคำนวณว่า ในอีก 7 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.27 ล้านล้านบาท เพื่อรองรับความเป็น “ศูนย์กลางของอาเซียน” ในอนาคต

ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ กระทรวงการคลังกำลังเตรียมที่จะออกพระราชบัญญัติหรือ พ.ร.บ.กู้เงินฉบับใหม่ วงเงิน 1.6 ล้านล้านบาท แต่รวมแล้วไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในอนาคตอย่างยั่งยืน ภายหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปลายปีที่แล้ว และยังสามารถรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 ได้ด้วย

“มีคนถามมากว่า ทำไมรัฐบาลเลือกที่จะออก พ.ร.บ.กู้เงิน แทนที่จะตั้งวงเงินงบประมาณขาดดุลเพิ่มเติมในแต่ละปี คำตอบก็คือ รัฐบาลไม่ต้องการให้ฐานะการคลังของประเทศขาดดุลเรื้อรังนานเป็นสิบๆ ปี และมีเป้าหมายจะลดการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณนี้ (2555) ตั้งเป้าหมายขาดดุลไว้ 400,000 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2556 จะลดเหลือ 300,000 ล้านบาท งบประมาณปี 2557 เหลือ 200,000 ล้านบาท และจะเริ่มเข้าสู่งบประมาณสมดุลหรือขาดดุลเพียงเล็กน้อยในปี 2558 ทั้งหมดเป็นทิศทางที่ต้องการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ภาคการคลัง”

ส่วนที่ว่า การออก พ.ร.บ.กู้เงินของรัฐบาลเพราะต้องการเลี่ยงบาลีหรือไม่ ทำให้ไม่ต้องตั้งงบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้นใช่หรือไม่ ก็ไม่เป็นความจริง เพราะในที่สุดแล้ว พ.ร.บ.ที่ออกเป็นกฎหมายใหม่ จะมีการระบุรายละเอียดของการใช้จ่ายเงินไว้อย่างชัดเจนว่า งบประมาณก้อนนี้จะใช้ไปกับโครงการอะไร จำนวนเท่าไหร่ ขณะเดียวกัน รัฐสภาก็สามารถท้วงติง หรือนำไปอภิปรายถกเถียงในสภาได้ หากเห็นว่าบางโครงการไม่คุ้มค่าลงทุนก็สามารถตัดออกไปได้


เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐาน—โลจิสติกส์


สำหรับแนวทางการดำเนินการกับวงเงินกู้ ตาม พ.ร.บ.กู้เงินฉบับใหม่นั้น รองนายกฯและ รมว.คลัง ระบุว่า วงเงินส่วนใหญ่ประมาณ 3 ใน 4 หรือราว 1.5 ล้านล้านบาท จะนำไปใช้กับการสร้าง และยกระดับ “ระบบโลจิสติกส์” ของประเทศ เพราะทุกวันนี้ประเทศไทยมีภาระต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่สูงมาก

โดยโครงการที่วางไว้ เช่น การก่อสร้างถนนเพิ่มเติมเพื่อเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจต่างๆ โครงการขยายและปรับปรุงท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง เพื่อให้เรือสามารถนำสินค้าเข้าฝั่งได้เร็วขึ้นจากที่ต้องลอยลำรอคิว รวมทั้งอาจสร้างท่าเรือแห่งใหม่เพิ่มเติมเพื่อใช้ในการขนถ่ายสินค้า รวมทั้งการก่อสร้างรถไฟสายใหม่และปรับปรุงเส้นทางรถไฟเดิมให้เป็นรางคู่ รองรับการขนส่งสินค้าและขนส่งผู้โดยสาร

นอกจากนั้น ยังมีโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง โครงการการปรับปรุงและขยายศักยภาพของสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นตามแผนงานของกระทรวงคมนาคม โครงการจัดหาไฟฟ้าและพลังงานให้เพียงพอ รองรับการขยายตัวและการพัฒนาประเทศในอนาคต รวมทั้ง การลงทุนในโครงการแก้ปัญหาลุ่มน้ำเจ้าพระยา 3.5 แสนล้านบาท ที่จะดำเนินการควบคู่ไปด้วย

กิตติรัตน์ ยังตั้งข้อสังเกต ปัจจุบันต้นทุนขนส่งทั้งระบบของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 15-19% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) นับเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยตามแผนงานที่วางไว้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะลดต้นทุนของโลจิสติกส์ลงมาให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 10% ของจีดีพี

“ทุกวันนี้เราเห็นรถสิบล้อที่ต่อท้ายเป็นรถพ่วง ดูแล้วไม่ต่างจากกองทัพมด แต่หากเอารถสิบล้อพ่วงเหล่านี้มาตั้งอยู่บนรางรถไฟ เพื่อขนส่งสินค้าไปยังศูนย์กระจายสินค้า หรือท่าเรือแหลมฉบัง โดยอาศัยรางรถไฟที่มีอยู่แล้ว จะวิ่งได้ถึงวันละ 56 เที่ยว หากทำได้สำเร็จประเทศไทยจะมีศักยภาพในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น”

บางคนบอกกับผมว่า รัฐบาลก่อหนี้น้อยๆ ดีกว่า ผมบอกไม่ใช่ หากรัฐบาลก่อหนี้ในระดับที่ต่ำมาก แต่เรากลับได้ยินข่าวว่า รถไฟตกรางเกือบทุกวันจนเห็นเป็นเรื่องปกติ หรือเห็นความไม่พร้อมของสนามบินสุวรรณภูมิที่มีผู้โดยสารล้นทะลัก รันเวย์ถูกปิดซ่อมจนเครื่องบินดีเลย์ หรือต้องบินวนเป็นเวลานานถึงจะลงจอดได้ พอจะกลับไปฟื้นสนามบินดอนเมืองก็ติดว่า ไม่มีงบประมาณอีก

“หากเป็นดังนี้ เรายังจะภาคภูมิใจกับหนี้สาธารณะในระดับต่ำๆแบบนี้อยู่อีกหรือ ที่สำคัญ ในอนาคต 4—5 ปีข้างหน้า หากเราไม่สามารถรักษาความได้เปรียบของประเทศที่เคยบอกว่า ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน  มันจะกลายเป็นอุปสรรคที่อาจสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศหนักยิ่งขึ้นไปอีก”

ประกาศิตประเทศไทย “พร้อมสุดๆ”


กับคำถามที่ว่า ประเทศไทยมีความพร้อมต่อการลงทุนโครงการพื้นฐานต่างๆมากน้อยแค่ไหน กระทรวงการคลังจะกู้เงินสูงถึง 2.27 ล้านล้านบาท จากที่ไหนหรือแหล่งใด

“ผมตอบได้ทันทีว่า ตอนนี้ประเทศไทยมีความพร้อมที่สุด และมีศักยภาพสูงมากที่จะลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ได้ เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้ลงทุนเองทั้งหมด และไม่ได้ลงทุนพร้อมกันในครั้งเดียวทันที แต่จะทยอยลงทุนอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 7 ปีจากนี้ไป จึงมั่นใจว่า การลงทุนเหล่านี้จะไม่กระทบต่อฐานะการคลังของประเทศ ประกอบกับเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ถือได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มีความแข็งแกร่งมาก”

วันนี้ ประเทศไทยมีสภาพคล่องส่วนเกินในระบบมากถึง 2.9 ล้านล้านบาท เพียงพอหากรัฐบาลจะทยอยกู้เงินเพื่อมาลงทุนในระยะ 7 ปีข้างหน้า เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศ รองรับอนาคต

“อย่างโครงการรถไฟรางคู่ หรือการขยายท่าเรือแหลมฉบัง หากเริ่มก่อสร้างวันนี้ ก็ต้องใช้เวลาอีกถึง 5 ปีถึงจะเปิดใช้งาน เราจึงไม่กังวลกับสถานะและสภาพคล่องทางการเงินจะมาจากไหน แต่ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องพยายามผลักดันเพื่อให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจเดินหน้ารองรับอนาคตที่จะเกิดขึ้น”

ส่วนการกู้เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่จะหันมากู้เป็นเงินบาทนั้น กิตติรัตน์ยืนยันว่า เพราะเรามีสภาพคล่องเงินบาทเหลือเฟือ ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศก็มีมากเพียงพอจะรองรับการนำเข้าเพื่อลงทุนในโครงการต่างๆ เหล่านี้

ด้านรัฐวิสาหกิจก็เช่นกัน ไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงินจากต่างประเทศอีกแล้ว ผิดกับในอดีต เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ที่ไม่ว่ารัฐบาล หรือรัฐวิสาหกิจจะลงทุนอะไรก็ต้องกู้เงินจากต่างประเทศ ยิ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ อย่างการซื้อเครื่องบินของการบินไทย หรือรถไฟฟ้า ล้วนต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ

“สภาพคล่องที่ส่วนเกินสูงถึง 2.9 ล้านล้านบาท ทำให้รัฐบาลมองไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องกู้เงินต่างประเทศอีกต่อไป เพราะเวลานี้ สภาพคล่องเงินบาทมีมากเกินไปและสามารถใช้จ่ายเงินได้อย่างสบายๆ แม้ว่าโครงการเหล่านั้น จะมีวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงก็ตาม”

ที่สำคัญการกู้เงินบาทไม่เพียงแต่ช่วยลดสภาพคล่องส่วนเกินที่มีมากเกินไปลงมา ยังจะมีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังการผลิตให้เกิดขึ้นในประเทศได้ด้วย

สภาพคล่องล้น—แก้ขาดทุน ธปท.


สำหรับสภาพคล่องส่วนเกินที่มีอยู่ในระบบสูงถึง 2.9 ล้านล้านบาทนั้น เป็นผลมาจากการสะสมความมั่งคั่งของประเทศตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ประเทศไทยประสบวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 หลังจากเราประกาศใช้อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว ประเทศไทยต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูเศรษฐกิจนานถึง 5 ปี กว่าจะทำให้ประเทศที่ขาดดุลการค้ากลับมาเป็นเกินดุลการค้า เกินดุลบัญชีเดินสะพัด และเกินดุลการชำระเงินได้

และเมื่อครบ 10 ปี หลังเหตุการณ์ฟองสบู่แตก คือในปี 2550 ประเทศไทยมีทุนเงินสำรองเงินตราระหว่างประเทศเกินกว่า 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังจากนั้น เรายังคงได้เปรียบดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง ดุลบัญชีเดินสะพัด ดุลชำระเงินที่เป็นบวกอยู่แล้วก็ยิ่งบวกมากขึ้นไปอีก เนื่องจากมีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

“เงินตราต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย จะถูกแลกเป็นเงินบาทเพื่อใช้จ่าย ประเด็นที่เป็นปัญหาคือ เมื่อเงินตราต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก จะเกิดภาวะที่เรียกว่า สภาพคล่องเงินบาทส่วนเกินมีมากเกินไป หรือล้นระบบ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงดูแลด้วยการดูดซับสภาพคล่องกลับ ด้วยการออกพันธบัตร ธปท.มากู้เงินจากระบบเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะหากสภาพคล่องมีมากเกินไป จะทำให้ธนาคารพาณิชย์กดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว้ในระดับต่ำ ขณะเดียวกัน ก็จะผลักอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้สูงมากขึ้น”

จากการติดตามข้อมูลพบว่า สภาพคล่องส่วนเกินที่ ธปท.ดูดซับออกจากระบบที่มียอดคงค้างถึง 2.9 ล้านล้านบาท ธปท.ย่อมมีภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้แก่นักลงทุนที่ถือพันธบัตร ขณะเดียวกัน ผลตอบแทน ธปท.ได้รับจากการนำทุนสำรองทางการไปลงทุนในต่างประเทศยังต่ำกว่าดอกเบี้ยจ่าย ส่งผลต่อดุลของ ธปท.ขาดทุน

หากปล่อยให้เหตุการณ์เป็นอย่างนี้ต่อไป ธปท.จะยิ่งขาดทุนสะสมมากยิ่งขึ้น เพราะยอดหนี้คงค้างพันธบัตร 2.9 ล้านล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี ธปท.ต้องหาเงินมาจ่ายถึงปีละ 100,000 ล้านบาท ธปท.จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย แม้ผู้ว่าการ ธปท.จะบอกว่าสามารถดูแลตัวเองได้ แต่ก็ไม่ต่างจากที่ยุโรปบอกกับประชาคมโลกอยู่ในเวลานี้

“เมื่อรัฐบาลเห็นอย่างนี้ก็เลยต้องบอกว่า อย่ารอให้ถึงวันนั้นเลย เพราะผมมั่นใจว่า ธปท.ไม่มีทางพิสูจน์ได้ว่าสามารถดูแลจัดการหนี้ก้อนนี้ได้อย่างไร หนทางที่ดีที่สุด คือ ธปท.ต้องพยายามลดยอดหนี้พันธบัตรลงให้ได้”

สิ่งที่กระทรวงการคลังดำเนินการในเวลานี้ คือ การเข้าไปช่วย ธปท.คิด ไม่ใช่ในฐานะ รมว.คลังเท่านั้น แต่ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่อยากเข้าไปยุ่งกับ ธปท. แต่ถ้าเราเห็นเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตแล้วไม่แก้ไขตั้งแต่วันนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็คือ ผลที่จะมากระทบกับเศรษฐกิจไทย

“ขอยืนยัน รัฐบาลไม่ได้บีบบังคับ ธปท. แต่ต้องดำเนินการด้วยความพร้อมใจ ที่จะทำให้เงินที่ดูดซับค่อยๆทยอยไปอยู่ในมือของคนที่เป็นเจ้าของอย่างแท้จริง และเกิดประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว ทั้งในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง และภาคการเงิน เพื่อไม่ให้ภาพรวมเกิดอาการสะดุด”

ยืนยันไม่กระทบหนี้สาธารณะ


อีกคำถามยอดฮิตที่นักวิชาการแสดงความกังวลก็คือ ผลกระทบจากหนี้สาธารณะของประเทศ จะทำให้ประเทศเราซ้ำรอยวิกฤติประเทศในยูโรโซนหรือไม่ กิตติรัตน์ได้ไขความกระจ่างในประเด็นนี้อย่างหมดเปลือกว่า ในปัจจุบัน  ยอดหนี้สาธารณะคงค้างของไทยอยู่ที่ 4.5 ล้านล้านบาท เทียบกับจีดีพีของประเทศที่มีประมาณ 12.5 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียง 40% ของจีดีพีเท่านั้น

ในจำนวนยอดหนี้สาธารณะ 4.5 ล้านล้านบาทดังกล่าว ได้รวมหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ จำนวน 1.14 ล้านล้านบาทไว้ด้วยแล้ว ซึ่งจะว่าไป หนี้ส่วนนี้ไม่ได้สร้างหรือเป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินแต่อย่างใด

นอกจากนี้ แนวทางการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลเพื่อการลงทุนนั้น ยังจะมีการตั้ง “กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน” มีการเชิญภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนกับภาครัฐ หรือ Private Public Panticipation : PPP บางโครงการอาจให้เอกชนเข้ามาดำเนินการทั้งหมด ดังนั้น วงเงินกู้ที่จะออกตาม พ.ร.บ.ฉบับใหม่ วงเงินไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท ก็อาจมีการใช้จ่ายจริงๆเพียง 1.6 ล้านล้านบาท ก็น่าจะเพียงพอที่จะช่วยวางรากฐานเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศได้แล้ว

และถ้าจะคำนวณยอดหนี้สาธารณะที่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินจริงๆ จะมีเพียง 3.4 ล้านล้านบาทเท่านั้น จึงทำให้การก่อหนี้ของภาครัฐที่จะมีขึ้นอีก 2 ล้านล้านบาทนั้น  ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับจีดีพีของประเทศ ดังนั้น การออก พ.ร.บ.ฉบับใหม่ที่จะมีขึ้น จึงไม่ทำให้เกิด “ความเสี่ยง” ต่อวินัยการคลังถึงขั้นวิกฤติ แค่ทำให้ยอดหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“หากคำนวณตัวเลขโดยใช้มาตรฐานของวินัยการคลังที่ระบุว่า รัฐบาลไม่ควรก่อหนี้เกินกว่า 60% ของจีดีพี เท่ากับว่า รัฐบาลสามารถก่อหนี้ได้ถึง 7.5 ล้านล้านบาท

แต่รัฐบาลไม่ได้มีความจำเป็นต้องกู้เงินมากมายขนาดนั้น เพียงแต่ต้องลงทุนในโครงการที่สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศจริงๆ ในวงเงินไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท เมื่อรวบกับยอดหนี้สาธารณะ 3.5 ล้านล้านบาทที่มีอยู่ ก็เท่ากับรัฐบาลได้ก่อหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น 5.5 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 45—46% ของจีดีพี ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย ไม่เป็นความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจในอนาคต”

******

ทั้งหมดน่าจะไขความกระจ่างถึงยุทธศาสตร์การสร้างอนาคตประเทศที่รัฐบาลเตรียมจะดำเนินการในอนาคตอันใกล้นี้ แต่จะฝ่าฟันไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้น คงเป็นเรื่องที่สังคมต้องจับตากันต่อไป.


ทีมเศรษฐกิจ

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement