advertisement

"นันทวัลย์ ศกุนตนาค" กับมรสุมรอบด้าน ภารกิจสุดหินกู้ส่งออกไทย

โดย ทีมเศรษฐกิจ 11 มิ.ย. 2555 05:01

หลังจาก “ภาคการส่งออก” เคยทำหน้าที่เป็น “พระเอก” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน มูลค่าของการส่งออกในแต่ละปีสูงกว่า 73% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

ปี 2555 นี้ การส่งออกของไทยกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ “เสือลำบาก”

ท่ามกลางปัจจัยลบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ทรุดลงรุนแรง ทั้งจากเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ขณะที่วิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรปกำลังลุกลามอย่างรวดเร็ว หากสถานการณ์เลวร้ายเศรษฐกิจยุโรปอาจติดลบมากกว่า 1.4% ส่งผลโดยตรงต่อคำสั่งซื้อจากทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 20% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย

ขณะเดียวกัน หลายภาคอุตสาหกรรมในประเทศเองก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่จากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ขณะที่วิกฤติการเมืองภายในที่กำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้ง เป็นอีกปัจจัยลบที่สร้างความไม่เชื่อมั่นให้เกิดกับคู่ค้าสำคัญของประเทศ

ทั้งนี้ เป้าหมายการขยายตัวส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ในปีนี้ที่ 15% คิดเป็นมูลค่า 263,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ฟันธง การขยายตัวของภาคการส่งออกไทยไว้ไม่เกิน 9% ขณะที่ภาคเอกชนมองเช่นเดียวกันว่าส่งออกไทยในปีนี้จะทำไม่ได้ตามเป้า

ส่งผลให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เอ่ยปากแสดงความเป็นห่วงและกำชับให้เจ้ากระทรวงดูแลการส่งออกอย่างใกล้ชิด

“กระทรวงพาณิชย์” จึงต้องเร่งทำงานหนัก โดยนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ได้สั่งการให้วิเคราะห์ตลาดการส่งออกเป็นรายสินค้า เพื่อหาจุดอ่อน จุดแข็งของการส่งออกไทย เพื่อยกเครื่องแผนการส่งเสริมของไทยใหม่หมด รวมทั้งคาดโทษทูตพาณิชย์ที่ทำงานไม่ได้ตามเป้าหมาย

“ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ถึงอุปสรรคโอกาส และแนวทางการปลุกชีพส่งออกไทยให้เป็นไปตามเป้าหมายข้างต้น หลังจากที่ 4 เดือนแรกติดลบอยู่ 4%

“แผนการกอบกู้ส่งออกของไทย” จะสำเร็จหรือไม่ ต้องจับตาต่อไปอย่างไม่กะพริบ ซึ่งอธิบดีเองยอมรับว่า “การกลับมาขยายตัวได้ตามเป้า 15% ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ต้องพยายามให้ถึงที่สุด”

น้ำท่วม–ศก.โลกทรุดฉุดส่งออก

อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวยอมรับว่า สถานการณ์การส่งออกสินค้าไทยในขณะนี้ยังไม่ดีนัก โดยในช่วง 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.) มีอัตราการขยายตัวติดลบที่ 3.86% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือมีมูลค่า 71,561.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ขาดดุลการค้าสูงถึง 8,054.3 ล้านเหรียญฯ หรือกว่า 276,009 ล้านบาท (34.26 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)

“ขาดดุลการค้ายังไม่ใช่ปัญหาสำคัญ เพราะการขาดดุลที่เกิดขึ้นมาจากผู้ประกอบการเร่งนำเข้าสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าทุน เครื่องจักรและวัตถุดิบทดแทนเครื่องจักรเก่าที่เสียหายจากน้ำท่วมเมื่อปลายปีที่ผ่านมา จึงทำให้มูลค่าการนำเข้าสูงกว่าการส่งออก แต่เมื่อเราส่งออกได้เพิ่มขึ้นดุลการค้าจะกลับมาสมดุล”

สาเหตุหลักที่ทำให้การส่งออกลดลง มาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทำให้โรงงานสำคัญในนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงไม่สามารถเดินเครื่องผลิตสินค้าและส่งออกได้ โดยเฉพาะโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์,  เครื่องใช้ไฟฟ้า,ยานยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบยานยนต์, ผลิตภัณฑ์เภสัช/เครื่องมือแพทย์, สิ่งพิมพ์ ของเล่น เป็นต้น

ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกลดลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน ต.ค.54 โดยมีอัตราขยายตัวเพียง 0.34% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหรือมีมูลค่า 17,191.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนเดือน พ.ย.ติดลบมากขึ้นที่ 12.44% มีมูลค่า 15,498.2 ล้านเหรียญฯ เดือน ธ.ค. ติดลบ 2.04% มีมูลค่า 17,016 ล้านเหรียญฯ

ขณะที่เดือน ม.ค.55 ยังติดลบ 6.03% มีมูลค่า 15,736.7 ล้านเหรียญฯ เดือน ก.พ. เป็นเพียงเดือนเดียวที่เริ่มเป็นบวก 0.91% ด้วยมูลค่า 19,038.8 ล้านเหรียญฯ จากนั้นกลับมาติดลบอีกครั้งในเดือน มี.ค.ที่ 6.54% ด้วยมูลค่า 19,866.3 ล้านเหรียญฯ และเดือน เม.ย. ก็ยังติดลบที่ 3.67% ที่มูลค่า 16,919.7 ล้านเหรียญฯ

นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุมาจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากปัญหาหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศยุโรปที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ และยังลุกลามขยายวงกว้างมากขึ้น รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แม้จะไม่ลุกลาม  แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณว่ารัฐบาลสหรัฐฯจะแก้ปัญหาได้ลุล่วง เพราะยังเห็นตัวเลขการว่างงานอยู่ที่ 8–9%

ส่งผลให้อัตราการขยายตัวของการส่งออกไทยในเดือน ก.พ. และ มี.ค.55 กลับมาติดลบอีกครั้ง!!!

โดยสินค้าของไทยที่ส่งออกไป 2 ตลาดหลัก ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารและภายในบ้าน รองเท้า เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ และส่วนประกอบ ส่วนสินค้าที่ได้รับผลกระทบน้อยสุด คือ สินค้าเกษตร อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ไก่แปรรูป ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก เป็นต้น

ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ คอมเพรสเซอร์ของเครื่องทำความเย็น ผลิตภัณฑ์ยาง รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ วงจรพิมพ์ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ วิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ ส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบิน เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ

ขณะเดียวกัน ยังมีผลกระทบทางอ้อมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ ที่ส่งออกไปยูโรโซนค่อนข้างมาก เช่น รัสเซีย จีน ซึ่งเมื่อความต้องการนำเข้าสินค้าของยุโรปลดลง ประเทศเหล่านี้จะนำเข้าวัตถุดิบจากไทย เพื่อนำไปผลิตและส่งออกไปยุโรป ลดลงตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม มูลค่าส่งออกที่ชะลอตัวส่วนหนึ่งยังมาจากปัญหาภายในของเราเองด้วย เช่น การขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานฝีมือ และช่างเทคนิค ต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้น จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลก ราคาวัตถุดิบ อัตราดอกเบี้ย และค่าจ้างแรงงาน รวมถึงยังมีปัญหาราคาสินค้าเกษตรบางรายการของไทยแพงขึ้น โดยเฉพาะข้าว ทำให้แม้จะส่งออกในปริมาณเพิ่มขึ้น แต่ในแง่มูลค่าก็ลดลง

ปัจจัยหนุนโตได้ 15%


แม้แนวโน้มสถานการณ์ส่งออกไทยจะดูย่ำแย่ แต่อธิบดีนันทวัลย์ ยืนยันว่า ยังไม่หมดหวังที่จะเร่งผลักดันให้กลับมาขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 15% คิดเป็นมูลค่า 263,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯได้

เพราะยังมีปัจจัยสนับสนุน เช่น เศรษฐกิจเอเชียที่ยังขยายตัวในเกณฑ์ดี โดยจีนคาดว่าปีนี้จะขยายตัว 8.2% อินเดีย 6.9% อาเซียนเดิม คือ อินโดนีเซีย 6.1% มาเลเซีย 4.4% ฟิลิปปินส์ 4.2% และสิงคโปร์ 2.7% อีกทั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) และธนาคารโลกต่างมองว่า ปีนี้จะเป็นปีเริ่มต้นยุคแห่งเอเชียขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมสำคัญ 3 กลุ่มคือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มยานยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกรวมกันประมาณ 38% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย และเริ่มมีการผลิตและการส่งออกฟื้นตัวแล้วตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้คาดว่าตั้งแต่เดือน พ.ค.เป็นต้นไป มูลค่าการส่งออกไทยน่าจะกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง

สำหรับกลุ่มยานยนต์ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เริ่มกลับมาผลิตได้เมื่อปลายเดือน มี.ค.55 หลังหยุดผลิตไป 6 เดือน ขณะที่โรงงานของผู้ผลิตรายอื่นผลิตได้เต็มตัวแล้วตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. ส่วนกลุ่มอุปกรณ์และส่วนประกอบยานยนต์ขยายตัวเป็นบวกมาตั้งแต่เดือน ธ.ค.54 เพราะห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศไทย เพียงแต่ย้ายฐานออกจากพื้นที่น้ำท่วมไปยังจังหวัดอื่น เช่น ระยอง นครราชสีมา และขอนแก่น

ประกอบกับสินค้าไทยยังคงได้รับการยอมรับคุณภาพ และมาตรฐาน โดยเฉพาะกรมฯเร่งส่งเสริมตราสัญลักษณ์ TTM หรือ Thailand Trust Mark เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศ และสินค้าไทย (Country Image & Product Image) ให้อยู่แถวหน้าตามมาตรฐานสากล มีคุณภาพที่ทั่วโลกมั่นใจ รวมถึงการดำเนินมาตรการเร่งรัดฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจของรัฐบาล

“นอกจากปัจจัยที่กล่าวมา การส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือยังจะได้รับแรงผลักดันจากยอดการส่งออกข้าว ที่คาดว่าทั้งปริมาณ และมูลค่าจะเพิ่มขึ้นหลังไตรมาส 2 เป็นต้นไป รวมถึงการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ที่หลังจากยุโรปเลิกห้ามนำเข้า ทำให้เรากลับมาส่งออกไปยุโรปมากขึ้น เพราะเคยเป็นตลาดหลักไก่สดของไทย และยังมีอีกหลายอุตสาหกรรมที่รอการฟื้นตัว เช่น ผลิตภัณฑ์เภสัช/ เครื่องมือแพทย์ สิ่งพิมพ์ ที่คาดว่าจะฟื้นได้ไตรมาส 3 และ 4”

เร่งสางปัญหา–อุปสรรคให้เอกชน

“เพื่อให้บรรลุเป้าที่ตั้งไว้ กรมส่งเสริมการส่งออก และกระทรวงพาณิชย์ จะใช้ความพยายามมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออก ทั้งการผลักดัน ส่งเสริม และสนับสนุนให้ส่งออกได้มากขึ้นในช่วงที่เหลือ ของปี รวมถึงหาแนวทางแก้ปัญหาต่างๆตามที่ผู้ส่งออกเสนอขอมา”

โดยการประชุมร่วมกับผู้ส่งออกเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีปัญหาหลายอย่างที่ต้องเร่งแก้ไข แบ่งเป็น 3-4 ปัญหาหลักๆ อย่างเช่น ปัญหาด้านวัตถุดิบ และราคาวัตถุดิบ เช่น กุ้ง ผลไม้แปรรูป เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา

ปัญหาด้านแรงงาน ทั้งการขาดแคลนแรงงาน และการปรับขึ้นค่าแรงงาน ในกลุ่มผู้ผลิตขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ผู้ผลิตสินค้าของขวัญ ของชำร่วย ของใช้บนโต๊ะอาหาร สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และเครื่องหนัง

ปัญหาการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้า อย่างมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรการด้านสุขอนามัยต่างๆในกลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหาร

ขณะที่อุตสาหกรรมหนัก เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ และอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และส่วนประกอบ วัสดุก่อสร้าง ขาดสภาพคล่องจากการฟื้นฟูโรงงานหลังน้ำลด การใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า เช่น การเก็บภาษีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสหภาพยุโรป หรือต้นทุนค่าขนส่งสูงขึ้นตามราคาพลังงาน เป็นต้น

นอกจากนั้น ภาคเอกชนมีข้อเสนอที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือ เช่น ชะลอการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาทในพื้นที่ 70 จังหวัดที่เหลือ ซึ่งกำหนดจะให้ปรับขึ้นค่าแรงงานในปีหน้า ให้การสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต จัดหาวัตถุดิบ ทดแทนการนำเข้า พัฒนาดีไซน์ การจัดทำระบบคลัสเตอร์สินค้ากุ้ง เพื่อวางแผนการผลิตให้สอดคล้องตลาด การลดภาษีสินค้าวัตถุดิบ เครื่องจักรบางรายการ เป็นต้น

พร้อมทั้งขอสนับสนุนการทำตลาด ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบในประเทศคู่ค้า เพิ่มจำนวนกิจกรรม  จัดคณะผู้แทนทางการค้าออกไปเจรจาการค้า รวมถึงเร่งเจรจาจัดทำความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหภาพยุโรป และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความตกลงเอฟทีเอ การรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และเพิ่มการส่งเสริมการทำตลาดเน้นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ตะวันออกกลาง จีน รัสเซีย

“ปัญหาใดที่กรมฯ หรือกระทรวงพาณิชย์สามารถแก้ไขให้ได้ ก็จะทำให้ทันที ส่วนปัญหาใดที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น กรมฯจะประสานให้หน่วยงานนั้นๆเร่งแก้ไขให้”

ตอนนี้ท่านโอฬาร (นายโอฬาร ไชยประวัติ ประธานผู้แทนการค้าไทย หรือทีทีอาร์) ก็เข้ามาช่วยเสริมเราในเรื่องการแก้ไขปัญหา เพราะทีทีอาร์มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการค้าการขายอยู่แล้ว โดยทีทีอาร์จะนำคณะผู้ส่งออกเดินทางไปเจรจาการค้าในประเทศต่างๆ ด้วย และก็จะประสานการแก้ปัญหากับหน่วยงานอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

ย้ำภารกิจกอบกู้ส่งออกเต็มพิกัด


นางนันทวัลย์ ยังระบุว่า สำหรับปี 2555 นี้ กรมฯได้เร่งอัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกไปยังตลาดต่างๆ โดยมีโครงการที่ต้องดำเนินการทั้งสิ้น 411 โครงการ ทั้งโครงการพัฒนาสินค้า และธุรกิจบริการ พัฒนาบุคลากรด้านการค้าระหว่างประเทศ บริหารและจัดการข้อมูลการค้า จัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออก ส่งเสริมการไปทำธุรกิจในต่างประเทศ พัฒนาโลจิสติกส์เพื่อการส่งออก และประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการส่งออก

โดยมีกิจกรรมสำคัญ เช่น การจัดคณะผู้แทนทางการค้าเดินทางไปเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆ การจัดส่งเสริมการขายร่วมกับห้างสรรพสินค้าและผู้นำเข้าในประเทศต่างๆ การจัดงานแสดงสินค้าไทยในต่างประเทศ การจัดคณะผู้แทนการค้ามาเยือนงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศ เป็นต้น

รวมถึงยังจะเน้นการเจาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ มีกำลังซื้อสูง และมีโอกาสขยายตัวได้ทดแทนมูลค่าการส่งออกไปตลาดหลักที่ลดลง ทั้งตลาดสหรัฐฯ และตลาดยุโรป โดยตลาดใหม่ มีทั้งตลาดอาเซียน จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา และแอฟริกาใต้

สำหรับตลาดอาเซียน ทูตพาณิชย์จะเร่งให้ข้อมูลการค้า การลงทุนเชิงลึกกับผู้ประกอบการว่า จะบุกเจาะตลาดอย่างไร สินค้าอะไรมีโอกาส ซึ่งจะเน้นการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค เสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน ชิ้นส่วนยานยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ อาหาร โดยเฉพาะอาหารจะมีกิจกรรมมากที่สุด รวมทั้งจะเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าไทยว่าเป็นสินค้าคุณภาพ และเร่งสร้างแบรนด์ของผู้ประกอบการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย

ในตลาดจีนนั้นจะเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้าไทย และเจาะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคระดับกลาง-สูง เพราะคนเหล่านี้ชอบใช้สินค้านำเข้า ด้วยแคมเปญ “ไทย โปรดักส์” โดยจะซื้อสื่อทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศจีน เพื่อสร้างการรับรู้ว่า สินค้าไทยเป็นสินค้าดี มีคุณภาพมาตรฐานระดับโลก หรือหากจะนำเข้าก็ให้นึกถึงสินค้าจากไทย โดยเฉพาะอาหาร

ส่วนตลาดอินเดีย จะมุ่งเน้นการเจาะตลาดสินค้าของใช้ในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เพราะมีการขยายตัวมากจากการที่อินเดียมีการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน และการก่อสร้างมาก รวมไปถึงสินค้าอาหาร ที่คนอินเดียเริ่มนิยมเพิ่มมากขึ้น และจะขยายไปสู่ตลาดสินค้าพร้อมรับประทาน (Ready to Eat) และอาหารมังสะวิรัติ เป็นต้น

“อย่างตลาดจีน และอาเซียน ตั้งเป้าหมายจะให้มาทดแทนตลาดยุโรป เพราะมีสัดส่วนการส่งออกใกล้เคียงกันที่ประมาณ 10% และยังมีการคาดกันว่า เศรษฐกิจยุโรปจะยังซบเซาต่อเนื่องอีกหลายปี การส่งออกของไทยไปยุโรปก็จะชะลอลงตาม แต่การจะเพิ่มสัดส่วนไป 2 ตลาดนี้ให้เห็นผลได้ทันที ต้องใช้เวลา แต่เพิ่มได้แน่นอน”

ตลาดตะวันออกกลางเป็นอีกตลาดที่เรามองไว้ เพราะแม้อิหร่านจะถูกคว่ำบาตรทางการค้า แต่ประเทศอื่นๆยังมีกำลังซื้อสูง ซึ่งจะเน้นการเจาะตลาดสินค้า เช่น อาหาร วัสดุก่อสร้าง ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเน้นจัดคณะผู้แทนการค้าไปพบผู้นำเข้าโดยตรง

ตลาดแอฟริกา เป็นอีกตลาดที่มีโอกาสในการส่งออกสูง และมีโอกาสนำเข้าวัตถุดิบสูงเช่นเดียวกัน โดยกรมฯอยู่ระหว่างการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) เพื่อร่วมมือทางด้านอุตสาหกรรมอัญมณีกับโมแซมบิก ขณะที่ตลาดละตินอเมริกา จะเน้นสินค้าอาหาร ชิ้นส่วนยานยนต์ ในการบุกตลาด

“ตามแผนที่กล่าวมา รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ปัญหา ยิ่งนายกรัฐมนตรีออกปากแสดงความเป็นห่วง เราก็ยิ่งต้องทำงานให้หนักขึ้น เร่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกอย่างเต็มที่ อำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนเต็มที่ เพื่อผลักดันให้ยอดส่งออกไทยขยายตัวให้ได้ตามเป้าหมาย” นางนันทวัลย์ กล่าวทิ้งท้าย.


ทีมเศรษฐกิจ

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement