• หน้าหลัก
  • นสพ.ฉบับวันนี้
  • ประเด็นร้อน
  • บริการข่าวไทยรัฐ
  • กิจกรรม
  • ร่วมงานกับไทยรัฐ
  • สมัครสมาชิก(ฟรี)
  • เข้าสู่ระบบ
Thairath

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2555
ค้นหาข่าว
  • พระราชสำนัก

  • การเมือง

  • กีฬา

  • บันเทิง

  • ไลฟ์สไตล์

  • วิทยาการ

  • เศรษฐกิจ

  • การศึกษา

  • ต่างประเทศ

  • ภูมิภาค

  • Gallery
  • v
  • People
  • c
  • SMEมีแวว

  • Facebook
  • Twitter
  • คุณมีข่าวใหม่ 0 ข่าว

คลี่หมดเปลือกแผนรับมืออุทกภัย บทพิสูจน์น้ำยารัฐบาล"ยิ่งลักษณ์"

Pic_239577

ภายใต้การผลักดันอย่างต่อเนื่องของรัฐบาล ในขณะนี้  “ประเทศไทย” ได้เข้าสู่โหมดของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และธุรกิจหลังน้ำท่วมอย่างเต็มกำลัง ควบคู่ไปกับการเดินหน้ายุทธศาสตร์ และแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ

แต่ข้อมูลพยากรณ์ปริมาณน้ำในปี 2555 ของผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำของไทยหลายคน ซึ่งพบว่า น้ำปีนี้ยังคงมีปริมาณมากกว่าปกติ แม้ว่าจะไม่มากเท่ากับปีที่ผ่านมา ทำให้  “ภาคเอกชน”  ยังคงหวั่นวิตก และเกิดความไม่เชื่อมั่น เพราะบทเรียนความเสียหายครั้งประวัติศาสตร์กว่า 1.4 ล้านล้านบาท จากมหาอุทกภัยที่ยังตามหลอกหลอน

เพื่อตอบข้อสงสัยที่ว่า “แผนยุทธศาสตร์” ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำ (กยน.) ที่กำลังดำเนินการอยู่นี้จะ “เอาอยู่” จริงหรือไม่

ในวาระที่ กยน.ดำเนินการมาครบ 3 เดือน ในวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา และการเสร็จสิ้นภารกิจ “ทัวร์ลูกน้ำ” ของนายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมา ทำให้ภาพรวมของแผนดังกล่าว เริ่มมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในสายตาของภาคเอกชนได้

“ทีมเศรษฐกิจ” ถือโอกาส “คลี่แผนบริหารจัดการน้ำจากทุกภาคส่วน” รวมทั้งความคืบหน้าล่าสุดในแผนปฏิบัติการในการป้องกันน้ำท่วมระยะสั้นในปีนี้ และแผนระยะยาวในการป้องกันน้ำท่วมอย่างถาวรใน 3 ปีข้างหน้า ภายใต้วงเงิน 350,000 ล้านบาท เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ร่วมพิจารณา...ดังนี้

เปิดแผนป้องกันน้ำท่วม–ฟื้นฟูประเทศ


ภายใต้การดำเนินการของคณะกรรมการ กยน. และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา แผนยุทธศาสตร์ และแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล เริ่มมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ในส่วนของ กยน. ได้จัดทำ “แผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาแบบบูรณาการ ระยะเวลา 3 ปี” ภายใต้วงเงิน 350,000 ล้านบาท มีหัวใจสำคัญของแผนอยู่ที่การป้องกันกรุงเทพฯ และพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งกระจุกตัวอยู่ตอนปลายของแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ให้ถูกน้ำท่วม เริ่มเห็นความชัดเจนในทางปฏิบัติมากขึ้น

โดยแบ่งการบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาออกเป็น 3

ส่วน 4 กลุ่มพื้นที่ คือ 1. พื้นที่ต้นน้ำ ประกอบด้วย 10 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน และพะเยา 69,000 ล้านบาท

2.พื้นที่กลางน้ำ 14 จังหวัด ประกอบด้วย พื้นที่กลางน้ำตอนบน 6 จังหวัด คือ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี พิจิตร กำแพงเพชร ชัยนาท และพื้นที่กลางน้ำตอนล่าง 8 จังหวัด คือ สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี นครนายก วงเงิน 79,000 ล้านบาท

3.พื้นที่ปลายน้ำ 7 จังหวัด คือ นนทบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครปฐม ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร วงเงินโครงการรวม 153,000 ล้านบาท

ภายใต้แนวคิดสำคัญที่เริ่มมีความคืบหน้าชัดเจนใน 5 เรื่องสำคัญ คือ 1.เพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำ และบริหารจัดการพื้นที่เพื่อไม่ให้บุกรุกป่า 2.สร้างพื้นที่เพิ่มเติมในการกักเก็บน้ำ 3.การสร้างทางน้ำหลาก  (Floodway) 4.การหาพื้นที่รับน้ำหรือทุ่งรับน้ำ และแก้มลิง และ 5.การสร้างพื้นที่ปิดล้อมเพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัด นิคมอุตสาหกรรม และโบราณสถาน

ขณะเดียวกัน ในด้านการบริหารด้านการเงินเพื่อรองรับแผนการทำงาน และการฟื้นฟูภาคธุรกิจนั้น คณะกรรมการ กยอ.ได้เสนอให้ออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 4 ฉบับ ประกอบด้วย 1.พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 วงเงิน 350,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินมาใช้ในแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำของประเทศ และการป้องกันน้ำท่วม

2.พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 เพื่อดูแลสัดส่วนการชำระหนี้ และหนี้สาธารณะของประเทศ ให้เอื้อต่อการกู้เงินเพิ่มเติมในโครงการต่างๆ ของรัฐบาล

3.พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. 2555 ซึ่งได้จัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ 50,000 ล้านบาท ซึ่งทำให้บริษัทรับประกันภัยต่อของต่างชาติ (รี-อินชัวเรอร์) มีความมั่นใจในการรับทำประกันภัย “บริษัทที่ตั้งในประเทศไทย” มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้การกลับมาดำเนินการต่อของโรงงานทั้งของไทย และต่างประเทศ ทำได้เร็วขึ้น

และ 4.พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ. 2555 ซึ่งเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) 300,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และประชาชนรายย่อย

การดำเนินการที่เชื่อมโยงกันทั้งฝั่ง กยน. และ กยอ.นี้ เพื่อให้ภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นต่อแผนบริหารจัดการน้ำ และการป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาล และมีความสามารถที่จะฟื้นฟูธุรกิจควบคู่กันไป

เพิ่ม “พื้นที่ปลูกป่า” ซับน้ำ “ต้นน้ำ”


ทั้งนี้ เมื่อคลี่รายละเอียดของแผนแม่บท ที่ถอดมาเป็น “แผนปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำแบบบูรณาการและยั่งยืน หรือแผนจัดการน้ำระยะยาว” รัฐบาลสามารถสรุปความคืบหน้าที่เป็นประเด็นสำคัญๆ ได้แล้วในระดับหนึ่ง โดย “ทัวร์นกขมิ้น” ของนายกรัฐมนตรีที่เพิ่งจะจบไปช่วยทำให้แผนที่ร่างจาก “แผนกระดาษกระจายสู่การปฏิบัติ” ที่ชัดเจนมากขึ้น

เรื่องแรกที่เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น คือ “การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ เพื่อให้เกิดระบบนิเวศที่สมดุล” วงเงิน 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นแนวทางการดำเนินการโครงการพระราชดำริ และการดูแลป่าต้นน้ำ การปลูกป่า ฝายแม้ว การรักษาระบบนิเวศ

โดยรัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดพื้นที่ปลูกป่าเพื่อปรับปรุงระบบนิเวศใน ลุ่มน้ำ ปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง และป่าสัก รวมพื้นที่ประมาณ 330,000 ไร่ โดยให้บูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) มูลนิธิปิดทองหลังพระ และกองทัพไทย

กำหนดพื้นที่ปลูกป่าในพื้นที่ชุมชนตามโครงการแม่ฟ้าหลวง ในพื้นที่มูลนิธิปิดทองหลังพระ พื้นที่ชุมชนโครงการหลวง พื้นที่ปลูกป่าตามแนวชายแดน และการปลูกป่าพื้นที่สูงและมีชุมชนอาศัยอยู่ โดยกำหนดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 3 เดือนนับจากนี้

ทั้งนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ในการปลูกป่านั้น กำหนดอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ 10 จังหวัด และพื้นที่กลางน้ำตอนบน 6 จังหวัด ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังจัดวงเงินไว้อีก 5,000 ล้านบาท เพื่อใช้ควบคุมการใช้ที่ดินและการพัฒนาการใช้ที่ดินเพื่อไม่ให้เกิดการบุกรุกป่าในอนาคต ในส่วนพื้นที่ต้นน้ำ และกลางน้ำตอนบนด้วย

ลุยสร้าง 5 เขื่อนหลักกักเก็บน้ำเพิ่ม


สำหรับความชัดเจนในด้านต่อมา คือ การเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ โดยมีแผนชัดเจนที่จะสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้น 5 เขื่อน มูลค่า 50,000 ล้านบาท ในพื้นที่ต้นน้ำ 10 จังหวัด และพื้นที่กลางน้ำ 14 จังหวัด

ประกอบด้วย 1. เขื่อนแม่แจ่ม กั้นแม่น้ำปิง ใน จ.เชียงใหม่ เขื่อนที่ 2.เขื่อนแก่งเสือเต้น กั้นแม่น้ำยม ใน จ.แพร่ เขื่อนที่ 3. เขื่อนน้ำตาด กั้นแม่น้ำตาด ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำน่าน ใน จ.น่าน 4.อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง หรือขนาดเล็ก กั้นลุ่มแม่น้ำป่าสัก ใน จ.เพชรบูรณ์ เพื่อช่วยรองรับน้ำเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนที่ 5 เขื่อนแม่วงก์ กั้นแม่น้ำสะแกกรัง ใน จ.อุทัยธานี

ทั้งนี้ ปริมาณการกักเก็บน้ำของเขื่อนที่จะสร้างเพิ่ม 5 แห่ง จะช่วยลดปริมาณน้ำได้รวม 1,800 ล้าน ลบ.ม. กำหนดระยะเวลาในการศึกษาโครงการ 1-2 ปี เพื่อสรุปแนวทางการก่อสร้าง โดยมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบ

นอกจากนั้น ในการลงพื้นที่ “ทัวร์นกขมิ้น” นายกรัฐมนตรีในช่วงวันที่ 13-17 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้สั่งให้มีการปรับปรุงเกณฑ์การบริหารน้ำ (Rule Curve) ของเขื่อนใหญ่ทั้ง 33 แห่ง โดยให้มีความสมดุลในช่วงฤดูฝนและแล้ง ซึ่งต้องพิจารณาถึงน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค การป้องกันบรรเทาอุทกภัย การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร การอุตสาหกรรม ควบคู่กันไปให้เหมาะสม

โดยเฉพาะเขื่อนสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น เขื่อนภูมิพล และสิริกิติ์ ในปีนี้ ได้ปรับเกณฑ์การบริหารจัดการใหม่โดยให้มีปริมาณน้ำต่ำสุดอยู่ที่ 45% ซึ่งจะทำให้ปี 2555 นี้ เขื่อนทั้ง 2 แห่งสามารถรับน้ำได้ 12,000 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าปี 2554 ถึง 5,000 ล้าน ลบ.ม.

“แก้มลิง” 2 ล้านไร่ “หาที่อยู่ให้น้ำ”


ส่วนพื้นที่ “แก้มลิง” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนทั้งประเทศอยากรู้มากที่สุดเรื่องหนึ่งนั้น หลังจากนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัย และบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ-กลางน้ำ และปลายน้ำ เราได้เห็นความคืบหน้าของ “โครงการปรับปรุงพื้นที่เกษตรชลประทานเป็นแก้มลิง และพื้นที่รับน้ำนอง 2 ล้านไร่” งบประมาณ 60,000 ล้านบาท ชัดเจนมากขึ้น

ทั้งนี้ ในการแถลงข่าวล่าสุดของนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงความคืบหน้า “การหาที่อยู่ให้น้ำ” เพื่อชะลอมวลน้ำที่จะหลากออกนอกลำน้ำ โดยการจัดหาทุ่งรับน้ำ และแก้มลิง โดยตั้งเป้าให้สามารถเก็บกักน้ำในทุ่งรับน้ำ และแก้มลิงในช่วงน้ำหลาก ได้ประมาณ 5,000 ล้าน ลบ.ม.

บทสรุปเบื้องต้น สามารถจัดหาพื้นที่แก้มลิงได้แล้วประมาณ 1.5 ล้านไร่ สามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 4,900 ล้าน ลบ.ม.

โดยเป็นพื้นที่กลางน้ำตอนบน 6 จังหวัด คือ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี พิจิตร กำแพงเพชร ชัยนาทนั้น ต้องการพื้นที่แก้มลิงทั้งสิ้น 1 ล้านไร่ โดยในขณะนี้สามารถจัดหาพื้นที่ทุ่งเหนือ จ. นครสวรรค์ ในพื้นที่ อ.ชุมแสง อ.บางมูลนาก ฯลฯ ได้แล้วจำนวน 500,000 ไร่ สามารถรับน้ำได้ประมาณ 1,850 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่เหลืออีก 500,000 ไร่นั้น ให้ทุก จังหวัดในพื้นที่ดำเนินการจัดหาเพิ่มเติมให้ครบ 1ล้านไร่โดยเร็ว

ขณะที่ในพื้นที่กลางน้ำตอนล่าง 8 จังหวัด ในสุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี นครนายก ขณะนี้สามารถหาพื้นที่รับน้ำใต้นครสวรรค์ได้แล้วประมาณ  1 ล้านไร่ เช่น พื้นที่รับน้ำทุ่งบางบาล เป็นต้น รับน้ำได้ประมาณ 3,100 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ การดำเนินการสร้างพื้นที่ “แก้มลิง” นั้น จะต้องมีการทำคันปิดล้อมในพื้นที่จำเป็น มีการก่อสร้างทางเข้า-ออกของน้ำ ขุดลอกทางน้ำ เชื่อมโยงน้ำเข้า และออกจากแก้มลิง จัดหาเครื่องสูบน้ำ เพื่อเตรียมการให้พร้อมทั้งก่อนรับน้ำหลากและหลังปัญหาอุทกภัยคลี่คลาย ตามโครงการปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลัก และคันริมแม่น้ำ เพื่อบังคับน้ำเข้าแก้มลิง 2 ล้านไร่ ที่เตรียมการไว้รองรับน้ำ กำหนดระยะเวลาในการศึกษา สำรวจ ออกแบบ 1-2 ปี งบประมาณ 7,000 ล้านบาท มีกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบ

ไร้ข้อสรุปค่าชดเชยพื้นที่รับน้ำ


อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความไม่ชัดเจนถึงแนวทางในการขอเช่าพื้นที่ ระยะเวลาในการเช่า รวมถึงการจ่ายค่าชดเชยให้กับเกษตรกรเจ้าของพื้นที่รับน้ำ

ชูเกียรติ

ชูเกียรติ

โดยในหลักการเบื้องต้นนั้น นายชูเกียรติ ทรัพย์ไพศาล กรรมการ กยน. และรองประธานอนุกรรมการด้านการวางแผนและกำหนดมาตรการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนของ กยน. กล่าวว่า ในปีที่เกิดน้ำท่วม รัฐบาลจะขอเช่าที่จากเกษตรกรให้เป็นพื้นที่รับน้ำ และจ่ายชดเชยให้แก่เกษตรกรตามรายได้ที่ต้องสูญเสียไปในช่วงที่ต้องรับน้ำ แต่ในขณะนี้ยังไม่สามารถระบุอัตราการจ่ายชดเชยความเสียหายให้กับเกษตรกรได้

เนื่องจากความเสียหายที่จะต้องชดเชยนั้น จะต้องคำนวณจาก 1. ระยะเวลาที่น้ำท่วมขังในแต่ละพื้นที่ 2. ชนิดของพืชผลที่เสียหาย และ 3.ระดับความสูงของน้ำที่จะสร้างผลกระทบ

ทั้งนี้ จากการสำรวจของ “ทีมเศรษฐกิจ” พบว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่นักวิชาการ และเกษตรกรส่วนใหญ่แสดงความเป็นห่วง และต้องการความชัดเจนในรายละเอียดจากรัฐบาล

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระยะเวลาในการเช่าพื้นที่ และระยะเวลาการท่วมของน้ำ เนื่องจากในปีที่ผ่านมา รัฐบาลระบุว่าน้ำจะท่วมเพียง 6 เดือนในพื้นที่ แต่ในข้อเท็จจริงน้ำท่วมขังยาวถึง 9 เดือน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จะกระทบโดยตรงต่อการทำการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของเกษตรกร เพราะเท่ากับว่าตลอดทั้งปีนั้น เกษตรกรจะไม่สามารถที่จะปลูกพืชผลได้ ซึ่งหากเป็นกรณีเช่นนี้ การชดเชยของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร

นอกจากนั้น อีกประเด็นหนึ่งที่มีความเป็นห่วงคือ อัตราการชดเชยความเสียหายที่ควรจะต้องเป็นอัตราที่สะท้อนความเสียหายจริง ไม่ใช่อัตราที่ใช้ในการบรรเทาความเสียหายบางส่วนจากภัยพิบัติอย่างที่ผ่านมา นอกจากนั้น อาจจะจำเป็นต้องรวมค่าเสียโอกาสของเกษตรกรด้วย

โดยเรื่องดังกล่าว รัฐบาลจำเป็นต้องสร้างความชัดเจน และความเป็นธรรมต่อเกษตรกรในพื้นที่รับน้ำโดยเร็ว

เปิดยุทธศาสตร์บริหารจัดการเบ็ดเสร็จ

แจงทางน้ำหลาก–ฟลัดเวย์


ขณะที่อีกรายละเอียดที่สำคัญในการ บริหารจัดการน้ำ คือ “น้ำต้องมีที่ไป” ด้วยการสร้างทางน้ำหลาก หรือฟลัดเวย์ ปรับปรุงขยาย ลอกคูคลองและลำน้ำที่มีอยู่ เพื่อให้การระบายน้ำทำได้ดีมากขึ้น รวมถึงการสร้างถนนที่มีคลองระบายน้ำ (สตรีท คาแนล) เพิ่มเติม ที่มีความสามารถการระบายน้ำไม่น้อยกว่า 1,500 ลบ.ม.ต่อวินาที

สนับสนุนด้วยการทำระบบโลจิสติกส์ของน้ำ ทั้งการขุดคลองเชื่อมแหล่งน้ำ เชื่อมคลองเล็ก-คลองใหญ่ และการขุดคลองเพื่อเชื่อมโยงข้ามลุ่มน้ำ งบประมาณรวม 120,000 ล้านบาท มีกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม รับผิดชอบ

โดยกระทรวงคมนาคมนั้น ระยะสั้น กรมเจ้าท่า หรือ จท.ได้มีการเร่งรัดการขุดลอกแม่น้ำ บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง รวมถึงโครงการขุดลอกปากแม่น้ำเจ้าพระยา ปิง วัง ยม น่าน ชี มูล และป่าสัก ในวงเงิน 1,492 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มขุดลอกได้ในเดือน มี.ค.55 นี้ และจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค.55 นี้

ทั้งนี้ ในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา จะมีการปรับปรุงคันดินริมแม่น้ำตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก ขึ้นไปถึงเขื่อนพระราม 6 และตลอดแนวคลองระพีพัฒน์ และคลองพระองค์ไชยานุชิต และปรับปรุงฟลัดเวย์ตั้งแต่แม่น้ำป่าสักมาตามคลองระพีพัฒน์แยกใต้ คลอง 13 คลองพระองค์ไชยานุชิต ไปถึงอ่าวไทย

ขณะที่แผนระยะยาว รัฐบาลจะเร่งรัดให้มีการจัดสร้างถนนมอเตอร์เวย์ วงแหวนรอบที่ 3 ฝั่งตะวันออก ความยาวประมาณ 100 กม.จาก จ.พระนครศรีอยุธยา ไปยัง จ.สมุทรปราการ เพื่อใช้เป็นฟลัดเวย์ ควบคู่กับเส้นทางจราจร ให้แล้วเสร็จภายใน 5-10 ปี โดยเบื้องต้นจะก่อสร้างคลองระบายน้ำกว้าง 180 ม.คู่ขนานไปกับถนน โดยเบื้องต้นคาดว่าฟลัดเวย์ดังกล่าวจะรองรับน้ำได้มากถึง 100 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนั้น ยังมีแผนขอย้ายประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ บริเวณคลอง 1 ให้ไปใกล้แม่น้ำเจ้าพระยามากขึ้น เพื่อเร่งการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา

ส่วนด้านตะวันตกนั้น การระบายน้ำพื้นที่ป้องกันฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา จะมีการปรับปรุงคันริมแม่น้ำเจ้าพระยา ริมคลองพระยาบรรลือฝั่งใต้ ไปจนถึงริมแม่น้ำท่าจีน และการปรับปรุงทางน้ำหลาก (Floodway) นอกคัน ในพื้นที่ชลประทานเจ้าเจ็ดบางยี่หน ต่อเนื่องไปทางบางเลน-นครปฐม-บ้านแพ้ว สมุทรสาคร-ลงอ่าวไทย รวมถึงการปรับปรุงช่องทางน้ำที่ตัดผ่านถนน เช่น ถนนบางเลน-กำแพงแสน ถนนนครชัยศรี-นครปฐม-บ้านโป่ง ถนนเลียบคลองดำเนินสะดวก ถนนสมุทรสาคร-สมุทรสงครามด้วย

สร้างคันล้อมเมือง–เขตเศรษฐกิจ

สำหรับการดูแลเขตเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจนั้น ในแผนของรัฐบาลจะทำการสร้างพื้นที่ปิดล้อมเพื่อป้องกันพื้นที่เขตเศรษฐกิจหลัก ทั้งในระดับจังหวัด และโบราณสถานในเขตจังหวัดพื้นที่กลางน้ำ 14 จังหวัด และเขตพื้นที่ปลายน้ำ 7 จังหวัด งบประมาณ 30,000 ล้านบาท

นอกจากนั้น ในส่วนของนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่ง ที่ถูกน้ำท่วมในปีที่ผ่านมา มีการกำหนดสร้างเขื่อนป้องกันน้ำล้อมรอบนิคมฯ ระยะทางรวม 141.1 กม. มูลค่าการก่อสร้าง 4,833 ล้านบาท โดยมีความสูงของเขื่อน 4 ม.

ประกอบด้วย 1.นิคมฯบางปะอิน ความยาวเขื่อน 11 กม. วงเงินก่อสร้าง 728 ล้านบาท 2.สวนอุตสาหกรรมบางกระดี ความยาวเขื่อน 8.5 กม. วงเงินก่อสร้าง 272 ล้านบาท 3.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ ความยาวเขื่อน 77.6 กม. งบประมาณก่อสร้าง 2,233 ล้านบาท 4.นิคมฯบ้านหว้า (นิคมฯไฮเทค) ความยาวเขื่อน 13 กม. งบประมาณก่อสร้าง 500 ล้านบาท 5.สวนอุตสาหกรรมนวนคร ความยาวเขื่อน 18 กม. งบประมาณก่อสร้าง 700 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในส่วนของนิคมฯสหรัตนนคร ที่จะต้องสร้างความยาวเขื่อน 13 กม.นั้น ยังไม่ได้ข้อสรุป

ส่วนเขตประกอบการอุตสาหกรรมแฟคตอรี่แลนด์นั้น ไม่มีการสร้างเขื่อน เพราะมีพื้นที่เพียง 100 ไร่ และเป็นโรงงานขนาดเล็ก ส่วนด้านที่ติดกับคลอง 26 จะใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท โดยกรมทางหลวงชนบท หรือ ทช. จะดำเนินการจัดสร้างให้ รวมทั้งการสร้างทางยกระดับถนนบริเวณนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ วงเงินก่อสร้าง 269 ล้านบาท ทางยกระดับถนนบริเวณนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร วงเงินก่อสร้าง 50 ล้านบาท ด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านวิศวกรรมตั้งข้อสังเกตถึงการดำเนินการด้านนี้ของรัฐบาลว่า หากรัฐบาลใช้วิธีให้ทุกพื้นที่เศรษฐกิจสร้างคันกั้นน้ำในระดับที่สูง จะมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาการหลากของน้ำไปยังพื้นที่ของคนยากจนที่ไม่สร้างคันกั้นน้ำหรือพื้นที่ลุ่มอื่นที่ไม่ใช่พื้นที่รับน้ำตามนโยบายของรัฐบาลได้ รวมทั้งมีโอกาสที่น้ำจะหลากลงมาท่วมพื้นที่ปลายน้ำ รวมถึงกรุงเทพมหานครได้

**********

ทั้งหมดนี้ คือแผนบริหารจัดการน้ำเบ็ดเสร็จ 3.5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ทุ่มเทสรรพกำลังลงไปด้วยความคาดหวัง ซึ่งแม้ว่าจะมีบางรายละเอียดที่รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการสร้างความชัดเจนเพิ่มเติมโดยเร็ว เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสบายใจและได้รับประโยชน์สูงสุด

แต่หากมองในภาพรวม ณ วันนี้ แผนที่ออกมาน่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยและนักลงทุนเพิ่มขึ้นได้ในระดับหนึ่ง.

หมายเหตุ
- แผนการควบคุมการใช้ที่ดินและการพัฒนาการใช้ที่ดิน วงเงินรวมทั้งหมด 20,000 ล้านบาท ตั้งวงเงินไว้ลอยๆ ขาดรายละเอียด และผู้รับผิดชอบตามแผนการดำเนินงาน ทั้งที่มีมูลค่าสูง
- แผนการสร้างทางน้ำหลากหรือฟลัดเวย์ ยังไม่มีการระบุพิกัดพื้นที่และรูปแบบการก่อสร้างที่ชัดเจน
- แผนการสร้างพื้นที่ปิดล้อม ป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจหลักของจังหวัด และนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง ไม่ระบุจำนวนชุมชนที่จะได้รับการปกป้องและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ อีกทั้งยังไม่มีแผนรองรับว่าจะควบคุมการระบายน้ำที่เหลืออย่างไรไม่ให้กระทบพื้นที่ปลายน้ำ
- แผนการสร้างแก้มลิงรับน้ำ ไม่มีรายละเอียดว่ารัฐบาลจะรับผิดชอบเกษตรกรในพื้นที่อย่างไร มีเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบกี่ราย และยังไม่มีกฎหมายรองรับในการบังคับให้รัฐจ่ายชดเชยประชาชนตามข้อตกลง


ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 20 กุมภาพันธ์ 2555, 05:15 น.

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

  • 7 ข่าว
  • ไม่มีรูปภาพที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่มีข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้อง
tags:
สกู๊ปเศรษฐกิจ แผนรับมืออุทกภัย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รัฐบาล น้ำท่วม ทัวร์ลูกน้ำ สร้างเขื่อน โครงการแก้มลิง ฟลัดเวย์ ชูเกียรติ ทรัพย์ไพศาล
ขยายตัวอักษร

ขยายตัวอักษร

ใหญ่ขึ้น

เล็กลง

Tweet

คุณชอบข่าวนี้หรือไม่
ชอบ
ไม่ชอบ
ผลการโหวต
ชอบ
21 คน
95.5%
ไม่ชอบ
1 คน
4.5%

คอลัมน์อื่น ๆ ใน สกู๊ปเศรษฐกิจ

กระแสสังคมจับจ้องแบงก์พาณิชย์ วัดใจลดดอกกู้ชดเชยเก็บค่าต๋งแบงก์รัฐ 0.47%

กสทช.พลิกวงการโทรทัศน์นำประเทศก้าวสู่ทีวี...

3นักวิชาการเตือนภัยเศรษฐกิจโลกแนะรัฐบาล...

ยุทธศาสตร์ป้องกันน้ำท่วม ปิดช่องโหว่บริหาร ...

ข่าวอื่นๆ ในเศรษฐกิจ

ชี้จำนำมันฯเป็นเหตุทำราคาตก ม็อบบุกพาณิชย์...

อ้างวันทำการน้อย ยอดตั้งธุรกิจใหม่เม.ย.ต่ำ...

ลพบุรีครองแชมป์โจรทางหลวง ฉกหม้อแปลง...

  • มาม่าเอาไม่อยู่ จ่อขึ้นราคา รับต้นทุนสูงขึ้น
  • รัฐขาดดุลบาน 2.2ล้านล้าน เตือนไทยเสี่ยง
  • ใช้สิทธิแค่3หมื่น รถคันแรกวืด จ่อขยายเวลา
  • กำไรปลิ้น300% ไทยออยล์ พลังงานเพื่อใคร
  • บางจาก-ปตท. จัดให้ ลดน้ำมัน 40 สต.พ...
  • เพิ่มจานด่วน 10 เมนู 'ข้าวไข่เจียว-กะเพ...
  • เอกชนหนุนรัฐสร้างรถไฟทางคู่ 'จิระ-ขอนแก่...
  • ดวงดาวของท่าน
  • ส่องตำรวจ
  • เกษตรกรบนแผ่นกระดาษ
  • มุมข้าราชการ
  • กล้าได้กล้าเสีย
  • ตะลุยฟุตบอลโลก
  • หมายเหตุประเทศไทย
  • เลขที่1 วิภาวดีฯ
  • บทบรรณาธิการ
  • เดลี่เว็บ
  • ชักธงรบ
  • 4 สุดยอดพรีเมียร์ลีก
  • คาบลูกคาบดอก
  • สกู๊ปหน้า 1
  • เปิดฟ้าภาษาโลก
  • วิดีโออ๊อฟเดอะเดย์
  • หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน
  • เทียบท่าหน้า 3

หน้าหลัก l การเมือง l กีฬา l ไลฟ์สไตล์ l วิทยาการ l เศรษฐกิจ l การศึกษา l ต่างประเทศ l ข่าวทั่วไทย
ศาสนาและความเชื่อ l การเกษตร l ข้าราชการ l ข่าวประชาสัมพันธ์
คอลัมน์ l ภาพ l บุคคล l ค้นหา

ฉบับวันนี้และย้อนหลัง 7 วัน

เกี่ยวกับไทยรัฐ
มูลนิธิไทยรัฐ
ศูนย์ข้อมูลไทยรัฐ
ติดต่อโฆษณา
ติดต่อไทยรัฐ

  • Copyright © 2009 Terms & Conditions
  • สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
  • Internet Thailand
  • Powered By