ข่าว

วิดีโอ

"นที"คลี่ปมโทรคมนาคมไทย ประเทศเสียโอกาสบนเส้นทางความขัดแย้ง

หลังจาก “ศาลปกครอง” ประกาศคุ้มครองชั่วคราวระงับการประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์มือถือ 3 จี มาตั้งแต่เดือน ก.ย.2553 ที่ผ่านมา

ความสับสนวุ่นวายในกิจการโทรคมนาคมของประเทศไทย ทั้งความพยายามในการแก้ไขสัญญาสัมปทานเดิม การดิ้นรนของผู้ประกอบการมือถือในการเปิดพื้นที่หาสัญญาสัมปทานใหม่ และปัญหาการฟ้องร้องระหว่างภาคเอกชนก็ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ลดละ

ศึกล่าสุดเป็นของ 2 ค่ายผู้ให้บริการ ระหว่าง บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับ บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “ดีแทค” ที่เกิดขึ้นอย่างร้อนแรง ในช่วงตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา

เริ่มจาก “ดีแทค” ตัดสินใจยื่นฟ้องต่อศาลปกครองว่า “สัญญาการ ให้บริการโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่เพื่อให้บริการ 3 จี บนโครงข่าย CDMA ที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ทำกับกลุ่มทรู” ไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ทรูเดินหน้า 3 จี เต็มรูปแบบอย่างที่หวังไว้

ขณะที่กลุ่มทรูก็เดินหมาก “เอาคืน” ดีแทคอย่างถึงพริกถึงขิง ด้วยการรวบรวมหลักฐานยื่นฟ้องต่อกองบังคับการกองปราบปราม, กระ-ทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า ดีแทคเป็น “บริษัทต่างด้าว” ที่ละเมิดกฎหมายไทย ทำเอาดีแทคนั่งไม่ติด เพราะ หากพบว่า “ผิดจริง” มีหวังต้อง “แพ็กกระเป๋ากลับบ้าน”

ภาคธุรกิจเปลี่ยนโฉมหน้าจากการแข่งขันกันด้วยการให้บริการ เป็นการเปิดฉากงัดกฎหมายฟาดฟันกันตรงๆ ส่งผลให้ประชาชนผู้บริโภคต่างมองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อย่างงงงัน!!!

ยิ่งไปกว่านั้น ท่ามกลางการทะเลาะเบาะแว้งอย่างรุนแรงของภาค เอกชน และขาดองค์กรที่จะเป็นผู้ตัดสินปัญหา และกำกับดูแลที่ชัดเจน

“ทีมเศรษฐกิจ” ในฐานะผู้บริโภคยังค้นพบความจริงอีก ประการว่า คุณภาพการให้บริการของทุกค่ายมือถือได้ลดลงอย่าง ต่อเนื่อง ปัญหาโทร.ออกยาก สัญญาณหาย สายหลุด ต่อไม่ติด กลายเป็นปัญหาเรื้อรังกระทบต่อการใช้งานของลูกค้ามือถือที่มี อยู่กว่า 70 ล้านเลขหมาย

เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถมองผ่านสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ด้วยความ หวังว่าจะได้เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ได้ “ทีมเศรษฐกิจ” ขอให้ “พ.อ. นที ศุกลรัตน์” รักษาการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ 1 ใน 44 ผู้เข้า ชิงตำแหน่ง กสทช.ที่สำนักงานเลขาวุฒิสภา จะเสนอรายชื่อให้ที่ประชุมวุฒิสภา (ส.ว.) คัดเลือกในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้ ให้ความกระจ่างเรื่องนี้

ถาม : อะไรคือต้นตอของปัญหาความสับสนวุ่นวายใน กิจการโทรคมนาคมประเทศในขณะนี้?

ตอบ : สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ประเทศไทยพลาดหวังจากการประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์มือถือ 3 จี และใบอนุญาตการใช้คลื่นความถี่ย่าน 2.1 กิกกะเฮิตรซ์ (GHz) ที่ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่ง ชาติ (กทช.) พยายามผลักดันให้เกิด ขึ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นความพยายามในการหาทางออกให้กับโทรคมนาคม ของประเทศ เพื่อปลดล็อกปัญหาสัญญาสัมปทานที่มีอยู่เดิม

แต่สุดท้ายก็เป็นอย่างที่ทุกคนทราบดี บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นฟ้อง ต่อศาลปกครอง ให้ระงับการเปิดประมูล เพราะเห็นว่า กทช.ไม่มี อำนาจจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่และเปิดประมูลใบอนุญาต จะต้อง รอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ภายใต้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรร คลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ทำให้การประมูลถูกระงับไปในที่สุด

เมื่อ กทช.ไม่สามารถเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จีได้ ขณะที่กฎหมายเดิมก็ไม่เปิดโอกาสให้คู่สัญญาปรับเปลี่ยนหรือแปรสัญญาสัมปทานเป็นใบอนุญาตได้อีก ประกอบกับสัมปทานของบรรดาผู้ประกอบการกำลังทยอย สิ้นสุดลง โดยทรูมูฟ จำกัด เหลือสัมปทาน 2 ปี สิ้นสุดปี 2556 บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เหลือ 5 ปี สิ้นสุดปี 2558 และดีแทค เหลืออายุสัญญา 7 ปี สิ้นสุดปี 2560

“เอกชนทุกรายจึงตกอยู่ในสภาวะหลังพิงฝา ไม่รู้อนาคตว่าเมื่อสัญญาสิ้นสุดแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ลูกค้าที่ใช้บริการอยู่ 70 ล้านราย จะได้รับผลกระทบหรือไม่”

เหตุนี้ ทุกค่ายจึงต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะเปิดให้บริการ 3 จี เป็นรายแรก ทุกรายจึงต้องดิ้นรนหาทางออกให้กับตัวเองทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน โดยสัญญาการให้บริการ 3 จี รูปแบบใหม่ระหว่าง กสท และทรู ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะทรูจะหมด อายุสัมปทานรายแรก ถึงต้องดิ้นรนหาทางออกพยายามเล็ดลอดช่องทางที่คิดว่ากฎหมายให้ทำได้

ถาม : ผลพวงที่ไม่สามารถเปิดประมูล 3 จี ทำให้ผู้บริโภค เผชิญปัญหาคุณภาพบริการมือถือที่ลดลง

ตอบ : กทช.เข้าใจและตระหนักถึงคุณภาพการให้บริการที่ถดถอยลงอย่างมากในช่วงนี้ แต่ก็ต้องเข้าใจผู้ให้บริการเช่นกันเมื่อไม่สามารถจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ได้เพิ่มเติม คลื่นความถี่เดิมก็ไม่เพียงพอต่อความ ต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการให้บริการข้อมูล (Data) ที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมากตามความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตบนมือถือ (Mobile internet) ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นรวดเร็ว

ปัจจุบันนี้ ความนิยมในกระแสโซเชียล เน็ตเวิร์ก หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ ในประ-เทศไทยเพิ่มขึ้นเร็วมาก มีคนใช้มากถึง 12 ล้านคนแล้ว เป็นสมาชิกเฟซบุ๊ก 10 ล้านคน โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ 1 ล้านข้อความต่อวัน จัดเป็นประเทศที่ใช้เครือข่ายออนไลน์มากที่สุดเป็นอันดับที่ 18 ของโลกแล้วในปัจจุบัน

รายได้ส่วนนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีสัดส่วนกว่า 30% ของรายได้ทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทุกค่ายถึงต้องเจียดช่องสัญญาณ เจียดคลื่นที่มีอยู่ไปใช้ในบริการที่เป็น Data Application มากขึ้น จนส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยรวม

อย่างไรก็ตาม แม้ทางออกในเรื่องนี้คือ การให้บริการ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิมไปก่อน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดทั้งเรื่องการลงทุนอุปกรณ์ที่มี ราคาแพงกว่าอุปกรณ์บนคลื่น 2.1 GHz ซึ่งเป็น คลื่นมาตรฐานและมีผู้ใช้แพร่หลาย การลงทุนดังกล่าวยังติดเงื่อนไขตามสัญญาปัจจุบันที่เป็นแบบ Built-Transfer-Operate (BTO) ซึ่งเมื่อลงทุนปรับปรุงโครงข่ายแล้วต้องโอนให้แก่รัฐที่เป็นเจ้าของสัมปทาน แต่เมื่ออายุสัญญาสัมปทานทุกค่ายเหลือเพียงไม่กี่ปี การลงทุนบนโครงข่ายเดิมจึงไม่คุ้มค่าเท่าไรนัก

“นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทุกค่ายเลือกที่จะจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นมากกว่า บางรายมีการขนเงินกลับไปให้บริษัทแม่ คุณภาพการให้บริการในโครงข่ายเดิมที่เป็น 2 จี จึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังอยู่ในระดับมาตรฐานที่ กทช.รับได้”

ถาม : แล้ว กสทช.จะมีทางออกในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้านี้อย่างไร

ตอบ : ในฐานะรักษาการ ผมบอกได้เลยว่าเราทำอะไรได้ไม่มากนัก ต้องรอให้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการ กสทช.” เสร็จสิ้น ซึ่งคาดว่า จะใช้เวลาอีกไม่เกิน 180 วัน หรือราวเดือน ต.ค.ที่จะถึงนี้ การคัดเลือกกรรมการ กสทช.ชุดใหม่น่าจะเสร็จสิ้นลงได้

แต่การประมูลใบอนุญาต 3 จี คงต้องใช้เวลามากกว่านั้น ขบวนการประมูลคงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2 ปี เพราะ กสทช.ชุดใหม่ต้องจัดทำแผนแม่บทคลื่นความถี่ แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการประมูล 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ได้

ส่วนแนวคิดที่จะก้าวข้ามผ่านไปสู่การประมูล 4 จี เพื่อป้องกันการเสียโอกาสซ้ำซ้อนนั้น หากมองในระยะใกล้คงเป็นเรื่องยากน่าจะใช้เวลาอีกราว 5 ปี เพราะขณะนี้ราคาอุปกรณ์และสมาร์ทโฟนสำหรับ 4 จี ยังแพง และยังไม่แพร่หลาย ต่างจากสมาร์ทโฟน 3 จี และ 3.9 จี ที่มีราคาถูกมีเงิน 3,000-5,000 บาท ก็สามารถซื้อหาได้

“ยอมรับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ขณะนี้เราไม่มีโอกาสนำคลื่นความถี่ที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ต้องปล่อยโอกาสของประเทศไทยไว้อย่างนั้น ขณะที่ประชาชนไม่ได้รับบริการที่ดี แต่เราเองก็ทำอะไรไม่ได้ต้องเฝ้ารอให้มีการจัดตั้งองค์กร กสทช.ใหม่แล้วเท่านั้น”

ถาม : ปัญหาความขัดแย้งของผู้ให้บริการ ในฐานะรักษาการ กสทช. มองสัญญาระหว่าง กสท กับทรู ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ก่อให้เกิดการวิพากษ์อย่างหนักอย่างไร

ตอบ : มองเผินๆ สัญญาระหว่างทรูกับ กสท นั้น คล้ายกับระบบ สัมปทานเดิม เพราะรัฐยังคงมีบทบาทในการควบคุม แม้จะทำในลักษณะสัญญาค้าส่ง-ค้าปลีก (Wholesale-Reseller) ก็ตาม ซึ่งกรณีอาจจะ ต้องทำความเข้าใจทรูเขาด้วย เพราะอย่างที่รู้เขาไม่มีทางเลือกอื่นอายุ สัมปทานเก่าเหลือเพียง 2 ปี จึงต้องดิ้นรนเพื่อให้สามารถให้บริการได้ต่อ

แม้สัญญาใหม่นี้ทรูอาจดูเหมือนได้ต่อลมหายใจออกไปอีก แต่ถ้ามองลงไปอีก สัญญาที่ทำกันในลักษณะนี้ไม่มีความคล่องตัวและไม่ได้ส่งเสริมการแข่งขันมากนัก แต่เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ทรูถึงต้องยอมดำเนินการในรูปแบบนี้ไปก่อน

แต่หากมีการเปิดประมูลใบอนุญาตใหม่เชื่อว่าทรูจะต้องเข้าร่วมแน่ เพราะความคล่องตัวในการทำธุรกิจมีมากกว่า สร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรมมากกว่า ซึ่งจะเป็นการปลดล็อกสัมปทานอย่างแท้จริง

“การหาวิธีการเพื่อประกอบกิจการต่อไปนั้น หากยังมีความคลุมเครือ เป็นเรื่องใต้โต๊ะ ไม่นำขึ้นมาบนโต๊ะ ก็คงไม่ใช่ การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมและไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้คงว่าใครไม่ได้ ทุกคนต่างต้อง หาทางออกเพื่อความอยู่รอด”

อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไปถ้ามีการประมูล 3 จี เกิดขึ้น เรามีการประเมินกันว่าจะมีเงินไหลเข้ารัฐเป็นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตไม่น้อยกว่า 40,000-50,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดภาระการลงทุนของภาครัฐ แต่วันนี้สถานการณ์กลับเปลี่ยนไป หน่วยงานรัฐกลับตัดสินใจที่จะลงทุนเอง ด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาล โดยให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) รวมทั้ง กสท โทรคมนาคม ลงทุน 3 จีเอง กลายเป็นว่าแทนที่รัฐจะได้ “ค่าต๋ง” ก็กลับต้องควักเนื้อ

สิ่งเหล่านี้ทำให้ธุรกิจโทรคมนาคมไทย “ย่ำอยู่กับที่”!!!

ถาม : กสทช.มีการตรวจสอบความถูกต้องของสัญญาเหล่านี้ อย่างไรบ้าง?

ตอบ : ก่อนหน้านี้ สำนักงาน กสทช.ได้มีการตรวจสอบสัญญา ดังกล่าวและมีข้อสรุปบางประการออกมา แต่บอร์ด กสทช.เห็นว่าสิ่งที่สำนักงานฯดำเนินการไป เป็นการตรวจสอบที่เกินเลยไปกว่าอำนาจ เกินกว่ากฎหมายที่เรามีอยู่ เพราะเราไม่มีอำนาจไปตรวจ ว่าสัญญานี้ถูกหรือผิด และมีการปฏิบัติตามกฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 หรือไม่ หรือตรวจสอบว่าเป็นสัญญาที่เอื้อประโยชน์กับทรูหรือไม่

ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการล่าสุด เราถึงต้องตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดำเนินการตรวจสอบใหม่และกำหนดกรอบในการตรวจสอบตามขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น เราจะตรวจสอบสัญญาภายใต้กรอบ 2 ประการ ได้แก่ การตรวจสอบว่าสัญญาดังกล่าว บิดเบือนการแข่งขันหรือไม่ และละเมิดต่อมาตรา 46 ที่ห้ามไม่ให้
ผู้รับใบอนุญาตนำคลื่นไปให้คนอื่นใช้ หรือไม่เท่านั้น

ส่วนเรื่องการขอนำเข้าอุปกรณ์มาเพื่อติดตั้ง อัพเกรดโครงข่ายจากซีดีเอ็มเอเป็นเอชเอสพีเอ 3 จี ภายใต้สัญญาระหว่าง กสท และทรู ฉบับนี้ ซึ่งมีข้อกังขาว่า กสทช.ดึงเรื่อง ไม่ยอมอนุมัติเพราะขุ่นเคือง กสท ที่ไปฟ้องระงับประมูล 3 จีนั้น ต้องขอชี้แจงตรงนี้ว่า ไม่มีเลย

“เรื่องการขออนุมัตินำเข้าอุปกรณ์นั้น กสทช.จะพิจารณาเฉพาะในกรอบกฎหมายที่เรามีอยู่ ผู้ขอนำเข้าอุปกรณ์เป็นผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ อุปกรณ์ที่ขอนำเข้าได้มาตรฐานตาม ประกาศหรือไม่อย่างไรเท่านั้นอย่างกรณีนี้ ส่วนตัวเห็นว่าต้องอนุมัติ ให้นำเข้า เพราะหากพิจารณาแล้วไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม 2498 ก็ไม่มีเหตุให้ต้องฉุดรั้งไว้”

อย่างไรก็ตาม การอนุมัติต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า กสท ต้องยอมรับความเสี่ยงเอง หากที่สุดแล้วสัญญาถูกตัดสินว่าผิดกฎหมาย หรือเป็นโมฆะอุปกรณ์ที่ขอนำเข้าเหล่านี้ก็ต้องเลิกใช้ถือเป็นของเถื่อนหมด

ถาม : ขณะนี้ใน “ธุรกิจโทรคมนาคม” กำลังมีการฟ้องร้องกันในเรื่องการเป็น “บริษัทต่างด้าว”

ตอบ : ผมว่าธุรกิจโทรคมนาคมจะใช้ความเป็นชาตินิยมมาตัดสินไม่ได้ เพราะเป็น ธุรกิจสากล การที่เอกชนไปลงทุนในหลายๆ ประเทศ เป็นเพราะต้องการลดต้นทุนลง อีกทั้ง ในปี 2558 เราจะเปิดเสรีโทรคมนาคมอาเซียนอยู่แล้ว ถ้ารัฐวิสาหกิจไทย เอกชนไทยไม่แข็งแกร่ง ก็จะไม่สามารถแข่งขันได้

บริษัทโทรคมนาคมที่เป็นรัฐวิสาหกิจของต่างประเทศ เช่น นอร์เวย์ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ต่างขยับขยายไปลงทุนในต่างประเทศทั้งนั้น เว้นแต่รัฐวิสาหกิจไทย ที่ไม่เคยขยับขยาย เพราะได้รับการปกป้องมากเกินไป สบายและไม่พร้อมแข่งขัน คอยแต่มัดมือมัดเท้าเอกชน

เรื่องการพิจารณาการถือหุ้นของคนต่างด้าวนั้น กสทช.ยึดหลักตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ซึ่งกำหนดวิธีการตรวจสอบเฉพาะที่จดแจ้งไว้ที่กระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้ตรวจสอบเชิงลึกลงไปถึงการถือหุ้นแทนหรือนอมินีหรือไม่

ดังนั้น ทุกฝ่ายที่อยู่ในระบบโทรคมนาคมของไทยต้องปรับตัวและเตรียมตัวที่จะก้าวไปสู่การแข่งขันที่เป็นมาตรฐานสากล ถ้าแข่งขันไม่ได้ ก็อยู่ในธุรกิจนี้ไม่ได้ ไม่ใช่หยุดทุกอย่างไว้เพียง เพราะรัฐวิสาหกิจของรัฐยังไม่พร้อมแข่งขัน และทำให้เกิดปัญหาคาราคาซังมาจนถึงทุกวันนี้

“ตราบใดก็ตาม ถ้าการแข่งขันไม่เกิดขึ้น องค์กรกำกับดูแลก็ต้องสร้างกฎ กติกาให้มีการแข่งขัน สร้างกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากสัมปทานไปสู่ใบอนุญาตที่ราบรื่น แต่ในขณะนี้ยังทำไม่สำเร็จ”

ถาม : สุดท้าย อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การรักษาวงโคจรดาวเทียมที่ถือเป็นสมบัติของประเทศไทย ซึ่งมีแนวโน้มเราอาจต้องสูญเสียไป และ กสทช.ถูกกล่าวหาว่าไม่ให้ความร่วมมือ

ตอบ : ตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมนั้นถือเป็นสมบัติของประเทศ เป็นเหมือนผืนแผ่นดินของเรา เราคงปล่อยให้สูญเสียไปไม่ได้ แต่เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของกระทรวงไอซีทีจะต้องหาทางเจรจามา ในส่วน ของ กสทช.นั้นกฎหมายกำหนดให้เราเป็นเพียงผู้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการดาวเทียมเท่านั้น

ในแง่ของใบอนุญาตนั้นไม่ใช่ปัญหาเลย หากเป็นเรื่องของความมั่นคง เป็นเรื่องของประเทศที่เราจำเป็นต้องรักษาไว้ หากรัฐสามารถไป เจรจาเช่าดาวเทียมที่อยู่ใกล้เคียงมาได้ กสทช.ก็พร้อมจะออกใบอนุญาตชั่วคราวเพื่อความมั่นคงให้ได้ ส่วนระยะยาวในเรื่องใบอนุญาตในเชิง พาณิชย์จะเอาอย่างไรค่อยไปว่ากัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ กสทช.เลย

ทั้งหมดนี้ เป็นภาพสะท้อนของกิจการโทรคมนาคมไทยในภาวะสุญญากาศ ซึ่งยังไม่เห็นทางออกที่ชัดเจนว่าจะเป็น อย่างไร แต่ต้องยอมรับว่าเวลาแต่ละวินาทีผ่านไป คือการสูญเสียโอกาสและล้าหลังของประเทศไทยในสังคมโลก.

ทีมข่าวเศรษฐกิจ

26 มิ.ย. 2554 11:25 26 มิ.ย. 2554 11:31 ไทยรัฐ