advertisement

วิกฤติพลังงานประเทศไทย

โดย ทีมเศรษฐกิจ 20 มิ.ย. 2554 05:00

จนถึงขณะนี้ต้องยอมรับว่าไม่มีพรรคการเมืองใด กล้าชูนโยบายสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นมาเป็นนโยบายของพรรคในการหาเสียง ในการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค.นี้

ด้วยเหตุผลที่อาจเกรงว่าจะถูกกระแสการต่อต้านของประชาชนที่ หวาดผวา กับเหตุการณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น

แต่ที่น่าเสียดาย คือ ไม่มีพรรคการเมืองใดที่เสนอทางออกในการแก้ไข ปัญหาการขาดแคลนพลังงานของประเทศไทยอย่างจริงจัง ไม่มีพรรคไหนที่เสนอ แนวทางส่งเสริมพลังงานทางเลือก หากว่าในอนาคตจะไม่มีการก่อสร้างโรง ไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้น

ทั้งๆที่ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะ “เสี่ยงสูงสุด” ในด้านพลังงาน

ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นผลมาจากโศกนาฏกรรมแผ่นดินไหวและสึนามิที่เกิดขึ้น ที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2554 ที่ได้สร้างความสูญเสียอย่างรุนแรงต่อชีวิต และทรัพย์สิน ตลอดจนความเสียหายทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอย่างมหาศาล จนทำให้ประเทศไทยซึ่งมีแผนที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกในปี 2563 ต้องเลื่อนแผนออกไป และอยู่ในภาวะสุญญากาศ ไม่มีใครกล้าตัดสินใจอะไร

รัฐบาลชุดปัจจุบันก็ได้แต่โบ้ยไปให้รัฐบาลชุดใหม่เป็นผู้ตัดสินใจกันเอาเอง

เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นได้ส่งผลให้เตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา ไดอิชิ มีอายุการใช้งานกว่า 40 ปี เกิดระเบิดขึ้น จนมีการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี เป็นผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นได้สั่งหยุดเดินเครื่องการผลิตไฟฟ้า จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่ทั่วประ-เทศ 54 แห่งไปพร้อมๆกัน เพื่อให้ทบวงปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency) หรือไอเออีเอ แห่งสหรัฐฯ มาตรวจสอบและให้คำรับรองว่าโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ที่เหลืออยู่ไม่ได้รับผลกระทบ ก่อนที่จะอนุญาตให้เปิดเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ตามปกติ

 

 

การหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ฟูกูชิมา ไดอิชิ ได้ส่งผลให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าของญี่ปุ่น สูญหายไปจากระบบในทันที 27,120 เมกะวัตต์ ประกอบกับการที่ญี่ปุ่นมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 49,112 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของสัดส่วนเชื้อเพลิงรวมของประเทศ ต้องหยุดการจ่ายไฟฟ้าและบางพื้นที่ต้องสลับเวลา การจ่ายไฟฟ้าให้กับประชาชนกินพื้นที่รวม 15 จังหวัด ให้กับประชาชนหลายแสนคน ได้รับความเดือดร้อนจากการไม่มีไฟฟ้าใช้และระบบขนส่งมวลชน ไม่สามารถให้บริการได้อย่างเต็มที่
กรณีดังกล่าว ทำให้หลายๆประเทศต้องหันกลับมาทบทวนนโยบายการก่อสร้าง หรือการใช้งานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่ในประเทศของตน แม้ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีการก่อกำเนิดมาตั้งแต่เมื่อ 60 ปีที่แล้ว และมีการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาเป็นระยะๆ

ตรวจสอบสถานการณ์นิวเคลียร์

ขณะนี้สหรัฐฯถือว่าเป็นประเทศที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากที่สุดคือ 104 แห่ง รองลงมา คือ ฝรั่งเศส 58 แห่ง

ล่าสุดรัฐบาลเยอรมนี ได้เป็นประเทศแรก ที่ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ว่า ภายใน 10 ปีข้างหน้า เยอรมนีจะเป็นประเทศที่จะไม่มีการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อความปลอดภัยของ ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หลังการเกิดเหตุการณ์โรงไฟฟ้าฟูกิชิมา ไดอิชิ ที่ญี่ปุ่น ด้วย การทยอยปลดระวางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และหันไปสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าอื่นๆ อาทิ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และพลังงานทดแทน

สำหรับประเทศไทย ได้มีการบรรจุแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รวม 5 แห่ง มีกำลังการผลิตโรงละ 1,000 เมกะวัตต์ ไว้ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประ-เทศไทย (พีดีพี) 2010 (ปี 2553-2573) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเกลี่ยการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า และลดการพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงประเภทใด ประเภทหนึ่งไม่ให้เป็นการผูกขาดเช่นในปัจจุบัน เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานขณะเดียวกัน ภายหลังการเกิดอุบัติเหตุของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น ทำให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้มีมติให้เลื่อนแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรก จากเดิมที่กำหนดไว้ว่าประเทศไทย จะมีการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์เป็นแห่งแรก ในปี 2563 ออกไปเป็นภายในปี 2566 ก่อนที่จะทยอยก่อสร้างให้ครบทั้ง 5 แห่ง แห่งละ 1,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2571

ไทยเผชิญความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิง

“ทีมเศรษฐกิจ” ขอฉายภาพให้เห็นก่อนว่า สถานการณ์การใช้พลังงานของประเทศไทยในปัจจุบัน กระทรวงพลังงานประมาณการว่าในปี 2554 ประเทศไทยจะมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 155,850 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 5.5% คิดเป็นมูลค่าการใช้ไฟฟ้า 504,300 ล้านบาท ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) จะอยู่ที่ 25,299 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้น 5.37% ของปีที่ผ่านมา และคาดว่าความต้องการการใช้ไฟฟ้า จะมีอัตราการเติบโต 4-5% ต่อปี

ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่หลักของ กฟผ.ที่ต้องวางแผน บริหารจัดการการผลิตไฟฟ้า ให้มีปริมาณเพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

สำหรับสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าขณะนี้ ประกอบไปด้วยก๊าซธรรมชาติในอัตราส่วน 69.1% ถือได้ว่าเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุด ของเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ารวมของ ประเทศไทย

 

 

รองลงมาคือถ่านหิน 18.6% ที่เหลืออีก 9.2% เป็นพลังงานน้ำจากเขื่อนของ กฟผ. พลังงานหมุนเวียน 1.8% ที่เหลือเป็นน้ำมันเตาและการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน 1.3%

จึงเห็นได้ว่า สัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติซึ่งสูงมาก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆปี เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด จัดหามาได้ง่ายๆ แต่ถ้าการผลิตไฟฟ้ายังถูกผูกขาดจากก๊าซธรรมชาติ ก็จะถือได้ว่าเป็นนโยบายที่ผิดพลาด

แนวทางที่เหมาะสมจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงในการใช้เชื้อเพลิงให้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนิวเคลียร์ ถ่านหิน พลังงานน้ำ พลังงานทดแทน

เพราะหากประเทศไทยยังไม่สามารถจัดหาเชื้อเพลิงได้อย่างหลากหลาย ในอนาคต ก็อาจต้องเผชิญกับปัญหาไฟฟ้าตก-ดับในบางพื้นที่ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเดือน ส.ค.2552 กฟผ.ก็ต้องเร่งปล่อยน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อปั่นกระแสไฟฟ้าเพราะปริมาณ ก๊าซธรรมชาติจากพม่าได้หยุดจ่ายลงชั่วคราว เพราะระบบท่อขัดข้องทำให้ก๊าซธรรมชาติ หายไปจากระบบ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต

และในเวลาเดียวกันการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งบงกชในอ่าวไทย ก็ต้องปิดซ่อมท่อก๊าซที่รั่วทำให้ก๊าซธรรมชาติหายไปจากระบบอีก 650 ล้านลูกบาศก์ฟุต หรือคิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าที่หายไปจากระบบผลิตรวมกันถึง 10,000 เมกะวัตต์

เหตุการณ์ดังกล่าว คือบทเรียนราคาแพง ที่ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์และเพิ่มทางเลือกของเชื้อเพลิงให้เกิดเป็นผลสำเร็จโดยเร็วที่สุด

เพราะอย่าลืมว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า ปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย จะทยอย หมดลงและการสำรวจและขุดเจาะแหล่งใหม่ ก็เริ่มได้รับการต่อต้านจากกลุ่มเอ็นจีโอ ที่ระบุว่าการขุดหาพลังงานในอ่าวไทย เป็นต้นเหตุของการทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้การ จัดหาแหล่งพลังงานแห่งใหม่ๆในประเทศไทย เป็นไปด้วยความยากลำบาก

 

 

ในขณะเดียวกัน หากรัฐบาลเลือกที่จะเพิ่มปริมาณการซื้อก๊าซธรรมชาติจากพม่าเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ในอนาคตอาจจะเกิดปัญหาระบบขนส่งทางท่อขัดข้องขึ้นมาอีกครั้ง

ผลกระทบที่จะตามมาหากถึงขั้นรุนแรง ก็คืออาจต้องหมุนเวียนพื้นที่เปิดปิดไฟให้กับประชาชนเหมือนกรณีที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น และที่สำคัญ คือจะเกิดผลกระทบต่อบรรยากาศ และ ความเชื่อมั่นต่อการลงทุนของประเทศไทย

นิวเคลียร์–ถ่านหิน คือคำตอบสุดท้าย

“ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “สุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์” ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะแม่ทัพใหญ่ขององค์กร ที่ทำหน้าที่ บริหารจัดการด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย บนสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อของกระแสการต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อไขข้อข้องใจเหล่านี้.....

นายสุทัศน์ ขอฟันธงเลยว่า โอกาสแจ้งเกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของไทย คงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปี และก็ไม่อยากให้รัฐบาลทุกชุดเลิกล้มแผนการก่อสร้าง แม้ว่าต้องทำใจให้ลืมโครงการดังกล่าวออกไปจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม เพราะต้องยอมรับว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ๆ ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากเช่นกัน

ทั้งนี้ แม้ว่านิวเคลียร์และถ่านหินจะเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูกที่สุด โดยนิวเคลียร์มีต้นทุน การผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 2.79 บาทต่อหน่วย มีต้นทุนในการก่อสร้าง 115 ล้านบาทต่อการผลิตไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ และถ่านหินมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 2.94 บาทต่อหน่วย มีต้นทุนการ ก่อสร้าง 54 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ ขณะที่ต้นทุนการผลิต ไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 4.34 บาทต่อหน่วย และมีต้นทุนการก่อสร้างอยู่ที่ 27 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์

แม้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะมีข้อดีในเรื่องค่าไฟฟ้าของประชาชนจะถูกลง แต่เหตุการณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นทั้งที่ประเทศรัสเซียเมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา และล่าสุดที่ประเทศญี่ปุ่น ย่อมสร้างความหวาดกลัวให้กับคนไทยอย่างหนีไม่พ้น

ขณะเดียวกัน ที่โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ กฟผ.ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 4 แห่ง แห่งละ 700 เมกะวัตต์ เมื่อหลายปีที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถจัดหาพื้นที่ ที่จะใช้ก่อสร้างได้เช่นกัน

นายสุทัศน์ กล่าวย้ำว่า การที่ประเทศไทยจะสามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกได้ภายในปี 2566 หรือไม่ ประเด็นสำคัญคือ ต้องได้รับการยอมรับจากประชาชนทั้งประเทศ ต้องมีการทำประชาพิจารณ์ และขั้นตอนสุดท้ายคือ ต้องได้รับอนุญาตก่อสร้างจากไอเออีเอ ระหว่างนี้ กฟผ.จะเร่งทำการประชาสัมพันธ์ชี้แจงข้อเท็จจริง เกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

 

 

อย่างไรก็ตาม กฟผ.ได้มีแผนสำรองกรณีที่ไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ โดยจะมีการเพิ่มจำนวน โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจาก 13 โรงเป็น 14 โรง และก่อสร้างโรง ไฟฟ้ากังหันแก๊สเพิ่มขึ้นอีก 5 โรง กำลังการผลิตแห่งละ 250 เมกะวัตต์ และปรับปรุงโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ ที่ปลดระวางให้กลับมาเดินเครื่องใหม่เพิ่มจาก 9 โรงเป็น 15 โรง ซึ่งจะส่งผล ให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินคุณภาพสูงปลอดจากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ รวมทั้ง การใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ผลิตไฟฟ้า เป็นต้น

โอกาสแจ้งเกิดพลังงานทางเลือก

นายสุทัศน์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่หลายประเทศในโลกใช้อยู่ใน ปัจจุบัน มาจากแหล่งกำเนิดที่หลากหลาย ซึ่งแต่ละประเทศต่างมีจุดเด่นและข้อจำกัดแตกต่างกัน

ดังนั้น การพิจารณาถึงความเหมาะสมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ
จึงต้องนำปัจจัยแวดล้อมมาประกอบการพิจารณาทั้งในเรื่องค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ต้นทุนการบริหารจัดการ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หลังการสร้างโรงไฟฟ้า เพื่อให้ชุมชนในพื้นที่ให้การยอมรับ ลดกระแสการต่อต้าน

“ทำให้พลังงานทางเลือกจึงเป็นอีกยุทธศาสตร์ของ กฟผ.ในการสนับสนุนการจัดหาแหล่ง พลังงานผลิตไฟฟ้า เพื่อช่วยเสริมความมั่นคงของระบบผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงหลัก แม้ว่า พลังงานทางเลือกยังมีจุดอ่อนในหลายๆประเด็น แต่ กฟผ.ก็จะเดินหน้าผลักดันให้โครงการ
ดังกล่าวเกิดขึ้นได้ ควบคู่ไปกับการทุ่มงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาเพื่อต่อยอดการจัดหาแหล่งพลังงานในระยะยาว”

 

 

สำหรับแผนการพัฒนาพลังงานทางเลือกของ กฟผ.ตามแผนพีดีพี 2010 ประกอบไปด้วย การผลิตไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก รวม 32 โครงการ กำลังการผลิต 187 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 47 เมกะวัตต์ โครงการผลิตไฟฟ้า จากพลังงานลม รวม 193 เมกะวัตต์ และโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะรวม 18 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกัน กฟผ.ก็พร้อมเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกที่ภาคเอกชนจะเป็นผู้ลงทุนด้วยตัวเองอีกด้วย

ทั้งนี้ ต้นทุนของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก ที่น่าสนใจมี อาทิ โรงไฟฟ้าพลังงาน ลม มีต้นทุนผลิตไฟฟ้า 6 บาทต่อหน่วย มีต้นทุนการก่อสร้าง 60-85 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์  มีต้นทุนผลิตไฟฟ้า  10-13  บาทต่อหน่วย มีต้นทุนการก่อสร้าง 125 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าชีวมวล มีต้นทุนผลิตไฟฟ้า 3-3.50 บาทต่อหน่วยมีต้นทุนการก่อสร้าง 40-70 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก มีต้นทุนผลิตไฟฟ้า 10-20 บาทต่อหน่วย มีต้นทุนการก่อสร้าง 70 ล้านบาท ต่อ 1 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของพลังงานทางเลือกจะค่อนข้างสูงมาก เมื่อเทียบกับต้นทุนของก๊าซธรรมชาติ ถ่านหินและนิวเคลียร์ แต่ก็มีข้อจำกัดของพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ ที่ไม่มีความสม่ำเสมอในการผลิตไฟฟ้า

อุปสรรคดังกล่าวคือบทพิสูจน์ฝีมือของผู้บริหารจากรุ่นต่อรุ่นนับจากนี้ไป เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังงานไฟฟ้าที่สะอาด  จึงเป็นหน้าที่ของ  กฟผ.ในการกำหนดเป็น แผนพัฒนาอย่างครบวงจรในอนาคต เพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมตาม นโยบายการผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม.

 

ทีมเศรษฐกิจ

โหวตข่าวนี้