advertisement

เจาะโครงการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต ดาบ 2 คม "ประชานิยมการเงิน"

โดย ทีมเศรษฐกิจ 30 พ.ค. 2554 05:00

กำลัง​เป็น​ที่​วิพากษ์วิจารณ์​ใน​แวดวง​การเงินการ​ธนาคาร​ของ​ประเทศไทย สำหรับ​ไอเดีย​สุด​บรรเจิด​ของ​รัฐมนตรี​ว่าการกระทรวง​การคลัง “กร​ณ์ จา​ติ​กวณิช” แห่ง​พรรค​ประชาธิปัตย์

โดย​ระบุ​ว่า เป็น​ความ​พยายาม​ช่วย​ประชาชน​ลด​ภาระ​หนี้สิน และ​การ​เข้าถึง​แหล่ง​เงินกู้​ของ​คน​ราย​ได้​น้อย​รอบ​สุดท้าย​ก่อน​ลา​จาก​ไป​เลือกตั้ง โดย​หวัง ​ใช้​กลไก​รัฐ​ที่​มี​อยู่​อัด​นโยบาย​มัด​ใจ​ตุน​คะแนนเสียง​เป็น​เสบียงกรัง​เอา​ไว้​ก่อน

นำร่อง​ด้วย​การ​เสนอ​เรื่อง​คณะ​รัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ​ให้​ธนาคารอาคาร สงเคราะห์ (ธอส.) ทำ​โครงการ “บ้าน ธอส. เพื่อ​ที่​อยู่​อาศัย​หลัง​แรก” คิด​ดอกเบี้ย 0% เป็น​เวลา 2 ปี ภาย​ใต้​วงเงิน 25,000 ล้าน​บาท

และ​ตาม​มา​ด้วย​ก๊อก​สอง กับ​โครงการ “รี​ไฟแนนซ์​หนี้​บัตร​เครดิต​สถาบัน​การเงิน” ที่​หวัง​ยึด​หัวหาด​คน​ชั้น​กลาง ด้วย​การ​ให้​สถาบัน​การเงิน​ของ​รัฐ 3 แห่ง​ร่วม​กัน​รับ​รี​ไฟแนนซ์​หนี้​บัตร​เครดิต คิด​อัตรา​ดอกเบี้ย 10% ต่อ​ปี

ภาย​ใต้​วงเงิน​ที่​จุด​พลุ​ออก​มา​เบื้องต้น 50,000 ล้าน​บาท แต่​สุดท้าย​ลด​ลง​มา​เหลือ 10,000 ล้าน​บาท

ด้วย​เหตุผล​ที่​ต้องการ​ให้​กลุ่ม​คน​ที่​ใช้​บัตร​เครดิต​แบบ​ผ่อนชำระ ที่ รมว.​คลัง อ้าง​ว่า​ต้อง​แบก​อัตรา​ดอกเบี้ย​บัตร​เครดิต​หลัง​แอ่นเพราะ​ต้อง​ถูก​โขก​สูง​ถึง  20%แคมเปญ​ที่​ออก​มา​แรง​ขนาด​นี้ ทำเอา​ผู้​บริหาร​ระดับ​สูง​ของ​แบงก์​พาณิชย์​และ​บริษัท​ปล่อย​สินเชื่อ​ที่​ไม่​ใช่​สถาบัน​การเงิน (นอน​แบ​งก์) ถึง​กับ​นั่ง​ไม่​ติด เพราะ​เป็น​การ​เปิด​หน้า​แย่ง​ลูกค้า​ดี​กัน​เห็นๆ

ธุรกิจ​บัตร​เครดิต ที่​ดำเนิน​การ​อยู่​ทั้ง​ใน​ส่วน​ของ​สถาบัน​การเงิน​และ “นอน​แบงก์” มี​หวัง​ได้​ปั่นป่วน​ทั้ง​ระบบ เพราะ​หนี้​ดี​ของ​ธุรกิจ​จะ​ถูก​ดูด​ออก​ไป​เฉียด 30% จาก​ปัจจุบัน​ที่​มี​ยอด​หนี้​คง​ค้าง​ดี​อยู่​ราว 170,000 ล้าน​บาท

ผล​ที่​ตาม​มา​จะ​ทำให้​ราย​ได้​หลัก​จาก​ดอกเบี้ย​และ​ค่าธรรมเนียม​จะ​หดหาย​ลด​ลง​ไป​ทันที

ขณะ​เดียวกัน เมื่อ​หนี้​ดี​ถูก​ดึง​ออก​ไป หนี้​ที่​ไม่​ก่อ​ให้​เกิด​ราย​ได้(เอ็น​พี​แอล) จะ​พุ่ง​สูง​ขึ้น​ทันที ผู้​ประกอบ​การ​บัตร​เครดิต​ราย​ใด​มี​สาย​ป่าน​สั้น ไม่​สามารถ​แบก​รับ​ภาระ​ต้นทุน​ได้​อาจ​ถึง​ขั้น​ต้อง​ปิด​กิจการ​ตาม​มา

ยิ่ง​เมื่อ​รัฐมนตรี​คลัง​ก้าว​รุก​โครงการ​ใน​ระยะ​ต่อ​ไป​จะ​ขยาย​ขอบเขต​การ​ดำเนิน​โครงการ​ไป​ยัง​ตลาด​บัตร​เครดิต​ประเภท​กด​เงินสด ซึ่ง​เป็น​คน​กลุ่ม​ใหญ่​ของ​ตลาด​ด้วย​แล้ว ทำให้​โครงการ​นี้​ถูก​จับตา​อย่าง​ใกล้​ชิด

เพราะ​แนวทาง “ประชา​นิยม​ทางการ​เงิน” ที่​รัฐบาล​ออก​มา​นี้ กำลัง​กลาย​เป็นต้น​แบบ​ของ​นโยบาย​ประชา​นิยม​ทางการ​เงินของ​พรรค​อื่นๆ ที่​เตรียม​ออก​โปรเจกต์​สินเชื่อ และ​โครงการ​ลด​หนี้​ใหม่ๆ ออก​มา​เป็น​ทิวแถว ซึ่ง​ถึง​จุด​นั้น​ระบบ​การเงิน​ของ​ไทย​คง​ปั่นป่วน​อย่าง​แท้จริง

ขณะ​เดียวกัน การ​นำ​เงิน​ภาษี​ของ​ประชาชน​เข้า​มา​แทรกแซง​สินเชื่อ​ใน​ระบบ ซึ่ง​ดำเนิน​อยู่​ตาม​ครรลอง​ที่​มี​เงื่อนไข​ชัดเจน ระหว่าง​ผู้​กู้​เงิน และ​ผู้​ให้​กู้​อยู่​แล้ว ถือ​เป็น​เรื่อง​สุ่ม​เสี่ยง​ที่​จะ​ทำลาย​วินัย​ทางการ​เงิน​และ​การคลัง​ที่​ดี​อีก​ด้วย

ย้อน​รอย​ต้นแบบ “รี​ไฟแนนซ์​หนี้​เน่า”

จริงๆแล้วมาตรการ​ช่วยเหลือ​ลูกหนี้​บัตร​เครดิต​นั้น หา​ใช่​เป็น​มาตรการ​ใหม่ถอดด้าม​ที่​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​การคลัง​จุด​พลุ​ขึ้น​มา

เพราะ​ก่อน​หน้า​นี้ ธนาคาร​อิสลาม​แห่ง​ประเทศไทย​ได้​ออก​ผลิตภัณฑ์ “สินเชื่อ​เพื่อ​การ​รี​ไฟแนนซ์​หนี้​บัตร​เครดิต” เพื่อ​ช่วยเหลือ​กลุ่ม​คน​ที่​ประสบ​ปัญหา​ไม่​สามารถ​ใช้​หนี้​บัตร​เครดิต จน​ต้อง​ถูก​เจ้าหนี้​ตาม​ทวง​หนี้​มหา​โหด​จน​กระทบ​ต่อ​วิถีชีวิต​ความ​เป็น​อยู่ ตลอด​จน​ไป​ถึง​หน้าที่​การ​งาน​มา​แล้ว

สินเชื่อ​เพื่อ​การ​รี​ไฟแนนซ์​บัตร​เครดิต​ดัง​กล่าว กำหนด​ให้​ผู้​ถือ​บัตร​เครดิต​ ที่​กำลัง​ประสบ​ปัญหา​นำ​บัตร​เครดิต​ที่​มี​อยู่​ทั้งหมด​กี่​ใบ​ก็ตาม มา​นำ​รวบรวม​กัน​ ว่า​มี​หนี้​จำนวน​เท่าไร พร้อม​รับ​รี​ไฟแนนซ์ คิด​อัตรา​กำไร 14% ต่อ​ปี กำหนด​ระยะเวลา​การ​กู้​ยืม 1-6 ปี ระยะ​เวลา​ปลอด​ดอกเบี้ย 6 เดือน



นอกจาก​นั้น ที่​ดี​กว่า​คือกลุ่ม​ลูกค้า​บัตร​เครดิต​กลุ่ม​นี้​ที่​ถูก​ขึ้น​แบล็กลิสต์ ซึ่ง​ใน​ปัจจุบัน​มี​อยู่​กว่า 1.4 ล้าน​บัตร รวม​ยอด​หนี้​เสีย 45,832 ล้าน​บาท เมื่อ​รัฐ​ยื่นมือ​เข้า​มา​ให้​ความ​ช่วยเหลือ​โยก​หนี้​เสีย​ที่​มี​อยู่​ทั้งหมด​เข้า​มา​อยู่​ใน​ระบบ​แล้ว คน​เหล่า​นี้​กลับ​มา​ยืน​ใน​สังคม​ได้​เป็น​ปกติ

“โครงการ​รี​ไฟแนนซ์​หนี้​บัตร​เครดิตของ​ธนาคาร​อิสลาม พิสูจน์​ให้​เห็น​ว่า​ สามารถ​ช่วย​กลุ่ม​คน​ที่​มี​ปัญหา​ได้ หลังจาก​ปล่อย​สินเชื่อ​ไป​แล้ว 1,400 ล้าน​บาท มี​หนี้​เสีย​เกิด​น้อย​มาก​อยู่​ที่ 1% ของ​สินเชื่อ และ​ลูกค้า​ที่​รี​ไฟแนนซ์ หาก​ผ่อนชำระ​ค่า​งวด​ตรง​เวลา ตลอด​เวลา 3 ปี จะ​กลับ​มา​เป็น​ลูกหนี้​ดี และ​สามารถ​ใช้​บริการ​ทางการ​เงิน​ตาม​ปกติ​ได้”

อย่างไรก็ตาม โครงการ​รี​ไฟแนนซ์​หนี้​บัตร​เครดิต​ล่า​สุด​ของ​กระทรวง​การคลัง​แตก​ต่าง​ออก​ไป!!!

กระทรวง​การคลัง​กำลัง​ใช้​กล​ไก​ธนาคาร​รัฐ​แย่ง​ลูกหนี้​ดีๆ ของ​ตลาด​บัตร​เครดิต​ที่​มี​หนี้​ดี​อยู่​ทั้งสิ้น 11.6 ล้าน​บัตร โดย​ไม่​คำนึง​ว่า ผล​กระทบ​ใน​อนาคต​อาจจะ​ทำให้​ลูกหนี้​เสีย​วินัย​ทางการ​เงิน และ​รัฐบาล​เอง​เสีย​วินัย​ทางการ​คลัง

ส่ง​ผล​ให้​เกิด​ความ​ไม่​พอใจ​ใน​แวดวง​การเงิน การ​ธนาคาร รวม​ถึง ​จาก​นัก​วิชาการ รวม​ถึงผู้​บริหาร​ธนาคาร​แห่ง​ประเทศไทย (ธปท.) และผู้​บริหาร​ธนาคาร​พาณิชย์ที่​ออกโรง​เตือนสติ​ต่อ​มาตรการ​ล่า​สุด​นี้!

เปิด​เกณฑ์​รี​ไฟแนนซ์​ใน​ฝัน

เมื่อ​ฝุ่น​เริ่ม​จาง​โครงการ​ปรับ​โครงสร้าง​หนี้  (รี​ไฟแนนซ์) บัตร​เครดิต​ของ​กระทรวง​การคลัง​เริ่ม​มี​ความ​ชัดเจน​ขึ้น วงเงิน​ที่​กำหนด​ไว้​เบื้องต้น 50,000 ล้าน​บาท ลด​ลง​มา​เหลือ 10,000 ล้าน​บาท มอบหมาย​ให้​ธนาคาร​ของ​รัฐ 3 แห่ง คือ ธนาคาร​กรุง​ไทย 4,500 ล้าน​บาท ออมสิน 4,500 ล้าน​บาท และ​ธนาคาร​อิสลาม​แห่ง​ประเทศไทย 1,000 ล้าน​บาท

ทั้งนี้ คุณสมบัติ​และ​เงื่อนไข​ของ​ผู้​ที่​จะ​เข้า​ร่วม​โครงการ​นั้น กำหนด​จะ​ปล่อย​วงเงิน​กู้​ให้​ไม่​เกิน 5 เท่า​ของ​เงินเดือน สูง​สุด​ไม่​เกิน​ราย​ละ 300,000 บาท อัตรา​ดอกเบี้ย 10% ต่อ​ปี กำหนด​ระยะ​เวลา​การ​ผ่อนชำระ 1-3 ปี

ขณะ​ที่​คุณสมบัติ​ผู้​กู้ เป็น​บุคคล​ทั่วไป​ที่​เป็น​หนี้​บัตร​เครดิต​ที่​สถานะ​ปกติ ตั้งแต่​วัน​ที่ 30 เม.ย. 54 เป็นต้น​ไป มี​เงื่อนไข​ความ​สามารถ​ใน​การ​ชำระ​หนี้​ตาม​เกณฑ์​ของ​แต่ละ​ธนาคาร

ส่วน​เงื่อนไข​การ​ปิด​บัตร​เครดิต​ทั้งหมด เพื่อ​แสดง​ความ​ชัดเจน​ใน​เรื่อง “วินัย​ทางการ​เงิน​ของ​ลูกหนี้” นั้น จาก​ครั้ง​แรก​ที่​กำหนด​เงื่อนไข​ว่า จะ​ต้อง​ปิด​บัตร​เครดิต​ที่​มี​ทั้งหมด ซึ่ง​ทำให้​ลูกหนี้​จำนวน​มาก​ไม่​สามารถ​เข้า​โครงการ​ได้

ใน​วัน​แถลง​เปิด​ตัว​โครงการ​รี​ไฟแนนซ์​บัตร​เครดิต “กร​ณ์ จา​ติ​กวณิช” รมว.​คลัง จึง​ปรับ​เกม​ยอม​ให้​ผู้​ถือ​บัตร​เครดิต​หลาย​บัตร เมื่อ​เข้า​โครงการ​ไม่​ต้อง​ยกเลิก​ทั้งหมดให้​เหลือ​ไว้ 1 บัตร เพื่อ​ใช้​จ่าย​ปกติ แต่​ต่อ​มา​หลังจาก​การ​เจรจา​กัน​แล้ว แบงก์​รัฐ​ที่​เข้า​โครงการ ยอม​เปิด​กว้าง​ให้​สามารถ​ปิด​เฉพาะ​บัตร​ที่​โอน​วงเงิน​มา​เข้า​โครงการ​เท่านั้น

เช่น หาก​ถือ​บัตร​เครดิต 4 บัตร จะ​ปิด​เพียง 2 บัตร​โอน​หนี้​เข้า​โครงการ​ลด​อก​เบี้ย​เหลือ 10% อีก 2 บัตร​ยัง​ใช้​จ่าย​ได้​ตาม​ปกติ แต่​จะ​มี​เงื่อนไข​ว่าจะ​มี​บัตร​เครดิต​บัตร​ใหม่​เพิ่มเติม​อีก​ไม่ได้

แย่ง​ลูกหนี้​ดี​แบงก์-นอน​แบงก์​ปั่นป่วน

อย่างไรก็ตาม เมื่อ​ตรวจสอบ​ข้อมูล​เชิง​ลึก​ของ​ตลาด​บัตร​เครดิต​ทั้ง​ระบบ​ ที่บริษัท​ศูนย์​ข้อมูล​เครดิต​แห่งชาติ จำกัด หรือ​เครดิต​บูโร ​พบ​ว่า มี​บัตร​เครดิต​ดี​ ที่​ไม่​มี​การ​ค้าง​ชำระ หรือ​ค้าง​ชำระ​ไม่​เกิน 30 วัน​ทั้ง​ระบบ​ที่​มี​สิทธิ​เข้า​ร่วม​โครงการ​รี​ไฟแนนซ์​ทั้งสิ้น 11.6 ล้าน​บัตร คิด​เป็น​วงเงิน​สินเชื่อ​คง​ค้าง 152,110 ล้าน​บาท

โดย​เมื่อ​แยก​ย่อย​ลง​ไป​ถึง​รายละเอียด​ของ​วงเงิน จำนวน​บัตร และ​สินเชื่อ​คง​ค้าง​แล้ว​พบ​ว่า บัตร​เครดิต​ที่​มี​วงเงิน​ต่ำ​กว่า 50,000 บาท มี​จำนวน 5.38 ล้าน​บัตร มี​ยอด​สินเชื่อ​คงค้าง 46,371 ล้าน​บาท บัตร​เครดิต​ที่​มี​วงเงิน 50,001-100,000 บาท มี​จำนวน​บัตร 3.71 ล้าน​บัตร มี​ยอด​สินเชื่อ​คง​ค้าง 54,106 ล้าน​บาท และ​บัตร​เครดิต​ที่​มี​วงเงิน 100,001-300,000 บาท มี​จำนวน​บัตร 2.54 ล้าน​บัตร มี​ยอด​หนี้ 51,633 ล้าน​บาท

โดย​จาก​การ​วิเคราะห์​ข้อมูล​ของ​ผู้​บริหาร​ธนาคาร​พาณิชย์ พบ​ว่า ยอด​หนี้​บัตร​เครดิต​คง​ค้าง​กลุ่ม​ที่​มี​โอกาส​เข้า​โครงการ​รี​ไฟแนนซ์​คือ บัตร​ที่​มี​วงเงิน​สินเชื่อ 10,000-100,000 บาท ซึ่ง​มี​ยอด​ค้าง​ชำระ 50-100% ของ​วงเงิน และ​มี​บัตร​เครดิต​มาก​กว่า 1 บัตร ซึ่ง​ประเมิน​แล้ว​อยู่​ที่​ประมาณ 1-2 ล้าน​คน

ขณะ​ที่​หาก​พิจารณา​ตัวเลข​สินเชื่อ​คง​ค้าง​บัตร​เครดิต​ที่​มี​อยู่​ใน​ระบบ 194,000 ล้าน​บาท ปรากฏ​ว่า กลุ่ม​ผ่อนชำระ​ขั้น​ต่ำ 10% ซึ่ง​เป็น​กลุ่ม​เป้าหมาย​นั้น มี​วงเงิน​สินเชื่อ​ทั้งสิ้น 90,000 ล้าน​บาท หรือ 46% ของ​หนี้​คง​ค้าง

ทั้งนี้ หาก​ประเมิน​ว่า โครงการ​นี้​แบงก์​รัฐ​รับ​รี​ไฟแนนซ์​เต็ม​จำนวน 10,000 ล้าน​บาท จะ​ส่ง​ผล​กระทบ​ต่อ​ธุรกิจ​บัตร​เครดิต 11-12% หรือ​คิด​เป็น​ราย​ได้​ดอกเบี้ย 9% ของ​ธุรกิจ​บัตร​เครดิต ขณะ​ที่นอน​แบงก์​ที่​ให้​บริการ​บัตร​เครดิต​อาจ​ได้​รับ​ผล​กระทบ​มาก​กว่า เพราะ​ลูกหนี้​เป็น​คน​ที่​มี​ราย​ได้​ต่ำ​กว่า 15,000 บาท​ต่อ​เดือน

ก่อ​หนี้​เสีย​แบงก์​รัฐ-สกัดกั้น​กลไก​ตลาด

อย่างไรก็ตาม จาก​การ​ตรวจสอบ​เงื่อนไข​ไป​ยัง​ธนาคาร​รัฐ​ทั้ง 3 แห่ง​ที่​เข้า​ร่วม​โครงการ ภายหลัง​จาก​ที่​​ รมว.​กระทรวง​การคลัง​ได้​ปรับ​เกณฑ์​เงื่อนไข​การ​ปล่อย​กู้​และ​เข้า​ร่วม​โครงการ​รี​ไฟแนนซ์​หนี้​บัตร​เครดิต

โดยเฉพาะ​การ​ยกเลิก​เกณฑ์​ที่​บังคับ​ให้​ผู้​เข้า​ร่วม​โครงการ​ต้อง​ยกเลิก​บัตร​เครดิต​ที่​ถือ​อยู่​ออก​ไป ทำให้​เกิด​คำ​ถาม​ตาม​มา​อีก​ว่า มาตรการ​ของ​กระทรวง​การคลัง​ต่อ​การ​ผลัก​ดัน​โครงการ​รี​ไฟแนนซ์​หนี้​บัตร​เครดิตวัตถุประสงค์​ที่แท้​จริง​ของ​โครงการ​ดัง​กล่าว เป็น​การ​สร้าง​กลไก​เพื่อ​เอาใจ​ประชาชน โดย​พยายาม​ที่​จะ​บิดเบือน​กลไก​ราคา​ของ​ตลาด​สินเชื่อ​หรือ​ไม่!!!

เพราะ​กำหนด​อัตรา​ดอกเบี้ย​บัตร​เครดิต​และ​สินเชื่อ​ไว้​ใน​อัตรา​ที่​สูง​กว่า​อัตรา​ดอกเบี้ย​เงินกู้​ปกติ​นั้น เป็น​เงื่อนไข​ที่​ยอม​รับ​กัน​ตาม​มาตรฐาน​สากล ซึ่ง​เกิด​ขึ้น​ตาม​ความ​เสี่ยง​ของ​ลูกหนี้ เนื่องจาก​ลูกหนี้​บัตร​เครดิต เป็น​ลูกหนี้​ที่​กู้​เงิน​โดย​ไม่​มี​สินทรัพย์​ค้ำประกัน ทำให้​มี​ความ​เสี่ยง และ​โอกาส​ที่​จะ​เป็น​หนี้​เสีย​มากก​ว่า​ลูกหนี้​ที่​กู้​เงิน​โดย​มี​หลักทรัพย์​ค้ำประกัน

เมื่อ​ความ​เสี่ยง​สูง ผล​ตอบแทน​ต้อง​สูง​ขึ้น​ด้วย ไม่​เช่น​นั้น ลูกหนี้​กลุ่ม​นี้​อาจ​ไม่​มี​โอกาส​เข้าถึง​แหล่ง​เงินกู้​ใน​ระบบ ซึ่ง​จะ​ก่อ​ให้​เกิด​ปัญหา​มาก​กว่า เพราะ​ต้อง​หัน​ไป​หา​หนี้​นอก​ระบบ​ที่​ดอกเบี้ย​แพง​กว่า​ไม่​รู้​กี่​เท่า

ขณะ​เดียวกัน อีก​จุด​ที่​น่า​จับตา​ของ​โครงการ คือ​การ​กำหนด​เงื่อนไข ให้​เกณฑ์​การ​พิจารณา​สินเชื่อของ​ธนาคาร​ที่​เข้า​ร่วม​โครงการ​อาจจะ​ต้อง​มี​ความ​เข้มงวด​เป็น​พิเศษ เพื่อ​ป้องกัน​หนี้​เสีย​ที่​จะ​เกิด​ขึ้น​กับ​โครงการ เพราะ​การ​คิด​ดอกเบี้ย​เพียง 10% ถือว่า​ต่ำ​กว่า​ใน​กรณี​ที่​เป็น​สินเชื่อ​ที่​ไม่​มี​หลักประกัน

เนื่องจาก​ปัจจุบัน​ต้นทุน​การเงิน​อยู่​ที่​ประมาณ 5% อยู่​แล้ว ยัง​ไม่​รวม​เงิน​ที่​ต้อง​ใช้​ใน​การ​สำรอง​หนี้​เมื่อ​ปล่อย​สินเชื่อ​ใหม่​อีก 1% ของ​สินเชื่อ​ที่​ปล่อย และ​กรณี​ปล่อย​ไป​แล้ว​เป็น​หนี้​เสีย​จะ​ต้อง​สำรอง​หนี้ 100% ของ​วงเงิน​สินเชื่อ ดังนั้น หาก​มี​หนี้​เสีย​แฝง​มา​เพียง​ไม่​กี่​เปอร์เซ็นต์​ก็​เป็นไปได้​ที่​ธนาคาร​ที่​เข้า​ร่วม​โครงการ​จะ​ประสบ​ปัญหา​ขาดทุน และ​การ​ปล่อย​สินเชื่อ โดย​รับประกัน 100% ว่า​ใน​อนาคต​จะ​ไม่​เกิด​ปัญหา​เป็น​เรื่อง​ที่​เป็นไปได้​ยาก

นอกจาก​นี้ ความ​สุ่ม​เสี่ยง​ที่​อาจ​เกิด​ขึ้น​อีก​ใน​กรณี​ที่​เปิด​เงื่อนไข​ให้​ใช้​บัตร​เครดิต​ที่​เหลือ​ต่อ​ไป​ได้ และ​เมื่อ​ผู้​เข้า​ร่วม​โครงการ​ยัง​ไม่​หยุด​ก่อ​หนี้ ถ้า​วัน​หนึ่ง​มี​ปัญหา​ด้าน​การเงิน​ขึ้น​มา​อีก คน​กลุ่ม​นี้​จะ​เลือก​ชำระ​หนี้​หนี้​​บัตร​เครดิต​ก่อน เพราะ​เสียด​อก​เบี้ย​ถึง 20% ส่วน​หนี้​รี​ไฟแนนซ์​ดอกเบี้ย 10% อาจ​หยุด​ชำระ​ไป​ก่อน​ทำให้​กลาย​เป็น​หนี้​เสีย​ได้

ทั้งหมด​นี้ ไม่​ใช่ “ทีม​เศรษฐกิจ” จะ​ไม่​เห็น​ความ​พยายาม และ​ความ​จริงใจ​ของ​รัฐบาล และ รมว.​คลัง​ที่​จะ​ช่วย​ลด​ภาระ​ค่าครองชีพ​ของ​ประชาชน แต่​การ​ออก​มาตรการ​ใดๆต้อง​คิด​คำนวณ และ​ดู​ข้อมูล​อย่าง​รอบคอบ

เพราะ​นอกเหนือ​จาก​ผล​สัมฤทธิ์​ที่​ต้องการ​แล้ว จะ​ต้อง​คำนึง​ถึง ​การ​สร้าง​บรรทัดฐาน​ของ​นโยบาย มาตรฐาน​ของ​ระบบ​การเงินรวม​ถึง​ กลไก​ตลาด​ที่​มี​อยู่​ด้วยไม่​เช่น​นั้น​มาตรการ​ที่​ออก​มา​อาจจะ​ไม่​คุ้มค่า​กับ​ข้อ​ครหา 2 มาตรฐาน​ใน​ระบบ​การเงิน!!!

 



ผู้​ว่าการ​ธนาคาร​แห่ง​ประเทศไทย  (ธปท.)

โครงการ​รี​ไฟแนนซ์​บัตร​เครดิต และ​สินเชื่อ​บุคคล​ของ​ธนาคาร​รัฐ ตาม​นโยบาย​ของ​รัฐบาล​เท่า​ที่​พิจารณา​วงเงิน​สินเชื่อ​ใน​ขณะ​นี้​ที่​รัฐบาล​ออก​มา​ถือว่า​เป็น​เงิน​ไม่​มาก​เมื่อ​เทียบ​กับ​สินเชื่อ​บัตร​เครดิต​ทั้ง​ระบบ​และ​เป็น​โครงการ​ระยะ​สั้น​ที่​ออก​มา​ใน​ช่วง​ที่​มี​การ​หาเสียง​เลือกตั้ง​ ผล​กระทบ​อาจจะ​ยัง​ไม่​มาก อย่างไรก็ตามเพื่อ​ป้องกัน​ความ​เสียหาย​ที่​จะ​เกิด​ขึ้น ธนาคาร​รัฐ ซึ่ง​เป็น​ผู้​ออก​นโยบาย​เอง​ก็​ต้อง​พิจารณา​เงื่อนไข​ใน​การ​รี​ไฟแนนซ์​ให้​ชัดเจน​ด้วยว่า โครงการ​ดัง​กล่าว​สามารถ​ที่​จะ​แยกแยะ​ให้​ลูกหนี้​ที่​เข้า​ใน​โครงการ​เป็น​ลูกหนี้​ที่​ดี​และ​พร้อม​ที่​จะ​ชำระ​หนี้​ได้​ต่อ​เนื่อง​จริงๆ ได้​อย่างไร

เพราะ​การ​ปล่อย​สินเชื่อ​ให้​กับ​ลูกหนี้​ที่​ดี ที่​ชำระ​เงิน​แน่นอน​นั้น อัตรา​ดอกเบี้ย​ที่​คุ้ม​ทุน​อยู่​ที่ 5-6% เท่านั้น ขณะ​ที่​การ​ปล่อย​สินเชื่อ​กับ​ลูกหนี้​ที่​มี​ความ​เสี่ยง​ที่​จะ​ไม่​ชำระ​หนี้ ความ​เสี่ยง​อยู่​ที่ 100% ต้อง​ดู​ว่าการ​รี​ไฟแนนซ์​จะ​คุ้ม​ทุน​อยู่​ที่​เท่าไร ดังนั้น ถ้า​โครงการ​ดัง​กล่าว​ทั้ง​การ​รี​ไฟแนนซ์​ บัตร​เครดิต หรือ​ไป​ถึง​สินเชื่อ​บุคคล สามารถ​แยก​ให้​เข้า​เฉพาะ​ลูกหนี้​ที่​ดี​ได้​จริง ไม่​มี​หนี้​เสีย​เกิด​ขึ้น​ อัตรา​ดอกเบี้ย 10% ก็ได้กำไร แต่​ถ้า​แยก​ไม่​ดี​มี​หนี้​เสีย​เข้าไป​มาก​ก็​มี​โอกาส​ขาดทุน ซึ่ง​เรื่อง​นี้ ธปท.​ก็​มี​ความ​เป็น​ห่วง​ต้นทุน​ที่​เกิด​ขึ้น​ว่า ใคร​จะ​เป็น​ผู้​รับผิดชอบ​ต้นทุน​เหล่า​นี้​เพราะ​เป็น​โครงการ​ของ​รัฐ

“เชื่อ​ว่า​ทุก​คน​ก็​เป็น​ห่วง​เพราะ​เกี่ยว​กับ​เงิน​ของ​ประชาชน​ทั้ง​ประเทศ อย่าง​ที่​ผม​เคย​พูด​ไว้​ว่า ระบบ​การเงิน​ไทย​จะ​มี​ช่อง​ว่าง​ไม่​เท่าเทียม​กัน ซึ่ง​รัฐบาล​แทรกแซง​ได้​บ้าง แต่​ก็​ต้อง​ดู​ใน​เรื่อง​วินัย​การเงิน​ของ​ประชาชน ไม่​ให้​คน​เสีย​วินัย​ทางการ​เงิน​ ไม่​ใช่​ว่า​เป็น​หนี้​แล้ว​ไม่​ต้อง​จ่าย หรือ​ก่อ​หนี้​มาก​แต่​จ่าย​น้อย เพราะ​รอ​รัฐบาล​ช่วย ขณะ​เดียวกัน​ ต้อง​ระมัดระวัง​วินัย​ทางการ​คลัง​ด้วย​ว่า โครงการ​ที่​ทำ​ต่างๆ ไม่​เป็น​ภาระ​หรือ​สร้าง​ความ​เสียหาย​ต่อ​วินัย​การคลัง​ด้วย”



ประธาน​เจ้าหน้าที่​บริหาร และกรรมการ ​ผู้จัดการ​ธนาคาร​กสิกร​ไทย จำกัด (มหาชน)

โครงการ​ที่​กระทรวง​การคลัง​ออก​มา​ใน​ช่วง​นี้ น่า​จะ​เป็น​เพียง​มาตรการ​ระยะ​สั้น ส่วน​จะ​เป็น​มาตรการ​ระยะ​ยาว​หรือ​ไม่  คง​ต้อง​รอ​หลัง​ วัน​ที่ 3 ก.ค.​ไป​แล้ว ​เมื่อ​ได้​รัฐบาล​ใหม่​เข้า​มา​ว่า​ จะ​มี​การ​ดำเนิน​นโยบาย​ต่อ​เนื่อง​หรือ​ไม่ อย่างไร

อย่างไรก็ตาม เรื่อง​การ​นำ​สินค้า หรือ​ผลิตภัณฑ์​ทางการ​เงิน​มา​ลด​ราคา​นั้น จะ​ต้อง​มี​เรื่อง​ของ​ต้นทุน​เข้า​มา​เกี่ยวข้อง การ​ให้​แบงก์​รัฐ​เข้า​มา​ดำเนิน​การ คน​ที่​แบก​รับ​ต้นทุน​ก็​คือ ประชาชน เพราะ​ต้อง​นำ​เงิน​ภาษี​อากร​มา​ใช้​ชดเชย​ราย​ได้​ให้​กับ​แบงก์​รัฐ ส่วน​ธนาคาร​พาณิชย์​นั้น หาก​จะ​ดำเนิน​การ​ใน​ลักษณะ​เดียวกัน ก็​ต้อง​ตอบ​ผู้​ถือ​หุ้น​ให้​ได้​ว่า มี​ความ​จำเป็น​อย่างไร​จึง​ต้อง​ลด​ราคา​สินค้า เพราะ​เป็นการ​กระทำ​ที่​ไม่​คุ้ม​กับ​การ​ลงทุน

“ผม​เข้าใจ​ที่​เจ้า​กระทรวง​ออก​มา​ทำ​โครงการ​เหล่า​นี้ เพราะ​เป็น​ช่วง​ของ​การ​หาเสียง​เลือกตั้ง ทำให้​สา​มารถ​ชี้แจง​กับ​ประชาชน​ได้​ว่า เมื่อ​มา​นั่ง​เป็น​เจ้า​กระทรวง​สามารถ​ที่​จะ​ทำ​โครงการ​เหล่า​นี้​ออก​มา​เพื่อ​ช่วยเหลือ​ประชาชน เพื่อ​ให้​ประชาชน​เห็น​ผล​งาน​เป็น​การ​ซื้อ​ใจ​ให้​มา​เลือกตั้ง”

สำหรับ​ผล​กระทบ​ต่อ​ระบบ​สถาบัน​การเงิน​นั้น ขณะ​นี้​ยัง​ไม่​สามารถ​ประเมิน​ได้​เพราะ​ยัง​เร็ว​เกินไป​ที่​จะ​ประเมิน ส่วน​นโยบาย​ที่​ให้​ฟรี​ค่าธรรมเนียม​การ​กด​เอ​ที​เอ็ม​ระหว่าง​กัน​ของ​ธนาคาร​รัฐ 3 แห่ง คือ ธนาคาร​ออมสิน ธนาคาร​เพื่อ​การ​เกษตร​และ​สหกรณ์​การ​เกษตร (ธ.ก.ส.) และ​ธนาคาร​อิสลาม นั้น​เป็น​เรื่อง​ที่​สามารถ​ทำได้ แต่​คง​ต้อง​พิจารณา​ถึง​ต้นทุน​ที่​ธนาคาร​รัฐ​ต้อง​ใช้​ด้วย ​ไม่​ใช่​จะ​ไม่​มี​ต้นทุน



ผู้​อำนวยการ​ศูนย์​เพิ่ม​ศักยภาพ​ใน​การ​แข่ง​ขัน สถาบัน​บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

การ​รี​ไฟแนนซ์​บัตร​เครดิต เป็น​แนว​คิด​ที่​แปลก​ประหลาด เพราะ​ตาม​หลักการ​ดำเนิน​นโยบาย​ของ​รัฐบาล​จะ​ต้อง​ระมัดระวัง​ไม่​ให้​ผิด​หลักการ​ค้า​เสรี จรรโลง​ไว้​ซึ่ง​การ​แข่ง​ขัน และ​ต้อง​สร้าง​ความ​เป็น​ธรรม​ใน​การ​ประกอบ​ธุรกิจ​ให้​กับ​ทุก​ฝ่าย แต่​นโยบาย​การ​รี​ไฟแนนซ์​บัตร​เครดิต​ครั้ง​นี้​เป็น​การ​ไป​แย่ง​ลูกค้า​ชั้น​ดี​ของ​ธนาคาร​พาณิชย์​อื่น​ให้​มา​เป็น​ลูกค้า​ของ​ธนาคาร​ใน​กำกับ​ดูแล​ของ​รัฐ ซึ่ง​ผิด​หลักการ ไม่​ใช่​หน้าที่​ของ​รัฐ

ทั้งนี้ การ​นำ​เงิน​ภาษี​ของ​ประชาชน หรือ​แม้​กระทั่ง​เงิน​ที่​ธนาคาร​พาณิชย์​จ่าย​ภาษี​เข้า​รัฐ​มา​อุดหนุน​ธนาคาร​คู่แข่ง​ให้​ได้​ประโยชน์ เป็น​เรื่อง​ไม่​เหมาะสม แม้​จะ​อ้าง​ว่า​ไม่ได้​ใช้​ภาษี​อุดหนุน​โดย​ตรง  ​แต่​ราย​ได้​เข้า​รัฐ​ก็​ลด​ลง​ก็​ไม่​ต่าง​กัน

“การ​นำ​เงิน​ภาษี หรือ​เงิน​ที่​รัฐ​ควร​จะ​ได้​มา​อุดหนุน​ให้​คน​บาง​กลุ่ม​ได้​ประโยชน์ เป็น​การ “ได้​กระจุก แต่​เสีย​กระจาย” เพราะ​เงิน​ส่วน​นั้น​ควร​จะ​นำ​ไป​ใช้​ประโยชน์​ใน​การ​สร้าง​โครงสร้าง​พื้นฐาน​ให้​กับ​ประเทศ เช่น​การ​สร้าง​ถนน สร้าง​แหล่ง​น้ำ สร้าง​รถไฟ​ฟ้า​เพื่อ​ให้​คน​ทั่ว​ประเทศ​ได้​ประโยชน์​เท่าเทียม ไม่​ใช่​เพื่อ​คน​กลุ่ม​ใด​กลุ่ม​หนึ่ง” นอกจาก​นี้​ ยัง​เป็น​การ​บั่นทอน​ให้​ธนาคาร​ของ​รัฐ​อ่อนแอ เป็น

ลูก​แหง่​ไม่​ยอม​พัฒนา​ตัว​เอง คอย​แต่​ใช้​เงิน​ซื้อ​ความ​ได้​เปรียบ ทั้งที่​ธนาคาร​เอกชน​พัฒนา​ตัว​เอง ดูแล​รักษา​ฐาน​ลูกค้า มี​การ​ประสาน​กับ​ทาง​ร้าน​ค้า​ใช้​บัตร​เครดิต จ่าย​เงิน​ค่าน้ำ​ค่า​ไฟ​ได้ เติม​น้ำมัน​ได้ แต่​บัตร​เครดิต​ของ​ธนาคาร​ใน​กำกับ​ของ​รัฐ​กลับ​ไม่​มี​ใคร​รับ เพราะ​ไม่​พัฒนา​ตัว​เอง

“การ​ที่​รัฐ​ปล่อย​ให้​มี​การ​ใช้​เงิน​ซื้อ​ความ​ได้​เปรียบ​ใน​การ​แข่ง​ขัน​ถือ​เป็น​รากเหง้า​ของ​การ​คอรัปชัน ทำให้​ไม่​มี​การ​พัฒนา​ศักยภาพ​ใน​การ​แข่ง​ขัน ขาด​การ​วิจัย​และ​พัฒนา​เพื่อ​เพิ่ม​ประสิทธิภาพ ​ที่สุด​แล้ว​ศักยภาพ​ใน​การ​แข่ง​ขัน​จะ​หมด​ไป”

 


ทีมเศรษฐกิจ

โหวตข่าวนี้