advertisement

เปิดคัมภีร์ออมเงิน "วิวรรณ"แนะสูตรบริหารความเสี่ยง เริ่มต้นวางแผนให้ดี..วันนี้ยังไม่สาย

โดย ทีมเศรษฐกิจ 31 ม.ค. 2554 05:00

"มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท   อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์ มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน"

แม้ สุภาษิตนี้จะยังคงใช้ได้ดีในทุกยุคทุกสมัย แต่ปัจจุบันการประหยัดและการอดออมเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ สำหรับการสร้างความมั่งคั่งและความมั่นคงทางการเงินให้กับผู้คนในยุคนี้

เพราะ การฝากชีวิตไว้กับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ที่แม้นักเศรษฐศาสตร์ทุกค่ายจะฟันธงตรงกันว่ากำลังเข้าสู่การเป็น "ขาขึ้น" แต่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากโดยรวมของประเทศไทย ยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยต่ำมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จึงเป็นแรงกดดันให้คนทำงาน โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนต้องหันมาให้ความสนใจบริหารจัดการกับเงินของตัวเอง

โดย เฉพาะอย่างยิ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝากที่เริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว โดยตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. ปีนี้ จะมีการจำกัดวงเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองเพียง 50 ล้านบาทต่อธนาคารเท่านั้น และตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2555 เป็นต้นไป วงเงินคุ้มครองจะลดลงเหลือเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น

ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้คนต้องมาตระหนักและให้ความสำคัญกับการบริหารเงินในกระเป๋าของตัวเองมากยิ่งขึ้น!!

เพราะ การออมเงินโดยฝากธนาคารเพียงอย่างเดียว นอกจากจะได้ผลตอบแทนต่ำแล้ว ขณะเดียวกันก็อาจมีความเสี่ยง หากเกิดกรณีสถาบันการเงินที่ฝากเงินไว้มีปัญหา ล้มละลายหรือถูกสั่งปิดกิจการ (แม้จะเกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศไทย) เงินที่ฝากไว้ในธนาคารก็จะไม่ได้รับการคุ้มครองเต็มทั้งก้อนทั้งจำนวนเหมือน ในอดีตอีกต่อไปแล้ว

ขณะเดียวกัน ในปัจจุบันมีช่องทางการลงทุนที่หลากหลายมากมาย ที่เปิดโอกาสให้ผู้มีเงินออม สามารถนำเงินมาบริหารจัดการ เพื่อให้เงินออกไปทำงานแทนเรา หรือ "เอาเงินไปต่อเงิน" เพื่อให้เงินในกระเป๋าที่มีอยู่สามารถงอกเงยสร้างความมั่งคั่งให้ หากศึกษาการลงทุนอย่างเข้าใจและมีการลงทุนอย่างถูกต้องเหมาะสม

"ทีมเศรษฐกิจ" จึงได้ขอคำชี้แนะจาก "วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ" ประธานบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทยและนายกสมาคมนัก


วางแผน การเงิน กูรูที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในวงการตลาดเงินตลาดทุน ถึงกลเม็ดเคล็ดลับในการวางแผน และการบริหารเงินออมเงินลงทุน ให้พอกพูนงอกเงยสร้างความมั่งคั่งและความมั่นคงทางการเงิน

ที่อ่าน แล้วต้องสำรวจตัวเองว่า วันนี้คุณได้เริ่มวางแผนการเงินของตัวเองแล้วหรือยัง หากคำตอบคือยัง เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ยังไม่สาย........

@@@@@@@

วิวรรณ เผยคัมภีร์การบริหารเงินออมหรือเงินเก็บว่า ก่อนที่จะนำเงินที่มีอยู่ไปลงทุน ให้กัน "เงินฉุกเฉิน" หรือเรียกอีกอย่างว่า "เงินรองรัง" ออกมาก่อน เพื่อกันไว้ใช้ในยามฉุกเฉินหรือมีเหตุจำเป็นจึงจะนำออกมาใช้ เช่น กรณีตกงาน

ส่วน "เงินรองรัง" จะเป็นเงินเท่าไรนั้น มีหลักคิดคร่าวๆ คือ ไม่ต่ำกว่า 3 เท่าของค่าใช้จ่ายที่ใช้ในแต่ละเดือน (ไม่ใช่ 3 เท่าของเงินเดือน) สำหรับผู้ที่มีการงานมั่นคงมีรายรับเป็นเงินเดือนทุกเดือน

ส่วนผู้ ที่มีอาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ รับทำงานเป็นจ๊อบๆ เช่น อาชีพนักเขียน ดารา จิตรกร มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ ควรจะกันเงินรองรังไว้ประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน

เงินออมที่เหลือจากเงินรองรังนี้ จึงจะนำมาลงทุนเพื่อหาดอกผลได้!!

และ เมื่อคิดจะเริ่มลงทุน ก็มีคำถามว่าจะนำเงินไปลงทุนในอะไรได้บ้าง ซึ่งขณะนี้มีช่องทางมากมาย ที่รอให้เราเข้าไปเปิดหีบขุมทรัพย์ ทั้งการลงทุนในตลาดหุ้น, ทองคำแท่ง, น้ำมัน, พันธบัตรรัฐบาล,

ตั๋ว เงินคลัง, สลากออมสิน, หุ้นกู้บริษัทเอกชน, อสังหาริมทรัพย์ คอนโดให้เช่า หรือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมต่างๆ ที่จะมีมืออาชีพนำเงินเราไปบริหารจัดการลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะมีผลตอบแทนและความเสี่ยงมากน้อยแตกต่างกันไป

วิวรรณ บอกว่า "หัวใจของการลงทุน" คือ การจัดสรร หรือกระจายการลงทุน เรียกให้โก้ว่า Asset allocation ซึ่งก็คือการแบ่งก้อนของเงินที่จะนำไปลงทุนในแต่ละอย่าง ที่ต้องจัดสรรให้เหมาะสมและตรงตามความต้องการของตัวเองมากที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น และเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง

โดยต้องถามตัวเองว่า ต้องการผลตอบแทนมากน้อยแค่ไหน และตนเองสามารถรับความเสี่ยงได้มากเท่าไหร่!?!

เพราะ ปกติแล้วการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ก็มีโอกาสที่จะได้กำไรหรือผลตอบแทนสูงเช่นเดียวกัน เช่น การลงทุนในตลาดหุ้น เรามีโอกาสที่จะได้กำไรจากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นเป็น "เท่าตัว" ขณะเดียวกัน ราคาหุ้นก็สามารถปรับตัวลงจนทำให้เราขาดทุนเกือบ "หมดตัว" ได้เช่นกัน หากลงทุนโดยไม่มีความรู้และไม่ได้ศึกษาข้อมูลมาอย่างดี

แต่ หากรับความเสี่ยงได้น้อย ไม่ต้องการให้เสียเงินต้นหรือเงินลงทุน ก็ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงมากกว่า เช่น ซื้อพันธบัตรรัฐบาล สลากออมสิน หน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่มีนโยบายคุ้มครองเงินต้น หรือฝากธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ย แต่โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนก็น้อยลงเช่นกัน

สูตรสำรวจความเสี่ยง

ส่วน ใครจะรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหนนั้น วิวรรณ ได้ให้สูตร ในการสำรวจถึงความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของแต่ละคน ว่าขึ้นอยู่กับ 6 ปัจจัย คือ

1. อายุน้อยรับความเสี่ยงได้มาก-อายุมากรับความเสี่ยงได้น้อย เพราะเวลาทำงานเหลือน้อย แม้จะมีเงินออมมาก แต่หากขาดทุนหรือหมดไปแล้ว โอกาสที่จะหาได้ใหม่ยาก

2. ความมั่งคั่งโดยรวม เช่น คนมีเงินออมที่หามาแทบทั้งชีวิต 100,000 บาท หากหายไป 10% คือ 10,000 บาท ก็อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ และเดือดร้อนได้ แต่ สำหรับคนที่มีเงิน 1,000 ล้านบาท หากหายไป 100 ล้านบาท ก็ยังมีอีก 900 ล้านบาท ถือว่ายังมีความมั่งคั่งอีกมาก ดังนั้น ผู้ที่มีความมั่งคั่งโดยรวมสูง จะรับความเสี่ยงได้มากกว่าผู้ที่มีความมั่งคั่งโดยรวมต่ำ

3. ระยะเวลาในการลงทุน หากเงินที่ต้องการลงทุนในช่วงเวลาสั้นๆ ก็จะรับความเสี่ยงได้น้อย เช่น ค่าเทอมลูกที่จะใช้ในเดือน  พ.ค. อีก 4 เดือนข้างหน้า ไม่ควรนำไปลงทุนที่มีความเสี่ยงมาก เพราะหากขาดทุนไปแล้ว  เมื่อ ถึงเวลาที่ต้องใช้อาจหากลับมาไม่ได้หรือไม่ทัน แต่เงินออมที่ไว้ใช้หลังเกษียณ ถือเป็นเงินระยะยาว อีก 20-30 ปีจึงจะนำมาใช้  เงินก้อนนี้ จะรับความเสี่ยงได้มากกว่า เพราะการลงทุนในระยะสั้นอาจมีขึ้นลงผันผวน แต่ในระยะยาวเฉลี่ยแล้วยังได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า

4. ภาระทางการเงินที่มีอยู่ เช่น หากยังมีภาระผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ส่งลูกเรียนหนังสือ ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ ถือว่ารับความเสี่ยงได้น้อย เพราะหากขาดทุนหรือเงินก้อนนี้หมดไป อาจทำให้คนที่อยู่เบื้องหลังเดือดร้อน จึงไม่ควรเสี่ยงมาก ยิ่งมีภาระเยอะเท่าไร ยิ่งรับความเสี่ยงได้น้อย แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีภาระทางการเงิน ไม่มีหนี้สินต้องผ่อน ไม่ต้องส่งลูกเรียนหนังสือ ก็สามารถรับความเสี่ยงได้สูงกว่า

5. ความมั่นคงของอาชีพ พวกข้าราชการ พนักงานบริษัทใหญ่ๆ ที่มีความมั่นคง จะรับความเสี่ยงได้มากกว่าผู้มีอาชีพและเงินเดือนที่ไม่แน่นอนและสุดท้าย ข้อ 6. สำคัญมาก คือความมั่นคงทางจิตใจ หรือเรียกว่าความวิตกกังวลส่วนบุคคล เช่น บางคนอาจมีคุณสมบัติตั้งแต่ข้อ 1-5 ดีหมด มีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้สูง แต่มีนิสัยวิตกกังวลลงทุนไปแล้ว เครียดนอนไม่หลับ กลัวขาดทุน หรือขาดทุนไปแล้วก็มานอนเศร้า นั่งทุกข์ใจ ตัดใจไม่ได้ ขอแนะนำว่าอย่าลงทุนในหุ้นหรือในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเด็ดขาด เพราะจะทำให้ชีวิตไม่มีความสุขเมื่อชีวิตไม่มีความสุข มีเงินเยอะเท่าไรก็ไม่มีความหมาย!!



เปิดสูตรการลงทุน

เมื่อ พิจารณาคุณสมบัติของตัวเองเพื่อประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยงได้แล้ว รู้แล้วว่าตัวเองสามารถรับความเสี่ยงได้แค่ไหน ก็ลงมือจัดพอร์ตการลงทุนของตัวเองได้เลย

ซึ่ง วิวรรณในฐานะนายกสมาคมนักวางแผนการเงินได้จัดพอร์ต ทำตัวอย่างการจัดสรรการลงทุนของคนไว้ 3 ประเภท(ในตาราง) ไว้อย่างน่าสนใจ

คือ พอร์ตลงทุนแบบอนุรักษ์นิยม สำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นคงสูง ความเสี่ยงต่ำมาก และได้รับผลตอบแทนในระดับที่น่าพอใจ เรียกกลุ่มนี้ว่าเงินต้นไม่หาย แต่ได้ผลตอบแทนงอกเงยกว่าแช่แป้งเงินฝากไว้ในธนาคาร

สูตรนี้แบ่งก้อน เงินออมไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือพวกสลากออมทรัพย์ ออมสิน ซึ่งไม่มีความเสี่ยงเลยมากที่สุดถึง 40% อีก 25% ลงทุนในกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในตลาดเงิน (เงินต้นไม่หาย ผลตอบแทนไม่ต้องเสียภาษี) และแบ่งไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 10% อีก 10% ลงทุนในตลาดหุ้น และลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ 5% เช่น ทองคำ, น้ำมัน หรือกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้

ที่เหลือ 10% สุดท้าย ฝากแบงก์กินดอกเบี้ย พอร์ตนี้คาดหวังจะได้ ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีประมาณ 4.325%

สำหรับ แบบที่ 2 เพิ่มความเสี่ยงมาอีกนิด หวังได้ผลตอบแทนเพิ่มอีกหน่อย เรียกว่าการลงทุนแบบปานกลาง โดยลดการลงทุนในตลาดเงินจาก 25% เหลือ 15% โดยไปเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นเป็น 20% ซึ่งพอร์ตนี้คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 5.67% ต่อปี

และแบบสุดท้าย Aggressive สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงขึ้น โดยเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นสูงที่สุดถึง 30% โดยลดการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลลงเหลือ 20% และไปเพิ่มการลงทุนในทองคำ, น้ำมัน หรือสินค้าโภคภัณฑ์เป็น 15% เท่ากับการลงทุนในตลาดเงิน ขณะที่ยังลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เท่าเดิม

10% เช่นเดียวกับเงินฝากธนาคาร 10% พอร์ตนี้หวังผลตอบแทนเฉลี่ย 7.47%


สูตรสำเร็จการออม

อย่างไร ก็ตาม วิวรรณ ระบุว่า ก่อนที่จะลงทุนได้ ต้องเริ่มที่การออมเงินก่อน เพราะหากไม่มีเงินออมก็ลงทุนไม่ได้ การออมจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่สุด  โดย  วิวรรณ ได้เผย 5 เทคนิคการ ออมไว้อย่างน่าสนใจว่า การออมจะเกิดขึ้นได้ข้อแรกคือ

1. ต้องมีวินัย คือมุ่งมั่นทำให้สม่ำเสมอ เช่น ตั้งใจจะออมเงินให้ได้ทุกวัน(สำหรับผู้ที่มีรายได้รายวัน)  หรือทุกเดือน  ต้องทำให้ได้สม่ำเสมออย่าได้ขาด

2. ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายขึ้น เช่น เริ่มปีแรก จะออมให้ได้เดือนละ 1,000 บาท พอขึ้นปีที่ 2 เพิ่มเป็น เดือนละ 1,200 หรือ 1,500 บาทพอปีที่ 3 เพิ่มขึ้นเป็น 2,000 บาท ต้องเพิ่มขึ้นให้ได้ทุกปี เพราะปกติแล้วเงินเดือนขึ้นทุกปี แต่เรากินเท่าเดิมหรือพยายามจำกัดงบใช้จ่ายประจำวันให้ได้เท่าเดิม เพื่อให้ออมได้มากขึ้น และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่มีรายได้สูงขึ้นและมีฐานะการเงินเริ่มมั่นคง ก็ยิ่งออมเงินได้มากขึ้น เมื่อเก็บเงินได้มากพอก็จะทำให้สามารถนำไปลงทุนได้เร็วขึ้น

3.ให้ รางวัลกับตัวเอง เช่น เมื่อออมได้ครบตามเป้าหมาย จะให้รางวัลตัวเอง 5-10% ของเงินที่ออมได้ เช่น ซื้อกระเป๋าที่อยากได้ เข้าสปาหรือซื้อทัวร์ไปเที่ยว เพื่อให้มีความสุขกับการออมและเป็นกำลังใจให้ตัวเองเดินหน้าออมเงินได้ต่อไป เพราะการตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินอย่างเดียวโดยไม่เอามาใช้เลย อาจทำให้เครียดและกดดันตัวเองเกินไป เรียกข้อนี้ว่าออมไปสุขไปว่างั้นเถอะ

4. อย่าใจอ่อนและท้อถอย เช่น หยุดออม ออมไม่สม่ำเสมอ ขาดวินัยออมบ้างไม่ออมบ้าง ผัดวันประกันพรุ่ง ยิ่งทำให้การออมล่าช้า หรือหากมีเหตุจำเป็นที่ต้องหยุดออม เมื่อสถานการณ์กลับสู่ปกติ แล้วต้องรีบกลับมาออมใหม่ให้เร็วที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่ใจอ่อนหรือท้อถอย เพราะไม่ได้ให้รางวัลตัวเองในข้อ 3. จึงทำให้ขาดแรงจูงใจ

5. ควรจดทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อให้เห็นรายจ่ายที่จำเป็นและรายจ่ายฟุ่มเฟือยที่สามารถตัดลดได้  ซึ่งจะนำไปสู่การออมที่เพิ่มขึ้นและยังทำให้มีการวางแผนการใช้จ่ายเงินที่มี เหตุผลมากขึ้น

วิวรรณ ย้ำว่า หัวใจสำคัญที่สุดในการออมเงินคือ ต้อง"กันเงิน" ที่ต้องการออมออกมาจากเงินเดือนหรือรายรับที่ได้ก่อน ที่เหลือจากนี้จึงเป็นเงินสำหรับใช้จ่ายในแต่ละเดือน หรือเขียนเป็นสมการโจทย์เลขคือเงินเดือน-เงินออม=เงินสำหรับใช้จ่าย

ดังนั้น ต้องเปลี่ยนความคิดของตัวเอง ที่ว่าเงินออมคือเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายประจำเดือน

เพราะไม่เช่นนั้นคุณอาจจะไม่มีวันได้ออมเงินเลย เพราะใช้จนไม่มีเงินเหลือให้ออม!!


เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

สุดท้าย วิวรรณ บอกว่า เราควรตั้งเป้าหมายไว้ด้วยว่า อยากมีชีวิตบั้นปลายหลังเกษียณแบบไหน ต้องการใช้เงินเดือนละเท่าไหร่ และคาดว่าตัวเองจะมีอายุยืนแค่ไหน เช่น หากมีอายุยืนถึง 80 ปี นั่นหมายถึง เราต้องมีเงินเก็บให้พอสำหรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณอีก 20 ปี หากต้องการใช้เงินเดือนละ 20,000 บาท ต้องเก็บเงินให้ได้ 4,800,000 บาท หรือหากอายุยืนถึง 90 ปี ต้องเก็บเงินให้ได้ 7,200,000 บาท

ดังนั้น หากไม่รีบวางแผนการออมและการลงทุนตั้งแต่วันนี้ ก็อาจจะมีชีวิตที่ทุกข์ยากหลังเกษียณ

วิวรรณ แนะว่าถ้าจะให้ดีเราสามารถเริ่มต้นวางแผนการเงินได้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ  หรือเริ่มวางแผนการเกษียณ  นับตั้งแต่วัน

แรก ที่เริ่มทำงาน โดยเพียงเราออมเงินเดือนละ 1,000 บาท ตั้งแต่อายุ 25 ปี ไปจนถึงเกษียณอายุตอน 60 ปี ถ้านำเงินออมนี้ไปลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนปีละ 5% ตอนอายุ 60 จะมีเงิน 1,136,092 บาท และในจำนวนเงินออมที่เท่ากัน หากนำไปลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนปีละ 8% ตอนเกษียณจะมีเงิน 2,293,882 บาท

และหากได้ผลตอบแทนปีละ 10% จะมีเงินถึง 3,796,338 บาท!!

แต่ ถ้าออมเงินเพิ่มขึ้นทุกปี ก็จะยิ่งทำให้มีเงินมากขึ้น เช่นถ้าปีแรกออมเงินเดือนละ 1,000 บาท และออมเพิ่มขึ้นปีละ 10% คือปีที่ 2 ออมเพิ่มเป็นเดือนละ 1,100 บาท ปีที่ 3 ออมเพิ่มเป็นเดือนละ 1,210 บาท เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ปีละ 10%

หากนำเงินออมนี้ไปลงทุนโดยได้ผลตอบแทน ปีละ 5% เมื่อครบ 35 ปี หรือเมื่ออายุ 60 ปี เงินนี้จะงอกเงยเป็น 5,546,656 บาท และหากผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มเป็น 10% ในตอนเกษียณก็จะมีเงินสูงถึง 11,235,732 บาท!!

และเงินจำนวนนี้ ซึ่งถือเป็นเงินออมก่อนเกษียณ หากนำไปลงทุนโดยได้ผลตอบแทนปีละ 5% จะมีเงินใช้จ่ายสำหรับชีวิตหลังเกษียณจนถึงอายุ 80 ปี ได้ถึงเดือนละ 74,150 บาทเลยทีเดียว

วันนี้คุณได้เริ่มต้นออมเงินและวางแผนบริหารเงินออมของตัวเองแล้วหรือยัง!

ทีมเศรษฐกิจ

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement